41ชนเผ่า แสดงความอาลัย พ่อหลวง - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

41ชนเผ่า แสดงความอาลัย พ่อหลวง

ร่วมทําพิธีทั้งนํ้าตา รําลึกตราบวันตาย

กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วไทย 41 เผ่า กว่า 4 พันคน ลงจากดอยมาถวายสักการะพระบรม ศพ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมประกอบพิธีกรรมส่งดวงพระวิญญาณ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” สู่สรวงสวรรค์ตามความเชื่อของแต่ละเผ่า แทบทุกคนหลั่งน้ำตาอาลัย เผย “ในหลวงภูมิพล” สร้างชีวิตใหม่ให้ชาวเขา ให้แผ่นดินอยู่อาศัยและขอรำลึกพระมหากรุณาธิคุณตราบวันตาย กปร.จัดนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” ที่สนามหลวง บก.จร.เพิ่ม จยย.จิตอาสา

ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ยังเดินทางมาแสดงความอาลัยและถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 12 ธ.ค.กันอย่างเนืองแน่น เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ

แน่นสนามหลวงแต่เช้าตรู่

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ท้องสนามหลวงว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ เดินทางมาเข้าคิวต่อแถวรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ โดยท้ายคิวอยู่ที่บริเวณสนามหลวงฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุฯ วนรอบสนามหลวงทางด้านทิศใต้ เลยมาทางด้านทิศเหนือ ก่อนเข้านั่งในเต็นท์พักคอยคิว โดยเจ้าหน้าที่จะแจกดอกกล้วยไม้สีขาวและสีม่วง ที่สมาคมผู้เลี้ยงกล้วยไม้จังหวัดนครปฐม นำมาแจกให้ผู้ที่เข้ากราบพระบรมศพจำนวน 49,999 ช่อ นอกจากนี้ จิตอาสาทั้งนักเรียนพยาบาลทั้ง 4 เหล่าทัพ นักเรียน นักศึกษา ช่วยกันนำอาหาร น้ำดื่มและไอศกรีม แจกให้รับประทานด้วย เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยจัดคิวจะเรียกให้ทยอยกันไปที่จุดพักคอยหน้ากรมศิลปากร ก่อนที่จะเข้ากราบพระบรมศพต่อไป

โปรดเกล้าฯ 6 หน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ

วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมเป็นเจ้าภาพในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่หกสิบ

พระเทพฯทรงบำเพ็ญพระกุศลเช้า

เวลา 06.55 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น ธิดาในทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มาทรง บำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดบวร-นิเวศวิหารและวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหา-วิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 11 ธ.ค.

ประธาน กสม.ถวายภัตตาหารเพล

จากนั้นเวลา 10.30 น. นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธาน ถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระ-บรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศล ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

กปร.จัดนิทรรศการเย็นศิระฯ

เวลา 12.30 น. นางศศิพร ปาณิกบุตร ผอ.กองประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วม กอร.รส. ว่า จะเริ่มก่อสร้างอาคารจัดนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” และเปิดให้เข้าชมในช่วงปลายเดือน ธ.ค. โดยนิทรรศการจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย 1.บูรพกษัตริย์ไทย ผู้สร้างชาติไทย เป็นการเล่าพระราชประวัติในหลวง ร.9 2.พระผู้ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นการเล่าพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 3.สดุดีมหาราชา พระผู้เป็นมากกว่าแรงบันดาลใจ เป็นการแสดงวีดิโอการสดุดี และแสดง ความอาลัยของผู้นำองค์กรต่างๆ และคนไทยทั่วมุมโลก 4.พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและพระบรม ฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นอกจากนี้ ก่อนออกจากนิทรรศการผู้เข้าชมจะได้รับแจกการ์ดเตือนใจทำความดีถวายในหลวง ร.9 ให้กับผู้เข้าชมด้วย โดยนิทรรศการนี้จะจัดเป็นเวลา 1 ปี

บก.จร.เพิ่ม จยย.จิตอาสา

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รรท.ผบก.จร. กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้ถึงเส้นทางการปิดการจราจรบ้างแล้ว จึงไม่นำรถส่วนตัวเดินทางมาและมีการใช้บริการรถโดยสารมากขึ้น ที่สำคัญบริการจักรยานยนต์จิตอาสา ขณะนี้มีจำนวนจิตอาสาน้อยลง อีกทั้งประชาชนบางส่วนยังไม่เชื่อมั่น จิตอาสา บชน.จึงมอบหมายให้ บก.จร. ส่งเสริมผู้บริการมอเตอร์ไซค์จิตอาสา โดยจะมีการมอบโล่เชิดชูเกียรติเพื่อเป็นกำลังใจ ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการสมัครเป็นจิตอาสา จะมีการตรวจสอบประวัติ อบรมก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งจะแจกเสื้อกั๊ก ติดสติกเกอร์หน้ารถให้กับจิตอาสาด้วย เพื่อรับประกันว่าประชาชนทุกคนที่ใช้บริการจะได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ คนที่มาเป็นจิตอาสาจะได้รับประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ชนเผ่าทั่วไทย 4 พันคนแสดงอาลัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเดินทางมาถวาย สักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในวันนี้ มีกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ 41 ชนเผ่า เดินทางมาจากพื้นที่สูงตามรอยตะเข็บแถบถิ่นทุรกันดาร จากทั่วประเทศมาร่วมแสดงความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 11 ธ.ค. เพื่อร่วมกิจกรรม “รวมใจภักดิ์กลุ่มชาติพันธุ์” และ “ชนเผ่า พื้นเมืองน้อมใจถวายความอาลัยพ่อหลวงของแผ่นดิน” โดยได้พักค้างคืนที่สนามม้านางเลิ้ง

ประกอบพิธีส่งดวงพระวิญญาณ ร.9

ต่อมาเวลา 04.00 น.วันที่ 12 ธ.ค.กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด ประกอบด้วย กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ อีก้อ ลีซอ ไทยทรงดำ ลั๊วะ ดาราอั๊ง คะฉิ่น ลาวครั่ง มอญ ไทยอง ไทลือ ไทใหญ่ จีนยูนนาน เมี่ยน ลาหู่ เป็นต้น เดินทางโดยรถบัส และรถตู้ มายังลานสนามหญ้าภายในสวนสราญรมย์ ทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศและถือพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เข้ามาประกอบพิธีตามความเชื่อของแต่ละชนเผ่า โดยระบุว่าเป็นการส่งดวงพระวิญญาณของในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สรวงสวรรค์

สุดอาดูรร่ำไห้น้ำตานอง

จากนั้นเวลา 06.40 น.เมื่อพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าทอแสงขึ้น พิธีกรรมจึงเริ่มต้น ตัวแทนของชนเผ่าต่างๆ จำนวน 7 เผ่า ได้แก่ม้ง ดาราอั๊ง อาข่า ลาหู่ กะเหรี่ยง เมี่ยน และลาวครั่ง เป็นผู้ทำพิธี มีชนเผ่าแต่ละเผ่าเข้าแถวตอนร่วมทำพิธีอยู่ในสนามหญ้า ก่อนที่ตัวแทนของแต่ละเผ่า นำเครื่องประกอบพิธีการที่ได้เตรียมมา อย่างเช่น เผ่าอาข่า นำไก่ต้ม ข้าว รวมทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร ประกอบด้วย ถั่วต่างๆ ขมิ้น มะเขือเทศ ฟักแม้ว ฟักเขียว ถั่วฝักยาว ขิง ฟักทอง หัวหอม กระเทียม ผักกาด พริก ลิ้นจี่ รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ย่าม ชุดผ้าทอมือ รองเท้า พิธีกรรมดังกล่าวของชาวเผ่าอาข่าเรียกว่า “ป่าค่อวู่โจ” เป็นพิธีกรรมส่งดวงพระวิญญาณในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นสู่สรวงสวรรค์และคอยคุ้มครองประชาชน โดยขณะที่ทำพิธีนั้นชนเผ่าทุกคนต่างร้องไห้สะอึกสะอื้น ด้วยความอาลัย

