สวยแซ่บ เฮลตี้เว่อร์! เปิดโปรไฟล์สาวเก่ง ‘โบว์ ณชา’ เจ้าของธุรกิจเพื่อสุขภาพ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

สวยแซ่บ เฮลตี้เว่อร์! เปิดโปรไฟล์สาวเก่ง ‘โบว์ ณชา’ เจ้าของธุรกิจเพื่อสุขภาพ

ห่างหายกันไปนาน คิดถึงกันบ้างไหมเอ่ย? กลับมาคราวนี้ ไฮโซโปรไฟล์ มีเซเลบฯ สวยเก่ง แถมฮอตเสน่ห์แรงเว่อร์ รอพาไปทำความรู้จักกันเพียบ หนึ่งในนั้นเป็นสาวเก่งรักสุขภาพ ทายาทคนเล็กสุดของ ‘ชัยวัฒน์ จึงกานต์กุล’ เจ้าของธุรกิจผลิตและส่งออกลูกบิดประตู ‘เบน-เฮอร์’ ที่เราจะประเดิมเปิดโปรไฟล์ให้ฟอลโลกันเป็นคนแรก!

ชื่อ นามสกุล : โบว์-ณชา จึงกานต์กุล
ที่มาของนิกเนม :
คุณพ่อคุณแม่คงขี้เกียจตั้งชื่อมั้ง (หัวเราะ) ชื่อเลยเบสิกมากเลย ไม่มีที่มา
อายุ :
29 ปี
วันเกิด :
15 มี.ค. 2530
ส่วนสูง น้ำหนัก :
168 ซม., 58 กก.
พี่น้อง :
มีพี่ชาย 2 คน เราเป็นคนสุดท้อง
การศึกษา :
จบปริญญาตรี รัฐศาสตร์การทูต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาชีพปัจจุบัน :
เปิดธุรกิจส่วนตัว
อาหารที่ชอบ :
อาหารญี่ปุ่น อีสาน และแบบเฮลตี้-ผักใบเขียว
ที่เที่ยวสุดโปรด :
ภูเขา
สิ่งที่เกลียด-กลัวสุดๆ :
หนู และแมลงสาบ อย่ามาให้เจอนะ...กรี๊ดดด!!
คติประจำใจ :
Stay hungry, Stay foolish
อินสตาแกรม :
bowjungkankul
เฟซบุ๊ก :
Nasha Jungkankul

ธุรกิจตอนนี้จับทำอะไรอยู่บ้าง
เราตัดสินใจก้าวออกจากธุรกิจครอบครัว เพื่อมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งตอนนี้จับอยู่ 2 ธุรกิจด้วยกัน คือธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพ แบรนด์ Kunna (คันนา) และเปิดโรงเรียนสอนมวยไทย ชื่อว่า Legend Thai Boxing ถามว่าเราไม่ชอบทำงานที่บ้านเหรอ  จริงๆ เราก็ชอบนะ เคยช่วยที่บ้านมาประมาณ 6 เดือน อยู่ในฝ่ายต่างประเทศเจรจากับลูกค้า เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยอินกับตัวสินค้าเท่าไร ก็เลยคิดว่าน่าจะออกมาทำอะไรที่เราชอบจริงๆ ดีกว่า

ซึ่งสิ่งที่เราชอบแน่นอนเลย คือเรื่องคนจีน เรื่องตลาดจีน มันก็เลยทำให้เราตัดสินใจไปฝังตัวอยู่ที่โน่น เรียกได้ว่าไปชุบตัวเป็นคนจีนอยู่ที่โน่นเลยดีกว่า ที่ปักกิ่งอยู่ประมาณ 6 เดือน ที่เซี่ยงไฮ้อีก 6 เดือน เพื่อดู-เรียนรู้ว่าเราจะทำอะไรกับตลาดคนจีนได้บ้าง ด้วยความที่เราเรียนการทูตมา และเลือกภาษาจีนเป็นภาษาที่ 3 เราก็ค่อนข้างพูดจีนได้อยู่แล้ว พอไปถึงเราก็แค่ปรับสำเนียงให้เหมือนคนท้องถิ่นมากที่สุด

เริ่มมาทำธุรกิจตัวแรกได้ยังไง
ธุรกิจแรกเป็นธุรกิจขนม ผลไม้อบแห้ง ไอเดียนี้มันเกิดตอนที่เราไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จีน แล้วเห็นว่าผลไม้ของไทยอย่าง ทุเรียน มีสภาพเน่าเละมากๆ ไม่สวย ไม่น่าทานเลย แล้วก็ไปขายในราคาที่อัพกว่าเดิม 10 เท่า ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านเรามีสินค้าคุณภาพดีๆ มี Value Added อีกมาก แต่คนจีนไม่รู้จัก มันก็เลยทำให้เราคิดได้ว่า ทำไมเราถึงไม่เป็นคนไทยที่ Represent อะไรหลายๆ อย่างล่ะ แสดงความเป็นไทยให้คนจีนได้เห็น ทั้งในแง่ของกินคุณภาพพรีเมียม วัฒนธรรม หรือสังคม นั่นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของธุรกิจ

ซึ่งเริ่มแรกเราก็ไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วเก็บข้อมูลก่อน อะไรที่ยังไม่มี อะไรที่คนจีนต้องการ และกลับมาดูซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองไทย เอามาเปรียบเทียบกัน มันก็ทำให้เรารู้ช่องว่างของตลาด และคิดที่จะเอามาแปรรูป อย่างผลไม้ หรือขนมที่ยังไม่มีวางขาย ทำเป็นแบรนด์ของฝากให้คนต่างชาติซื้อกลับไป แบรนด์นี้เราทำมาได้ 5 ปีแล้ว ถ้าย้อนกลับไปถือว่าเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำเลย

ที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์ Kunna (คันนา) เรารู้สึกว่ามันมีความเป็นไทยดีนะ และสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ ท้องทุ่ง สวนไร่นา ซึ่งเป็นพื้นฐานของอาชีพเกษตรกรบ้านเรา ชื่อนี้เราคิดเองเลย คิดอยู่นานมาก เราคิดว่าผลิตภัณฑ์-ความเป็นไทยที่เรานำเสนอ มันสะท้อนผ่านชื่อคันนา พืชสวนไร่นาได้ดีที่สุด เราก็เลยใช้คำนี้ รวมถึงสะกดเป็นตัวภาษาอังกฤษให้ต่างชาติอ่านได้ด้วย

ฟีดแบ็กช่วงแรกที่วางขายเป็นยังไงบ้าง
ต้องบอกก่อนว่า เราค่อนข้างโชคดีที่ทำการบ้านมาเยอะ เราได้รับฟีดแบ็กที่ยอดเยี่ยมจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักเรียนนักศึกษา กลุ่มคนทำงาน ตลอดจนกลุ่มแม่บ้าน พอเขาได้ชิมก็ชมว่าอร่อยจัง หรือบางคนก็รีเควสเข้ามาว่า ทำไมถึงไม่ทำตัวนี้ๆ เพิ่มล่ะ  จะขายดีสุดๆ ตอนนั้นเราเริ่มทำขายจากธัญพืชของไทยๆ ก่อน เป็นพวกลูกเดือยอบกรอบ แล้วค่อยมองตัวผลไม้ เอาผลไม้มาประยุกต์เป็นมะม่วงอบแห้งบ้าง มะพร้าวอบกรอบบ้าง หรือบางตัวอาจมีลูกเล่นใส่เป็นช็อกโกแลต หรือใส่ฟิวชั่นอื่นๆ เข้าไปบ้าง  รวมๆ แล้วมีผลิตภัณฑ์ขึ้นมา 10 กว่าตัวเลยทีเดียว

จากวันแรกที่ขายจนถึงวันนี้ ฟีดแบ็กผู้บริโภคดีขึ้นเรื่อยๆ นะ ตัวที่ขายดีสุดอันดับหนึ่งเลยก็คือ ลูกเดือยอบกรอบนี่แหละ ซึ่งตอนนี้เราก็กำลังทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกให้มีหลากหลาย เน้นแบบไม่มีน้ำตาลมากขึ้น อย่างทำแก้วมังกรกรอบแบบไม่มีน้ำตาล

ยากไหมกว่าจะได้ผลิตภัณฑ์สักตัว
ยากตรงที่หาแหล่งวัตถุดิบนะ เราต้องเฟ้นหาแหล่งที่ดีที่สุด ตระเวนไปทุกภาคเลย  เพราะว่าที่ไทยมีแหล่งวัตถุดิบไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเป็นทุเรียนก็ต้องภาคกลาง หรือภาคใต้ในช่วงปลายๆ ปี เราก็ต้องดูว่าแหล่งไหนดีที่สุด ลงไปที่ฟาร์มด้วยตัวเอง แล้วทำ Contact Farming กับเขาเพื่อดีลในระยะยาว เรื่องผลไม้เป็นเรื่องของฤดูกาลนะ ถ้าเราไม่แพลนระยะยาว มันจะมีปัญหากับซัพพลายเออร์เวลาออกไปหาลูกค้าแน่นอน  ฉะนั้นเราต้องเลือกแต่ละแหล่งที่ดีที่สุด แล้วไปคุยเจรจา-ทำสัญญาในระยะยาว

ทีนี้พอดีลเสร็จ ความยากต่อไปก็อยู่ในการประยุกต์เชิงอาหารแล้ว จำได้ว่าแรกๆ เราไปปรึกษาอาจารย์เยอะมาก ทั้งที่สถาบันอาหาร ที่มหา’ลัยเกษตรศาสตร์ คุยกับคนที่เชี่ยวชาญ และเข้าใจในเรื่องของการประยุกต์เชิงอาหารเยอะแยะไปหมด แล้วเหมือนเราก็ค่อยๆ ปรึกษาจนพัฒนาเป็นสูตรที่ลูกค้าตอบรับดีที่สุด รวมถึงเรายังไปลงคอร์สตรวจดูแบคทีเรีย-จุลินทรีย์อะไรต่างๆ ด้วยตัวเอง คือเรื่องพวกนี้เป็นเบสิกที่เราต้องรู้ทุกอย่าง เรียกได้ว่า ก่อนธุรกิจจะสำเร็จขนาดนี้ได้ เราค่อนข้างมีการศึกษามาเยอะพอควรเลย

สาขาแบรนด์ Kunna สามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
ตอนนี้เรามี Modern Trade ครอบคลุมทุกที่ทั่วประเทศแล้ว อย่างท็อปส์ เดอะมอลล์ โกรเม่ไทย วิลล่ามาร์เก็ต หรือ Home Fresh Mart ผลิตภัณฑ์เรามีอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตสาขาต่างๆ ในไทยหมดเลย จะอยู่ในโซนสแน็กอบแห้ง โซนของฝาก  ส่วนในต่างประเทศก็จะมีตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

แต่ในเดือนนี้เราจะเปิดแฟล็กชิพ สโตร์ ที่แรกของคันนา และภายในปีหน้าที่ตั้งเป้าไว้ก็จะขยายไปตามแหล่ง Destination ของนักท่องเที่ยวด้วย ที่เราคิดไว้จะทยอยเปิดพรมก็จะมีภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย และพัทยา

สเตปต่อไปค่อยขยายไปยุโรปบ้าง เพราะที่ยุโรปก็ชอบอะไรเพื่อสุขภาพเหมือนกัน  สแน็กแบบเฮลตี้ ซึ่งมันก็ตรงกับคอนเซปต์ของเรา อันนี้จะเป็นโกลด์ที่ 2 ต่อจากตลาดเอเชีย ถ้าในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อยู่ตัวปุ๊บ เราขยายตลาดไปยุโรปแน่นอน

กับธุรกิจที่ 2 เริ่มมาทำตอนไหน ยังไง
เพราะเราเป็นคนรักสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย คือ 5 อ. (อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย) ที่จะทำให้เรามีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่คุณพ่อสอนมาตั้งแต่เด็กๆ การออกกำลังกายถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ ไม่ว่ารวยเท่าไรก็ซื้อสุขภาพไม่ได้ ฉะนั้นเราเลยปิ๊งไอเดียเปิดโรงเรียนสอนมวยขึ้นมา (ร่วมหุ้นกันเปิดกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง) เพราะมวยเป็นกีฬาที่บริหารทุกส่วนของร่างกายจริงๆ ได้ทั้งกล้ามเนื้อ ความคงทนของหัวใจ ทำให้แข็งแรงขึ้น เราคิดว่ามวยเป็นศิลปะที่มีเสน่ห์นะ และมันตอบโจทย์คอนเซปต์การดูแลสุขภาพของเราเลย

ถามว่าทำไมไม่เปิดสอนโยคะ หรือพิลาทิส อย่างที่เซเลบฯ คนอื่นเปิดกัน คือส่วนตัวเราไม่ชอบอะไรช้าๆ อยู่กับที่ เราทนไม่ได้เลย เราว่ามวยนี่แหละเหมาะกับเราที่สุดแล้ว (หัวเราะร่า) อะไรที่มันรวดเร็ว หนักๆ ต้องแอ็กทีฟตลอดเวลา

ฟีดแบ็กหลังจากเปิดเป็นยังไงบ้าง
ธุรกิจอันนี้ตาม Kunna (คันนา) มาเลย เปิดมาได้จะเข้าปีที่ 4 แล้ว กระแสตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าลูกค้าผู้หญิงเยอะมาก ต่างชาติก็เข้ามาลองเล่นเยอะ  ตลอดจนเด็ก 5 ขวบมาต่อยก็ยังมี ธุรกิจนี้ถือว่าตอบโจทย์คนเมืองเหมือนกันนะ มาออกกำลังกายระหว่างรอรถติดกลับบ้าน ช่วยคลายเครียดดีด้วย

