วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ขอทรงพระเจริญ ก้องสภาฯ สนช.ถวายพระพร

ขอทรงพระเจริญ ก้องสภาฯ สนช.ถวายพระพร

  • Share:

พรเพชรเตรียมขอเข้าเฝ้า ประสาน-สำนักพระราชวัง นายกฯยํ้ายึดราชประเพณี กฎมณเฑียรบาลและรธน.

พสกนิกรชาวไทยยังความปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า เมื่อ ครม. ประชุมวาระพิเศษร่วมกับ คสช. สถาปนาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 นายกฯย้ำยึดตามราชประเพณี กฎมณเฑียรบาล และ รธน. เตรียมเข้ากราบบังคมทูลเชิญเร็วๆนี้ สนช.ถกวาระด่วนอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบไป “พรเพชร” นำ สนช.กล่าวถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ความทรงทราบฝ่าละอองพระบาทแล้ว ให้ ปธ.รัฐสภาเป็นผู้อัญเชิญ ยึดตามประกาศบรมราชโองการ เป็นพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล ปธ.สนช.รอประสานสำนักพระราชวังอีกครั้ง ประชาชนชาวไทยที่รอชมหน้าจอซาบซึ้งร่วมกล่าวถวายพระพร

แม้ชาวไทยยังคงอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ล่าสุดมีข่าวที่สร้างความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรทั่วประเทศ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมวาระพิเศษร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกอบกับรัฐธรรมนูญ 2550 เริ่มกระบวนการสถาปนาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

ครม.—คสช.ประชุมวาระพิเศษ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษ เพื่อส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญสมาชิก คสช.เข้าร่วมประชุมด้วย อาทิ พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาร ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สมาชิก คสช. ก่อนเข้าประชุม พล.อ. ประยุทธ์ไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน เพียงแต่อมยิ้มและพยักหน้าให้ก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ขณะที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ได้แจกหนังสือคำศัพท์เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดทำโดยกรมศิลปากร ให้แก่ ครม. สื่อมวลชน พร้อมจัดทำเป็นอีบุ๊กให้หน่วยงาน และประชาชนเข้าดาวน์โหลดที่เว็บไซต์ของกระทรวงฯ

สถาปนาพระมหากษัตริย์องค์ใหม่

ต่อมาเวลา 10.00 น. การประชุม ครม.วาระ พิเศษเสร็จสิ้นลง สมาชิก คสช.ที่เป็น ผบ.เหล่าทัพ และนายมีชัย ทยอยเดินลงจากตึกบัญชาการ ทุกคนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าให้รอฟังรายละเอียดจาก พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวขณะเดินลงจากตึกบัญชาการว่า การประชุม ครม.วาระพิเศษเรียบร้อยแล้ว เมื่อถามว่าวาระพิเศษเป็นเรื่องสถาปนาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และขั้นตอนหลังจากนี้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ใช่ จากนี้เป็นขั้นตอนของ สนช. ได้ให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำผลการพิจารณาแจ้งยังประธาน สนช.แล้ว” เมื่อ ถามย้ำว่าสามารถเข้าเฝ้าฯได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ (วันที่ 30 พ.ย.) หรือมะรืนนี้ (วันที่ 1 ธ.ค.)”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 09.34 น. พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังรัฐสภา เพื่อนำผลการประชุม ครม.วาระพิเศษ แจ้งต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.

ยึดราชประเพณี—มณเฑียรบาล—รธน.

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แถลงว่าการประชุม ครม.วาระพิเศษ ที่ต้องเป็นการประชุมร่วม ครม.และ คสช. เนื่องจากเราร่วมกันทำภารกิจอันสำคัญเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย คือกระบวนการอัญเชิญรัชทายาทเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ โดยขั้นตอนได้กำหนดไว้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดมา 25 ปีแล้ว และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการดำเนินการดังกล่าวกรณีที่พระราชบัลลังก์ว่างลง จึงต้องมีการสถาปนาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ที่มีการแต่งตั้งรัชทายาทไว้แล้ว ครม.ได้รับทราบและเป็นการเริ่มต้นกระบวนการ โดยทำหนังสือแจ้งไปยัง สนช.เป็นไปตามราชประเพณี กฎมณเฑียรบาลและรัฐธรรมนูญทุกประการ เมื่อ สนช.รับทราบแล้วจะได้อัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ต่อไป เป็นไปตามความในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี

เตรียมเข้ากราบบังคมทูลเชิญเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เราอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอดชีวิต แล้วจะต้องเตรียมตัวอะไร ก่อนหน้านี้ได้เตรียมตัวอะไรหรือไม่ ส่วนการแต่งกายและการถวายพระพรของประชาชนเป็นเรื่องกระบวน การภายใน วันนี้เป็นขั้นตอนเริ่มต้น เมื่อถึงเวลาต้องเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆนี้

วิป สนช.ปิดห้องถกลับวาระด่วน

จากนั้นเวลา 10.10 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. นางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. และวิป สนช. เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง เป็นการประชุมลับมีเฉพาะวิป สนช.เท่านั้น และให้เจ้าหน้าที่ออกจากห้องประชุม ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ภายหลังการประชุมวิป สนช.ต่างรีบเข้าห้องประชุมรัฐสภา เพื่อประชุมสนช.ต่อทันที ขณะที่ สนช.ทุกคนอยู่ในชุดสูทสากลไว้ทุกข์

เริ่มดำเนินการตาม รธน.ม.23

กระทั่งเวลา 11.19 น. นายพรเพชรเป็นประธานการประชุม สนช.ครั้งที่ 76/2559 เป็นพิเศษ มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐสภาเป็นช่องหลัก โดยให้สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นเกี่ยวสัญญาณถ่ายทอดสดการประชุมได้ตามปกติ เพื่อพิจารณาเรื่องการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 2 ประกอบกับมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เมื่อเริ่มประชุมนายพรเพชรแจ้งต่อที่ประชุมว่า บัดนี้มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน 243 คน ขอเปิดประชุม เป็นการดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบกับมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ว่าตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

อัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์

นายพรเพชรกล่าวว่า บัดนี้นายกฯได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พ.ย.2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 แจ้งว่าบัดนี้ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 แล้ว ครม.จึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบไป

นายพรเพชรกล่าวว่า ตามที่ประชุม สนช.ซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาได้รับทราบการแจ้งมติ ครม.แล้ว ในขั้นตอนต่อไปจะได้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยสืบไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 23 ในโอกาสอันเป็นมหามงคล ขอให้สมาชิกทุกท่านโปรดยืนขึ้น เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่

จากนั้นประธาน สนช.ได้ให้สมาชิก สนช.กล่าวคำถวายพระพรพร้อมกัน 1 ครั้งว่า “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ก่อนที่ประธาน สนช.สั่งปิดประชุมในเวลา 11.25 น. รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 6 นาที

ส่งสารสถาปนาองค์รัชทายาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ภายหลังประธาน สนช.สั่งปิดการประชุม บรรดาสื่อมวลชนทุกแขนงที่มารอรายงานผลการประชุมจำนวนมาก ได้มารอการแถลงที่โถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 แต่ไม่มีผู้ใดลงมาแถลง มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นำหนังสือของสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ประทับตราด่วนที่สุด ที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พ.ย.2559 ถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการ สนช. ลงเลขรับที่ 12237 เวลา 10.08 น. วันที่ 29 พ.ย.2559

มีเนื้อหาดังนี้ แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 กราบเรียนประธาน สนช. ตามที่ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคตลงวันที่ 13 ต.ค.2559 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงวันที่ 13 ต.ค.2559 นั้น ถือว่าเป็นกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและจำเป็นต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทรงทราบฝ่าละอองพระบาทแล้ว

ในเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับขั้นตอนดังกล่าวในส่วนของรัฐบาลไว้ก่อนเพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ว่ายังไม่สมควรดำเนินการใดที่แสดงถึงการที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในระหว่างที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์โศกและยากจะทำใจ พระองค์เองก็ทรงขอเวลาร่วมทุกข์และทำใจเช่นเดียวกับประชาชนจนกว่าพระราชพิธีพระบรมศพจะผ่านพ้นไประยะหนึ่ง ซึ่งมีพระราชดำริว่าเมื่อการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานผ่านพ้นจนถึงปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) คือวันที่ 1 ธ.ค.2559 แล้ว จึงค่อยพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งในระหว่างเวลานั้นรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีข้อขัดข้องใดๆในราชการบ้านเมือง