เป่าแคนแสดงความอาลัย

ส่วนพิธีกรรมของชนเผ่าม้ง ตัวแทนชนเผ่าม้ง นำกระดาษเงินกระดาษทอง ที่ทำขึ้นมาเองอย่างเรียบง่าย มาวางไว้ที่โต๊ะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วทำพิธีส่งดวงพระวิญญาณ ด้วยการเป่าเฆ่ง หรือแคนของเผ่าม้ง โดยการเป่ารอบแรกหมายถึงการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อให้ผู้ที่จากไปได้มีเงินใช้บนสวรรค์ ส่วนการเป่าครั้งที่สอง เป็นการเป่าเพื่อส่งดวงพระวิญญาณ มีทั้งหมด 9 ขั้นตามความเชื่อ เมื่อเป่าครบ 3 ขั้น ผู้เป่าจะหมุนตัวหนึ่งรอบและผู้เป่าแคนก้มตัวลงโค้งคำนับ ถือเป็นการทำความเคารพผู้ที่เป่าแคนคนอื่นๆ ทั้งหมดจะทำความเคารพตามทันที ทำอย่างนี้ไปจนครบ 9 ขั้นถือเป็นเสร็จพิธีกรรม

เสร็จพิธีร่วมกันสงบนิ่ง 99 วินาที

ขณะที่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ประกอบพิธีกรรมสวดมนต์อธิษฐานตามหลักศาสนาคริสต์ เป็นบทเพลงสรรเสริญให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่วนลาวครั่ง ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับชูพระบรม ฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 เหนือศีรษะเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด พิธีกรรมต่างๆใช้เวลาประมาณ 20 นาที ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีกรรม ชนเผ่าทั้งหมดได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเหนือศีรษะ และร่วมกันนั่งสงบนิ่ง 99 วินาที จากนั้นทั้งหมดก้มลงกราบกับพื้นสนามหญ้า เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นได้ตั้งแถว โดยแยกตามแต่ละชนเผ่า เดินเท้ามาเข้าคิวต่อแถวรอถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหา ราชวัง พร้อมกับประชาชนทั่วไปที่มาเข้าแถวรอก่อนหน้านี้แล้ว

รำลึกพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุด

น.ส.หมี่จู มอแลกู่ ชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ในฐานะตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาร่วมงาน กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า พวกเรามาร่วมทำพิธีส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย เพราะทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อชาวชนเผ่าต่างๆ พระองค์เคยเสด็จฯมาที่หมู่บ้านบริเวณตะเข็บชายแดน หลายครั้ง ผ่านทางอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ทรงช่วยสอนชาวบ้านให้รู้จักปลูกพืช เพื่อยังชีพ ก่อนที่จะสอนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างลิ้นจี่ กาแฟ เปลี่ยนชีวิตพวกเราให้ดีขึ้น พระองค์ไม่เคยแบ่งแยกว่าเราเป็นชนเผ่า แม้ว่าบ้านเราไม่มีถนน พ่อก็มาเยี่ยม เราจึงอยากมาหาพ่อ เพื่อเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษของเรา ร่วมอธิษฐานส่งพ่อสู่สรวงสวรรค์ ก่อนหน้านี้เคยมาถวายพระพร เมื่อปี 2555 และตั้งใจจะมาให้ครบ 3 ครั้ง แต่ไม่คิดว่าครั้งสุดท้ายในปีนี้จะมาเพื่อถวายความอาลัยดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่านแทน

สดุดี ร.9 สร้างชีวิตใหม่ชาวเขา

ด้านนายพิทักษ์ ศิวะภัทรพงศ์ ประธานเครือข่ายม้ง ในประเทศไทย กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น พระองค์ทรงส่งเสริมอาชีพการเกษตร ทดแทนการปลูกฝิ่น ทุกวันนี้พวกเราปลูกพืชผักและผลไม้เมืองหนาว จนหลายครอบครัวมีรายได้ดีขึ้น เมื่อทราบว่า จะมีการรวมตัวของชนเผ่าในเมืองไทย มาเข้าถวายสักการะ พระบรมศพ ตนและครอบครัวไม่รีรอที่จะเดินทางมา เพื่อแสดงความอาลัยพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ น.ส.พิจิม ละวัน อายุ 37 ปี ชาวเขาเผ่า ดาราอั๊งกล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าไปถวายสักการะพระ บรมศพของพ่อหลวง เพราะพระองค์เป็นผู้ให้แผ่นดิน ไทยให้พวกเราได้อาศัย ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่9 พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน จากนี้ตนจะขอทำความดีเพื่อตอบแทนแผ่นดินไทย

