วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยภูเขา41เผ่ากราบพระบรมศพ

5พันชีวิตร่วมพิธีกรรม ส่งดวงพระวิญญาณร.9

ชาวไทยภูเขา 41 ชนเผ่าจาก 20 จังหวัดตามแนวตะเข็บชายแดนไทยกว่า 5 พันคน ร่วมแสดงความจงรักภักดีสุดหัวใจ ประกอบพิธีกรรมแสดง ความอาลัยส่งดวงพระวิญญาณในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ด้านผู้ประสานงานระบุ ทุกคนมาด้วยใจ ไม่มีใครนำมา ส่วนใหญ่ออกค่าใช้จ่ายแบบลงขันกัน เหมือนมาร่วมในงานบุญครั้งสำคัญของเผ่า พบบางเผ่าต้องเดินเท้าจากป่ารอนแรมข้ามภูเขาหลายลูกมาขึ้นรถ ด้าน ผบช.น.สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตราเข้มงวด เน้นความปลอดภัยผู้มาถวายสักการะพระบรมศพ เตรียมหารือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอีกรอบ เพื่อใช้เวลารอคิวให้น้อยลงในช่วงวันหยุด เหลือ 3-4 ชั่วโมง

พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงใช้ช่วงเวลาสุดสัปดาห์ ที่มีวันหยุดราชการต่อเนื่องสามวัน พากัน เดินทางเข้ามายังท้องสนามหลวง เพื่อกราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทำงานหนักเพื่อปวงราษฎรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ห้าสิบเก้า ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมเป็นเจ้าภาพ ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ

ทั้งนี้ เวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยคุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา พรรณวดี มาบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัด ประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกรัฐสภาและ คณะผู้บริหารและพนักงานสถาบันพระปกเกล้า ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระราชพิธี

จากนั้นเวลา 10.30 น. นายวีรพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจำนวน 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ซึ่งมีคณะผู้บริหาร ตุลาการ และข้าราชการในสังกัดศาลยุติธรรม ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ ต่อมาเวลา 16.30 น.คณะผู้บริหาร ตุลาการ และข้าราชการในสังกัดศาลรัฐธรรมนูญ และในสังกัดศาลปกครอง ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมีนายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน

ในเวลา 19.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสดัปกรณ์พระพิธีธรรมจากวัดบวรนิเวศ-วิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิต มหาปราสาท โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะผู้บริหารและ เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลถวายพระบรมศพ

สำหรับบรรยากาศที่ท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าประชาชนจำนวนมากหลั่งไหล เข้ามากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างต่อเนื่อง โดยทุกเต็นท์ตั้งแต่เต็นท์ ก-ซ เก้าอี้ทุกที่นั่งเต็มไปด้วยพสกนิกรผู้แสดงความจงรักภักดี ท่ามกลางสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน โดยมีเจ้าหน้าที่และเหล่าจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกให้บริการอาหาร น้ำดื่มและยาดมอยู่ตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวรายงานได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น.หลังเดินทางมาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจุดตรวจต่างๆ ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงทำงานเข้มงวดอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาถวายสักการะมีความปลอดภัย โดยเน้นเรื่องการตรวจค้น โดยเฉพาะที่จุดคัดกรองบริเวณท่าช้าง หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร แถวประชาชนที่จะเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพ ต้องใช้เวลารอนานประมาณ 8-10 ชั่วโมง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ คิดว่าจะหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะทำอย่างไรให้ใช้เวลาน้อยลง เหลือประมาณ 3-4 ชั่วโมง ส่วนเรื่องมิจฉาชีพ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ กระจายตรวจตราในพื้นที่อย่างเข้มงวด

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาการ รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานจราจร ร่วมกับอาสาสมัคร นำสายรัดข้อมือสีดำ 3,000 อัน เขียนข้อความ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” และ“ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9” มาแจกให้กับประชาชนที่นั่งรอคิวเข้าถวายบังคมพระบรมศพภายในเต็นท์พักคอยหน้าประตูวิเศษไชยศรี และก่อนหน้านี้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำกระเป๋าผ้าร่มสีดำ หนังสือตามรอยพ่อ ประมวลพระราชดำรัสและเหรียญที่ระลึก 10 บาท มาแจกให้กับประชาชนด้วย

