ข่าว
100 year

ศาลฎีกาพิพากษายืน ยกฟ้อง คดี 'ปฏิญญาฟินแลนด์'

ไทยรัฐออนไลน์16 ธ.ค. 2559 15:08 น.
SHARE

ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีที่พรรคไทยรักไทย และ ทักษิณ ฟ้อง สนธิ และพวกอีก 4 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทเมื่อปี 49 กรณี สนธิขึ้นเวทีพูดเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ โดยศาลพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์...

ที่ ศาลอาญา เวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธ.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีที่พรรคไทยรักไทย และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตร นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม., นายชัยอนันต์ สมุทวณิช, นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการ, บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล, นายพชร สมุทวณิช, นายขุนทอง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ฯ, บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซต์แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีปี 2549 นายสนธิขึ้นเวทีพูดเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย" ซึ่งถ่ายทอดสด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และเว็บไซต์ผู้จัดการ หมิ่นประมาทนายทักษิณ ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณ โดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามปฏิญญาฟินแลนด์ อันเป็นความเท็จ จำเลยปฏิเสธศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า โจทก์ทั้ง 2 เป็นพรรคการเมืองและผู้บริหารประเทศ จึงเป็นบุคคลสาธารณะ การที่จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันเสวนาในหัวข้อเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย เป็นการนำเรื่องราวหรือหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนั้น มาพูดคุยถกเถียงกัน ซึ่งเนื้อหาสาระประกอบด้วย หัวข้อเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้ง 2 คือ เรื่องการทำให้พรรคการเมืองหลักพรรคเดียว การปฏิรูประบบราชการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน แม้จะไม่ปรากฏว่าหัวข้อดังกล่าว เป็นนโยบายที่โจทก์ที่ 2 แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลของโจทก์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินอยู่

ทั้งนี้จำเลยที่ 1-4 ได้หยิบยกเอาการกระทำที่ผ่านมาของโจทก์ที่ 2 มายืนยันว่ามีการกระทำหลายประการที่อาจจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ลดบทบาทลงเป็นเพียงสัญลักษณ์ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาเกี่ยวกับมีการพยายามทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ แม้พยานโจทก์ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะเบิกความว่า โจทก์ทั้ง 2 ไม่เคยมีแนวคิดหรือการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์ทั้ง 2 ก็มิได้นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้มีการกระทำดังที่จำเลยที่ 1-4 ได้กล่าวยกตัวอย่างไว้ในการเสวนา จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีการกระทำดังที่จำเลยที่ 1-4 ได้กล่าวไว้จริง การเสวนาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงความเห็นอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสอง

นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคคลที่มีบทบาทหน้าที่ในบ้านเมือง เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการบ้านเมืองของโจทก์ทั้งสองในบางประการเช่นกัน ดังนั้นหัวข้อที่เสวนาจึงเป็นประเด็นที่สังคมยังมีการโต้แย้งถกเถียงกันอยู่ ส่วนที่การเสวนามีการใช้ถ้อยคำเรียกโจทก์ที่ 1 ว่า แก๊งเลือกตั้งหรืออั้งยี่เลือกตั้งนั้นได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้กล่าวในการเสวนา เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะใช้ถ้อยคำรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเกิดความเสียหาย ดังนั้นการเสวนาของจำเลยที่ 1-4 ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือประชาชนย่อมกระทำได้

ส่วนประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ไม่เคยบริหารโดยใช้ปฏิญญาฟินแลนด์ หรือยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ตามที่ได้ถูกกล่าวหา เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้เขียนบทความเรื่องยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก่อนที่จะมีการจัดการเสวนา ขณะที่ในการเสวนาดังกล่าว จำเลยที่ 1-4 ไม่มีผู้ใดยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 ได้ไปร่วมตกลงกับผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยที่ประเทศฟินแลนด์แต่อย่างใด จึงแสดงความเห็นโดยสุจริต ส่วนการที่จำเลยที่ 4 เคยเขียนบทความเรื่องยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นั้น ก็เป็นคนละส่วนกับการเสวนาและโจทก์ที่ 2 ก็ได้แยกฟ้องโจทก์ที่ 4 เป็นอีกคดีหนึ่งแล้ว การกระทำคดีนี้จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทพิพากษายืนยกฟ้อง หลังฟังคำพิพากษานายสนธิจึงถูกคุมตัวกลับเรือนจำทันที .

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปฏิญญาฟินแลนด์ฟ้องหมิ่นประมาททักษิณ ชินวัตรไทยรักไทยสนธิ ลิ้มทองกุล

คุณอาจสนใจข่าวนี้