บัดนี้การพระราชพิธีพระบรมศพได้ล่วงเลยเวลาบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานจนเข้าเขตปัญญาสมวาร (50 วัน) ทั้งประชาชนก็มีโอกาสเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.ถึงบัดนี้ ประมาณ 1 เดือน มีจำนวนประมาณหนึ่งล้านคน รัฐบาลจึงนำความกราบบังคมทูลว่า นับเป็นกาลอันควรดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามราชประเพณีและรัฐธรรมนูญ อันจะยังความปลื้มปีติ และสร้างขวัญกำลังใจแก่พสกนิกร ซึ่งทรงทราบฝ่าละอองพระบาทแล้ว

ให้ ปธ.รัฐสภาอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

โดยที่การสืบราชสมบัติต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ซึ่งมาตรา 2 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ กำหนดให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาใช้บังคับ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 ดังนั้นการสืบราชสมบัติจึงต้องเป็นไปตามความในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 23 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบัญญัติว่า

“ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ”

ยึดตามประกาศบรมราชโองการ

คณะรัฐมนตรีจึงขอแจ้งมาเพื่อทราบว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ธ.ค.2515 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ท่ามกลางมหาสมาคม ประกอบด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ข้าราชการ ทหาร พลเรือน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่อมาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ตรัสถวายสัตย์ปฏิญาณสาบานในการพระราชพิธีถือน้ำพระ พิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยแล้ว

ประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ วันที่ 28 ธ.ค.2515 เล่ม 89 ตอนที่ 200 มีความตอนหนึ่งว่า “ก็โดยราชะนีติอันมีมาในแผ่นดินนั้น เมื่อสมเด็จพระบรมราชโอรส ซึ่งจะทรงรับรัชทายาทสืบราช สันตติวงศ์ ทรงพระเจริญวัยสมควรแล้ว ย่อมโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เฉลิมพระอิสริยยศตั้งแต่งไว้ในตำแหน่ง สมเด็จพระยุพราชมกุฎราชกุมารในกาลปัจจุบันนี้ ประชาชนทั้งหลายตลอดถึงชาวต่างประเทศทั่วไปในโลก ย่อมพากันนิยมยกย่องว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ทรงอยู่ในฐานะที่จะรับราชสมบัติปกครองราชอาณาจักรสืบสนองพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นเล่าก็ทรงพระเจริญพระชนมายุบรรลุนิติภาวะ ทรงพระวิริยภาพ ควรทรงอนุวัตรให้เป็นไปตามธรรมนิยม และขัตติยราชประเพณี ตามความเห็นชอบเห็นดีของมหาชน และผู้บริหารประเทศทุกฝ่ายเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นให้สมบูรณ์ตามตำแหน่งทุกประการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”

พระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล

อนึ่ง ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช สันตติวงศ์ พ.ศ.2467 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า “พระรัชทายาท” คือ เจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์ พระองค์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สมมติขึ้น เพื่อเป็นผู้ทรงสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์ต่อมา และมาตรา 4 (2) บัญญัติว่า “สมเด็จพระยุพราช” คือ พระรัชทายาทที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น เป็นตำแหน่งสมเด็จพระยุพราช โดยพระราชยุพราชาภิเษก หรือโดยพิธีอย่างอื่น สุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎ ราชกุมารที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งในวันที่ 28 ธ.ค.2515 นั้น เป็นตำแหน่งเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกของไทย เมื่อ พ.ศ.2429 และสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่สอง เมื่อ พ.ศ.2437 ต่อมาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงรับราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จึงเป็นตำแหน่งพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลดังกล่าว และตามที่รัฐธรรมนูญระบุถึง

รธน.วางไว้เป็นแบบแผนเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อได้พิจารณาตามประวัติศาสตร์ ข้อกฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการสถาปนา และโบราณราชนิติประเพณีแล้ว โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญบรรดาที่มีมาทุกฉบับ นับแต่ พ.ศ.2534 จนกระทั่งถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ เห็นด้วยว่าล้วนแต่วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ไว้เป็นแบบแผนเดียวกัน คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งมายังประธาน สนช. ในฐานะประธานรัฐสภา เพื่อทราบว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระรัชทายาทที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งไว้แล้ว ตามความในมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และทรงสถิตอยู่ในที่พระรัชทายาทสืบมาจนถึงปัจจุบัน จึงกราบเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