อยู่แผ่นดินไทยได้เพราะบารมีปกเกล้า

อีกรายคือ น.ส.พรสุดา กุลนาดา อายุ 65 ปี ชาวลาวครั่ง จาก อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้มาประกอบพิธีแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรรพบุรุษของพวกเราอพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว จนมีลูกหลานอยู่เมืองไทย ได้รับสิทธิทุกอย่างเหมือนคนไทย เพราะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ของพระองค์ท่าน พระองค์มีความเมตตาต่อบรรพบุรุษของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินี ทรงมีความเมตตา และทรงโปรดผ้าทอพื้นเมืองของพวกเรามาก คำสั่งสอนของในหลวง ร.9 ทั้งหมดโดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียง จะถูกถ่ายทอดถึงบรรดาลูกหลานของพวกเราอย่างแน่นอน

ยึดหลักพอเพียงจนหมดหนี้สิน

ส่วนนางนาฟะ อนุศาสน์ศิริกุล อายุ 33 ปี ชาวเขาเผ่าลาหู่ จาก อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า นั่งรถไฟนั่งจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ และนับเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้เห็นเมืองหลวงของประเทศไทย รู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่ แต่บรรยากาศไม่ค่อยดี มีทั้งความวุ่นวาย สับสน อากาศร้อนมาก ผิดกับที่บ้าน อากาศดี และหนาวเย็น ดีใจที่ได้มากราบในหลวง ร.9 ถือเป็นประสบการณ์สำคัญของชีวิตที่ต้องตราตรึงไว้ใน ใจตลอดไป เพราะในหลวง ร.9 ทรงสร้างอาชีพให้ชาวไทยภูเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก่อนหน้านี้ครอบครัวเป็นหนี้สินมาก แต่เมื่อนำหลักความพอเพียงที่พระองค์พระราชทานให้มาปฏิบัติทำให้ตอนนี้ ปลดหนี้สินทั้งหมดแล้ว สิ่งที่พระองค์ทำนั้นยิ่งใหญ่จนไม่สามารถทดแทนบุญคุณได้หมด

ใจหายไม่มีแล้ว “ในหลวง ร.9”

เวลา 13.00 น. กลุ่มชาวเขาเผ่าอาข่า จากดอยผาหมี อ.แม่สาย จ.เชียงราย 34 คน เป็นกลุ่มชาวเขาชุดแรกในจำนวนกว่า 4 พันคน ที่ได้เข้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อกราบสักการะพระบรมศพ ทั้งหมดต่างถือภาพพระบรมฉายาลักษณ์เดินร่ำไห้จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท นางเพ็ญศรี ภัทรสุนทรกุล ชาวเผ่าอาข่า วัย 55 ปี กล่าวด้วยน้ำตาว่า ยังจำความหลังได้ดีว่า ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2516 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาที่ดอยผาหมี พระราชทานสิ่งของแก่ชาวเขา ขณะนั้นชาวไทยภูเขาต่างยากไร้และขาดโอกาสเพราะไม่มีสัญชาติ ตนยังเด็กมาก แต่ก็โชคดีที่ได้มีโอกาสรับเสด็จฯ ประทับใจไม่เคยลืมพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรให้ชาวเขาไปปรับใช้ จนชาวเขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ การมอบสัญชาติให้ชาวไทยภูเขาได้เป็นราษฎรไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อมาถึงพระบรมมหาราชวัง กราบพระบรมศพแล้ว รู้สึกใจหาย เพราะวันนี้ไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว และจะขอจดจำพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดไป

ติดตั้งเสาธงเทิดพระเกียรติ

ในส่วนกิจกรรมแสดงความอาลัยที่ต่างจังหวัดนั้น เช้าวันเดียวกัน ศิษย์เก่าโรงเรียนช่างกลสยามและคณะผู้จัดทำเสาธงสเตนเลสสูง 12 เมตร 89 ซม.ที่มีการแกะสลักเรื่องราวพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเรื่องเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้วยการยิงเลเซอร์ ได้นำเสาธง มาติดตั้งที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ โดยติดตั้ง แทนเสาธงอันเก่า จากนั้นผู้มาร่วมงานทั้งหมด

รวมทั้งทหารและ ตชด.ในพื้นที่ได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงผู้ปิดทองหลังพระ น้อมรำลึกถึง ร.9 นายอนุวัฒน์ อ่ำคำ ตัวแทนชมรม ศิษย์เก่าช่างกลสยาม กล่าวว่า ได้นำเสาธงมาติดตั้ง ที่ผามออีแดงตั้งแต่ปี 2548 สำหรับต้นใหม่นี้เป็นต้นที่ 10 ซึ่งมีความพิเศษจากต้นอื่นๆ และจัดทำตั้งแต่ วันที่ 16 ตุลาคมจนเสร็จสิ้นจึงนำมาติดตั้ง

ตายายเดินเท้าไปกราบพระบรมศพ

ส่วนที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ร.ต.ท.องอาจ อริยะวงศ์ รอง สวป.หน.สายตรวจชุดอินทรี สภ.ชุมแพ มาดูแลอำนวยความสะดวกแก่นายมนตรี จำปาศิริ อายุ 71 ปี และนางสายทอง ศรีวรรณะ อายุ 67 ปี สองผัวเมียชาว อ.นาด้วง จ.เลย ที่เดินเท้าจาก อ.นาด้วง มาตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. เพื่อไปยังพระบรม มหาราชวัง ถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” นายมนตรีเผยว่า เคยเป็นข้าราชการสรรพสามิตแล้วลาออกมาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำมันปาล์ม อ.นาด้วง มีความตั้งใจเดินเท้าไปถวายสักการะพระบรมศพ ระยะทาง 650 กม. โดยได้นัดพบสมาชิกเครือข่าย สภาประชาชน 4 ภาคที่เดินเท้ามาจากจังหวัดต่างๆ ที่ลานอนุสาวรีย์ย่าโม จ.นครราชสีมา ในวันที่ 19-20 ธ.ค. แล้วจะร่วมกันเดินเท้าไปถึงกรุงเทพฯ ซึ่งในเย็นวันเดียวกัน สองสามีภรรยาเดินทางมาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอชุมแพพร้อมพักค้างคืนที่นี่

พายเรือมาสักการะ“องค์ภูมิพล”

อีกราย นายสุรัตน์ สังข์ยัง อายุ 50 ปี ชาวอำเภอวัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และนายสมจิตร เวียงอินทร์ อายุ 64 ปี เพื่อนร่วมอาชีพขับรถตู้รับจ้าง ได้พายเรือไฟเบอร์ล่องมาจากเขื่อนแควน้อยบำรุง-แดน ผ่านแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำน่านมาถึงตัวจังหวัดนครสวรรค์ มุ่งหน้าล่องแม่น้ำไปยังกรุงเทพมหานครถวายสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 นายสุรัตน์กล่าวว่า ไปขับรถตู้อยู่กรุงเทพฯนาน 18 ปี เห็น พระราชกรณียกิจที่ ร.9 ทรงให้ความสำคัญกับน้ำ ตนเป็นคนวัดโบสถ์ ได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อนแควน้อยฯที่เกิดจากพระราชดำริ จึงตั้งใจพายเรือไปถวายสักการะพระบรมศพ และชักชวนนายสมจิตรเริ่มพายเรือกันมาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ตลอดระยะทางเมื่อถึงเวลาค่ำก็จะพักตามวัดที่อยู่ริมน้ำหรือไม่ก็ค่ำไหนนอนนั่น