Legend Thai Boxing มีที่สาขาไหนบ้าง
เรามีแฟรนไชส์อยู่ 3 ที่คือ หาดใหญ่ ขอนแก่น และโคราช ทว่าถ้าเป็นในกรุงเทพฯ เรามีอยู่ที่สาทรที่เดียว เป็นศูนย์รวมใหญ่เลย คิดจะเปิดในเอเชีย-ยุโรปตามบ้างไหม? จริงๆ เราก็มีไปดูตลาดที่จีนเหมือนกันนะ แต่มันคงไม่เวิร์ค เพราะคนจีนไม่ค่อยสนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ตอนเราไปดูตลาดคันนาที่จีนก็ลองเซอร์เวย์ดูบ้างว่า สนามมวยไทยที่จีนเป็นอย่างไร แต่ปรากฏว่ามันยังไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นที่สนใจขนาดนั้น เราก็เลยคิดว่ายังไม่ค่อยตรงเท่าไร ส่วนยุโรปก็สนใจไปเปิดอยู่ไม่น้อย ก็คิดว่าอาจเป็นช่วงเดียวกับที่เราไปเปิดตลาดคันนาก็ได้

คอร์สที่เปิดสอน และราคาสุดเป็นกันเอง
คลาสหนึ่งของเรามี 90 นาที ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท เราเริ่มตั้งแต่วอร์มอัพยันออกกำลังกายจริง ขึ้นสังเวียนกับครูมวย มีทุกอย่างครบหมดเลย หรือถ้าเป็นแบบไพรเวตคลาส อันนี้จะสอนเดี่ยวๆ ตัวต่อตัว จะค่อนข้างเหนื่อยหนักมาก (หัวเราะ) หรือถ้าใครจะเข้ามาเป็นกลุ่ม เรารับคลาสละ 7-10 คน

แนวคิด-คติในการทำงาน
ง่ายๆ เลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ให้มองปัญหาคือเรื่องสนุก ในทุกวันเรามีเรื่องโน่นนี่เข้ามาอยู่แล้ว ไม่มีใครเกิดมาไม่เจอปัญหา เพียงแต่เราจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร เรามองว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออกหมด ฉะนั้นอย่าไปกลัว และมองมันให้เป็นเรื่องสนุก  คิดบวกกับมัน อย่าไปเครียดซะทุกอย่าง เราว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานเลยนะ

จบการทูตมา แต่ไม่ได้ทำงานด้านนี้เลย
(หัวเราะ) ใช่...เอาจริงๆ ที่เราเรียนด้านนี้ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นคณะที่เข้ายากดี และใช้คะแนนเยอะ มันก็เลยเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งพอเรียนไปแล้ว เรารู้สึกว่าการทูตมีเสน่ห์นะ มันคือวิธีเจรจาต่อรอง ประนีประนอมให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยที่ฝั่งตรงข้ามไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาแพ้เราแล้ว หรือเราได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว มันคือศิลปะในการพูดคุย  เลือกวิธีใช้คำพูดให้เราอยู่เหนือกว่า

ที่สำคัญเรียนรัฐศาสตร์มันได้แง่ของระบบความคิด เราสามารถหยิบไปใช้ได้กับทุกอย่างเลย อย่างในเชิงธุรกิจ เราเรียนรู้วิธีการ และแม็กโครเฉดให้ได้มาในเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทำงานหนักขนาดนี้ แบ่งเวลามาดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง
แน่นอนเลยเราเปิดธุรกิจเพื่อสุขภาพ เราก็ต้องสุขภาพดี-แข็งแรงด้วย ทุกวันนี้ก็พยายามออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3-4 วัน มันไม่มีคำว่าไม่มีเวลานะ เพียงแต่คุณจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมอะไรในชีวิตมากกว่ากัน เราว่าทุกอย่างอยู่ที่การจัดแบ่งเวลาตัวเองให้ได้ ถ้าวันไหนตารางงานแน่นมาก ตื่นเช้าก็ต้องไปทำงานแล้ว เราก็จะอาศัยออกกำลังกายบนรถเลย ขยับนิดบิดตัวหน่อย หรือไม่งั้นก็เปิดเพลงเต้นบนรถเลย (หัวเราะ)

เอาจริงๆ เราเน้นดูแลจากภายในมากกว่า นอกจากออกกำลังกาย เราก็จะทานผักใบเขียว ทานปลา ทานอะไรที่เป็นไฟเบอร์ทุกวัน ส่วนการดูแลผิวภายนอกก็สำคัญเหมือนกัน อันนี้เราก็จะเน้นทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

อนาคตต่อไปคิดวางแพลนจะจับธุรกิจอะไรเพิ่มอีกไหม
เอาจริงๆ เราสนใจพวก Well-being การดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ หรืองานบริการ (Hospitality) ที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพนะ เราอยากทำอะไรที่มันตอบโจทย์ในแง่ของ ‘สิ่งที่เราซื้อไม่ได้ด้วยเงิน’ อย่างเรื่องของการเอาใจใส่ดูแลตัวเอง อาหารการกินอะไรต่างๆ หรือการออกกำลังกาย สุดท้ายทุกอย่างมันก็คือคอนเซปต์เดียวกันหมดเลย นั่นคือ Well-being.


advertisement