ส่วนที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมการแสดงดนตรีของนักร้องชื่อดัง อาทิ โฉมฉาย อรุณฉาย มาริสา อมาตยกุล หุ่นละครเล็กนาฏยบูรพา แสดงดนตรีไทย เพลงพระราชนิพนธ์ ลิเกเทิดพระเกียรติคณะศรราม น้ำเพชร เป็นกิจกรรมของสำนักนายกฯร่วมกับ อสมท และนิทรรศการ 9 พระราชกรณียกิจ ให้ประชาชนเขียนลงใบโพธิ์ ตังปณิธานจะทำความดีอะไร ก่อนที่จะนำไปหล่อพระพุทธรูป โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

วันเดียวกัน ที่วัดเบญจมบพิตรฯ มีชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง อาข่า ม้ง ลีซู คะฉิน จากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 2 พันคน เดินทางมางาน “รวมใจภักดิ์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง น้อมใจถวายความอาลัยพ่อหลวงของแผ่นดิน” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.45 น. โดยกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 41 ชนเผ่ากว่า 5 พันคน พร้อมอาสาสมัครสาธารณสุขที่พักค้างคืนอยู่ในสนามม้านางเลิ้งและวัดเบญจมบพิตรฯ จะขึ้นรถขบวนออกจากสนามม้านางเลิ้ง เข้าถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ เข้าถนนอัษฎางค์ ข้ามสะพานช้างโรงสี และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชินี ก่อนจอดให้เดินเข้าสวนสราญรมย์ฝั่งประตูติดถนนราชินี จากนั้นหัวหน้าปราชญ์ของแต่ละชนเผ่าประกอบพิธีกรรมแสดงความอาลัยส่งดวงพระวิญญาณสู่สรวงสวรรค์ ตามความเชื่อของแต่ละชนเผ่า เสร็จแล้วทั้งหมดจะไปเข้าแถวต่อคิวเข้ากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าพระบรมโกศต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายวิลิต เตชะไพบูลย์ ในฐานะผู้ประสานงานของกิจกรรม “รวมพลังชนเผ่าพื้นเมืองน้อมใจถวายอาลัยและเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ว่า การรวมตัวของชาวเขาครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญ และครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา ประกอบด้วยชาวเขาเผ่าต่างๆจำนวนกว่า 5 พันคน จากจังหวัดตามแนวตะเข็บชายแดนไทย ตั้งแต่ฝั่งตะวันตก ตะวันออก จนจดเหนือสุดของประเทศกว่า 20 จังหวัด รวม 41 ชนเผ่า ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการมาถวายสักการะพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และร่วมทำพิธีร่วมส่งดวงพระ-วิญญาณสู่สรวงสวรรค์ตามความเชื่อของชาวเผ่าพื้นเมือง ด้วยความรักและความผูกพันของชนเผ่าต่างๆ ที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงลงพื้นที่ทรงงานหนักให้กับชาวเขามาเป็นเวลายาวนาน ชาวเขาที่มารวมตัวครั้งนี้ได้อธิบายภารกิจสำคัญออกมาเป็นคำพูดสั้นๆ ว่า “จากอดีตมาฟ้าเคยลงมาสู่ดิน มาถึงวันนี้พวกเราที่เปรียบเสมือนดินเหมือนป่าจะขอมาส่งฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย”

นายวิลิตกล่าวด้วยว่า กลุ่มชาวเขาที่มามีทั้งที่เดินทางมาเองจากในพื้นที่ อีกส่วนที่เป็นลูกหลานที่ทำงานอยู่ใน กทม. รวมถึงชนเผ่าที่ทำงานในประเทศไทย แต่อาศัยอยู่ตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน การนัดหมายกลุ่มชาวเขาเผ่าพื้นเมืองเดินทางมารวมตัว เกิดจากการประสานงานของเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานในพื้นที่ เป็นผู้รับหน้าที่ช่วยส่งข่าวกระจายและนัดหมายกันเป็นทอดๆ

ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่จะมาเอง ออกค่าใช้จ่ายแบบลงขันกัน เหมือนมาร่วมในงานบุญครั้งสำคัญของเผ่า จึงต้องถือได้ว่ามาด้วยใจจริงๆ ไม่มีใครนำมา กลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเมืองทำหน้าที่แค่ประสานงานเรื่องพาหนะบางส่วน และเรื่องของอาหาร เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย อนุมัติรถไฟฟรีให้เดินทางมาถึง 13 โบกี้ กระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม หลายชนเผ่าต้องเดินทางมาด้วยความยากลำบากจริงๆ เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เขตเมือง บางเผ่าลงทุนเดินเท้ารอนแรมเดินป่าข้ามภูเขาหลายลูก เพื่อขึ้นรถ บางเผ่าอยู่ไกลมาก ใช้เวลาเดินป่าถึง 2-3 วัน บางชนเผ่าห่ออาหารพื้นเมืองมาทาน เช่น ถั่วเน่า และช่วงนี้อากาศบนดอยหนาวมาก บางเผ่าเอาผ้าห่มใส่กระสอบมาห่ม เพราะไม่มีกระเป๋าจะใส่ ที่น่าประทับใจคือ ส่วนหนึ่งนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าติดมือมาด้วย

“ในคืนวันที่ 11 ธ.ค. ทั้งหมดพักค้างแรมอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง ในเวลา 05.00 น. กลุ่มชาวเขาจำนวนหนึ่งที่เตรียมความพร้อมมา เช่น ม้ง อาข่า จะเดินทางมารวมตัวกันที่สวนสราญรมย์ เพื่อทำพิธีสำคัญที่สุดตามความเชื่อของแต่ละเผ่า นั่นคือ การอัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษชาวเขาดั้งเดิม มาร่วมส่งดวงพระวิญญาณในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ จากนั้นก็จะเข้าแถวเดินสู่ท้องสนามหลวง ตามระบบเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เพื่อเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ขึ้นถวายสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และจะเดินทางกลับพร้อมกัน เท่ากับเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญที่ชาวเขาพึงกระทำครั้งสุดท้ายต่อในหลวงรัชกาลที่ 9” นายวิลิตกล่าว

สำหรับในส่วนภูมิภาค นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ รอง ผวจ.ยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ” โดยสำนักงานพัฒนาชุมชน จ.ยะลา ร่วมกับเครือข่ายผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยะลา จัดขึ้นที่ “ศูนย์โอทอปยะลา” ถนนสาย 15 เขตเทศบาลนครยะลา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดให้มีการแข่งขันรับประทานก๋วยเตี๋ยว การแสดงสินค้า OTOP จัดกระเช้าของขวัญของฝากจากสินค้า OTOP ยะลาประจำปี 2560 ส่วนที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม พุทธศาสนิกชน ประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวลาว ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพร้อมปฏิบัติธรรมบูชาพระธาตุพนมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล

ขณะที่ นายเรียบ โยธาจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาชุมชนต้านยาเสพติด ที่สนามกีฬาโรงเรียนบ้านตาหยวก ต.ทุ่งหลวง มีประชาชนจาก 15 หมู่บ้านเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทำพิธีแปรอักษรเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นอักษรเลข ๙ ในดวงใจ ชื่อตำบลทุ่งหลวงและชื่อจังหวัดร้อยเอ็ด ขณะที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นักปั่นจักรยานจากทั่วประเทศ 2,000 คน พร้อมใจกันร่วมกิจกรรม “หัวหินรวมใจปั่นไปบ้านพ่อ” ครั้งที่ 3 เริ่มปั่นจักรยานที่หน้าศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ อ.หัวหิน วิ่งผ่านหน้าวังไกลกังวลแล้วย้อนกลับไปอุทยานราชภักดิ์ กลับมารับเหรียญที่ระลึกที่ห้างหัวหินมาร์เก็ตวิลเลจ รวมระยะทางกว่า 23 กิโลเมตร

ต่อมาช่วงค่ำวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังว่า ตลอดรัชสมัย 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งและมีพระราชดำเนินในหลายครั้งว่า ในการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งต้องไม่คำนึงถึงเฉพาะหลักในตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรมควบคู่ด้วย ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมุ่งมั่นในการเผยแพร่บทบาท อำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งสร้างความเป็นธรรมและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนต่อไป ด้วยความกล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ขอน้อมนำพระบรม-ราโชวาทของพระองค์เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ และขอตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน