วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทูตจีนพร้อมหนุน 'สินค้าไทย' ผงาดในโลกอีคอมเมิร์ซแดนมังกร

ทูตจีนพร้อมหนุน 'สินค้าไทย' ผงาดในโลกอีคอมเมิร์ซแดนมังกร

  • Share:

ทูตจีนประจำประเทศไทย เผย จีนผลักดันเส้นทางการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีน ตั้งเป้า 5 ปี เพิ่มมูลค่าการค้าไทย-จีน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมหนุนสินค้าไทยผงาดขึ้นตลาดออนไลน์จีน ขณะที่วงเสวนา "เศรษฐกิจไทย-จีน 2560" ห่วงเศรษฐกิจกระทบนักท่องเที่ยวจีนลดลง วอนรัฐวางกรอบมาตรฐานสินค้าไทย

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้จัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ "ศักราชใหม่เศรษฐกิจไทย-จีน 2560 : Thailand-China Economic Outlook 2017" โดยได้รับเกียรติจาก นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "เดินหน้าแผนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไทยจีน" โดยมีนายภาสภณ เหตระกูล ผู้จัดการฝ่ายจัดส่งและยานยนต์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และนายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-อาเซียน เข้าร่วมฟังการสัมมนาด้วย

นายหนิง ฟู่ขุย กล่าวว่า ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว 40 กว่าปี มูลค่าการค้าจากเดิมที่เริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตกันคือราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว หรือเพิ่มกว่า 3,000 เท่าตัว การลงทุนจากจีนในไทยก็มากเป็นอันดับสองของไทย ราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนเป็นตลาดการส่งออก ตลาดสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทยและมีนักเรียนเดินทางเข้ามาเรียนในไทยมากที่ด้วย นโยบายที่จีนต้องการมีความร่วมมือและผลักดันความสัมพันธ์กับไทยในขณะนี้คือ เส้นทางการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีน (The Belt and Road Initiative) เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งส่งเสริมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และวิจัยที่จีนตั้งเป้าว่า มูลค่าการค้าของสองฝ่ายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะต้องถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ จีนต้องการให้โครงการรถไฟไทย-จีนมีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนจากทั้งสองประเทศ รัฐบาลจีนหวังว่า เส้นทางรถไฟไทยจะเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน โดยไทยก็สามารถใช้ประโยชน์จากทางรถไฟไทย-จีนนี้ในการส่งสินค้ามายังจีน ทั้งนี้ ในปัจจุบันจีนได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาทางรถไฟเชื่อมจากประเทศตนไปยังยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวส่งสินค้าไทยไปยุโรปและภูมิภาคตะวันออกกลางได้เช่นกัน

นายหนิง ฟู่ขุย กล่าวอีกว่า ขณะนี้คนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว 710 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากถึงกว่า 400 ล้านคน เปิดช่องให้สินค้าไทยมีโอกาสขึ้นมาขายบนตลาดออนไลน์ของจีนได้ โดยในช่วงที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยเคยพบปะนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทเครืออาลีบาบา เพื่อหารือถึงการส่งสินค้า SME ของไทยเข้ามาอยู่บนตลาดออนไลน์ของจีน จุดนี้จีนเองก็ให้ความร่วมมือและยินดีแบ่งปันประสบการณ์การค้าออนไลน์กับไทยด้วย

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2559 มีเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสะดุดลงในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ชะงักลงไม่เกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ

ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับการปราบปรามทุจริตทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่การแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องทำให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าประเทศไทยมีจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ และต้องส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกระจายรายได้ให้กว้าง ร่วมถึงพัฒนามาตรฐานสินค้าไทยให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าซื้อสินค้าไทยแล้วไม่ถูกหลอก เช่น อัญมณี หรือหมอนยางพาราของไทยที่ได้รับความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีประเทศอื่นนำไปผลิตและยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องวางมาตรการที่ทำให้นักท่องเที่ยวรับรู้ว่าสินค้าไทยมีคุณภาพ ถ้าเราปรับทุกอย่างให้นิ่ง และจีนไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าจีนน่าจะชอบเที่ยวประเทศไทย

ขณะที่ นางสาวอักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผอ.ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมาถือว่ายังเหนื่อย เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาประเทศคู่ค้า ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน อีกทั้งรัฐบาลอุ้มชูภาคการเงินและการธนาคาร ทำให้ความแข็งแกร่งทางการเงินของจีนยังไม่เพียงพอ ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไป จีนจึงต้องปรับโครงสร้างภายใน

ทั้งนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (2016-2020) ของจีนมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการบริโภค และปัจจุบันจีนใช้รูปแบบการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งตลาดออนไลน์ของจีนผูกกับการท่องเที่ยวของไทย โดยเริ่มจากนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวในประเทศไทยและซื้อสินค้าไทยไปใช้ เมื่อถูกใจจึงนำสินค้าไทยเข้าไปขาย ดังนั้น สินค้าไทยมีโอกาสเข้าไปขายออนไลน์ในจีน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก รัฐบาลไทยและภาคเอกชนต้องการันตีคุณภาพสินค้าไทย และการส่งออกสินค้าไปจีนต้องปรับโครงสร้าง ไม่ใช่ให้จีนใช้ประเทศไทยเป็นเพียงซัพพลายเออร์

นางสาวอักษรศรี กล่าวเสริมว่า จีนยังมีจุดอ่อนอีก 2-3 เรื่องหลัก คือ 1. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ 2. หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งก่อหนี้จากสารพัดโครงการก่อสร้างพื้นฐาน และ 3. ทุนสำรองเงินต่างประเทศของจีนที่ลดลงทุกวัน และเงินทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก สภาพเศรษฐกิจของจีนที่ประชาชนระวังการใช้เงินเชื่อมโยงกับตัวเลขที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งการท่องเที่ยวก็เป็นปัญหาที่ปล่อยไม่ได้ และไม่ใช่แค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง แต่รวมถึงคุณภาพของนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวประเทศไทยจำนวน 7-8 ล้านคนต่อปีเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 5 พันบาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีนในประเทศญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ตกคนละกว่าแสนบาท

ด้าน นายจาง เหล่ย นายกสมาคมวิสาหกิจจีน-ไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศจีน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักที่ไทยต้องพิจารณาอย่างระวัง เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเลือกมาประเทศไทยจำนวนมาก แต่ไกด์และล่ามของไทยไม่พร้อมก็เกิดไกด์ผีขึ้นมา ส่วนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวจีนในบ้างครั้งก็สะท้อนถึงระบบการจัดการที่ไม่ดีของไทย

ทั้งนี้ เห็นว่าคุณภาพนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่สัมพันธ์กัน คนมีเงินก็อาจไม่มีคุณภาพก็ได้ ไทยต้องแบ่งตลาดอย่างละเอียดเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต่างกัน และถือเป็นเรื่องดีที่การท่องเที่ยวจีนจะมาตั้งสาขาในไทย หวังว่าไทยจะมาร่วมศึกษาและวิจัยงานด้วยกัน

ส่วนด้านอีคอมเมิร์ซ ตลาดซื้อขายออนไลน์ในประเทศจีนมีขนาดใหญ่มาก ขณะที่ประเทศไทยยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งคนไทยชอบใช้ชีวิตในห้างสรรพสินค้า เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน นอกจากนี้ ในด้านโลจิสติกส์ ราคาและคุณภาพสินค้าที่เกี่ยวข้องกันหมดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งหมดนี้ต้องถามกลับมาที่ไทยว่าพร้อมที่จะโตร่วมไปกับจีนหรือยัง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้