รอประสานสำนักพระราชวังอีกที

ต่อมาช่วงเย็น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากที่ประชุมสนช.รับทราบการแจ้งมติ ครม.อัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ ว่า เป็นไปตามขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือหลังจากนี้จะนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์ ขณะนี้สำนักพระราชวังยังไม่ประสานมาว่าจะให้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญในวันใด ส่วนขั้นตอนหลังจากทูลอัญเชิญแล้ว จะมีการประกาศแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างไร ค่อยมาว่าในรายละเอียดกันอีกครั้ง

ให้ประธานรัฐสภาประกาศผ่านทีวี

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า สนช.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หลังจากนี้ประธานรัฐสภาต้องอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป และประธานรัฐสภาจะประกาศให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาว่าประธานรัฐสภาจะเข้าไปอัญเชิญเมื่อใด

เตรียมตั้งสถาบันภูมิราชธรรม

นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า การประชุม สนช.วันที่ 1 ธ.ค.นี้ มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สถาบันภูมิราชธรรม มีสาระสำคัญคือ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2559 สมควรจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการเพื่อเทิดพระเกียรติ ตลอดจนนำพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกร รัฐบาลจึงประสงค์ให้จัดตั้งสถาบันดังกล่าวขึ้น โดยมีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษานิติบุคคล อยู่ภายในกำกับของรัฐ แต่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อผลิตนักวิชาการ นักวิชาชีพชั้นสูง โดยรายได้มาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

7 สนช.ลาป่วย—ติดราชการ ตปท.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ สนช. 7 คน ที่ไม่ได้ร่วมประชุม สนช.วาระพิเศษวันนี้ ได้แก่ พล.ร.อ.กฤษฎา เจริญพานิช ลาป่วยผ่าตัดหัวใจ พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ ลาป่วยลำไส้อักเสบ นายสถิตย์ สวินทร ลาป่วย ขณะที่อีก 4 คนติดราชการอยู่ต่างประเทศได้แก่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช พล.อ.เทพพงศ์ ทิพย์จันทร์ พล.อ.กิตติ อินทสร และนางเสาวณี สุวรรณชีพ

“วิษณุ” แจง 4 ขั้นตอนทูลอัญเชิญ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 23 มี 4 ขั้นตอน คือ 1.ที่ประชุม ครม. แจ้งเรื่องไปยัง สนช. 2.ประธาน สนช.แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ สองขั้นตอนนี้ทำไปแล้ว 3.ประธาน สนช.เข้าเฝ้าฯเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ และ 4.เมื่อพระองค์ทรงรับ ประธาน สนช.จะแจ้งให้ประชาชนทราบ เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้วจะเรียกพระองค์ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงจะเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชอำนาจเท่ากันทุกประการ และทั้งหมดนี้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อถามว่าเวลานี้สามารถเรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ว่าในหลวงได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ เพราะต้องรอให้ขั้นตอนต่างๆแล้วเสร็จ

ยังไม่สามารถบอกวันหยุดได้

เมื่อถามถึงการกำหนดวันสำคัญในปฏิทิน นายวิษณุตอบว่า ขอให้รอผู้ที่เกี่ยวข้องหารือกันก่อน จากนั้นจะประกาศให้ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศได้ หากใครต้องการทำปฏิทินขอให้ทำตามปกติก่อน ส่วนวันสำคัญที่ยังไม่ชัดเจนซึ่งมีไม่กี่วันก็เว้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการประกาศค่อยไปเพิ่มเติม เช่นเดียวกับวันหยุดระหว่างปี ส่วนการเลื่อนพระยศของพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ตามหลักการแล้วเคยสถาปนากันอย่างไร ก็ให้เป็นเช่นนั้นจนกว่าจะมีการสถาปนาใหม่ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการสถาปนาใหม่ก็ให้เรียกเหมือนเดิม ไม่สามารถเปลี่ยนเองตามใจชอบ ส่วนเรื่องการไว้ทุกข์วันนี้ที่ประชุม ครม. นำประกาศดังกล่าวมาพิจารณาออกเป็นมติ โดยที่ประชุมชื่นชมประชาชนว่าปฏิบัติดีอยู่แล้วขอให้ปฏิบัติต่อไป และรัฐบาลไม่ได้กำหนดให้แต่งขาวหรือเทาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ร่วมถวายพระพรในหลวงองค์ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุม สนช.มีประกาศเพื่อรับทราบว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระรัชทายาทที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งไว้แล้วนั้น ทำให้พสกนิกรที่อยู่ในเต็นท์พักรอ ซึ่งรับชมข่าวอยู่ในเต็นท์ต่างพากันนำกล้องจากโทรศัพท์มือถือเก็บภาพที่ประชุมสนช. พร้อมกับยืนเปล่งเสียงทรงพระเจริญอยู่ในโทรทัศน์ ซึ่งเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่น้อยครั้งที่จะได้พบเห็น

ในส่วนความรู้สึกของประชาชน นางทองเหรียญ ไชยคำหล้า อายุ 78 ปี จาก จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยกำลังจะมีพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ว่า ตนเกิดในรัชกาลที่ 8 นับว่าเป็นคน 3 แผ่นดิน ก็รู้สึกดีใจ ขอให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงงานตามรอยพระราชกรณียกิจเดิมของรัชกาลที่ 9 และขอพระบารมีพระองค์ช่วยปกป้องคุ้มครองคนไทยให้มีแต่ความสุข มีแต่ความสามัคคี ใครที่คิดไม่ดีก็ขอให้อันตรธานหายไป ขณะที่ น.ส.นภิศรินทร์ อมรชัยกิจ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนราชินีบน ที่มาเป็นอาสายุวกาชาด กล่าวว่า ทราบจากข่าวแล้วในโซเชียล ตนยังมีความอาลัยถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่อีกความรู้สึกก็ดีใจ และอยากเห็นในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์สานต่องานของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างต่อเนื่อง และขอพระองค์ทรงพระเจริญ

“โหรบุญเลิศ” ชี้บ้านเมืองสงบสุข

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ว.ฉะเชิงเทรา หรือที่รู้จักในนามโหรการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มองชะตาบ้านเมืองผ่านทั้งโหราศาสตร์ (Astrology) และศาสตร์แห่งตัวเลข (Science of Number) หรือเลขศาสตร์ (Numerology) พบว่า บ้านเมืองเราจะเปลี่ยนผ่านไปด้วยดี มีความเจริญก้าวหน้า ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.2559 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไปเพราะดาวที่ให้คุณสูงสุดในสุริยจักรวาลคือดาวพฤหัสบดีกำลังโคจรอยู่ในราศีกันย์ตรีโกณให้คุณราศีมังกรอย่างเต็มที่ร่วมกับพฤหัสบดีเดิม ถ้ามองเชิงเลขศาสตร์จะพบว่า วันที่ 29 พ.ย.2016 (29+11+2016=4) เวลา 11.00 นาฬิกา (2) เป็นตัวเลขที่เป็นมิตรกับเลข 7 (28+7+1952=7) และตามหลักเลขศาสตร์ระบบคาลเดียน (Chaldean System) เมื่อ 5,000 ปีเศษที่ Count Hamon (Cheiro) นำมาปรับใช้ พบว่า เลข 1, 2, 4, 7 เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่มีตัวเลขแสดงเส้นทางชีวิต (Destiny Number) เท่ากับเลข 1 หรือเลข 2 หรือเลข 4 หรือเลข 7 จะประสบโชคดีมีความสำเร็จในวันที่ 29 พ.ย.2559 (2016) เวลา 11.00 น. ตามหลักเลขศาสตร์ระบบคาลเดียน

คอหวยแห่ตามหาซื้อเลขมงคล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจบรรยากาศการซื้อขายลอตเตอรี่งวดวันที่ 1 ธ.ค. ย่านสี่แยกคอกวัว สะพานควาย ศูนย์การค้าสลากไทย สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี พบว่า คอหวยออกมาหาซื้อเลขเด็ดกันอย่างคึกคัก โดยเลขที่คนนิยมหาซื้อยังอยู่ในกลุ่มตัวเลขมงคล จนทำให้เลขบางตัวขายในราคาแพงกว่าเลขอื่น โดยนางบังอร ขิมทอง แม่ค้าลอตเตอรี่วัย 69 ปี กล่าวว่า เลขที่คนนิยมยังเป็นเลขชุดเดิมที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 อาทิ 13 70 89 50 901 แต่เลขที่คนนิยมมากในงวดนี้เป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 โดยเลข 10 และ 904 มีคนหาซื้อมากที่สุด จนไม่มีขาย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้