ย้อนกลับ

มหัศจรรย์ที่สุด! สมุดภาพรัชกาลที่ 9 ศักดิ์ชัย กาย ร่ำไห้ทำประวัติศาสตร์ (ชมคลิป)

6 ธ.ค. 2559 06:05

ผมมายืนที่ โรงแรม 'สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ', เดินตามทาง ไม่นานก็ถึงจุดนัดหมาย เรายืนอยู่ตรงหน้าห้องแห่งแรงบันดาลใจ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ งดงาม ถูกประดับประดาเต็มฝาผนังห้องสี่เหลี่ยมไม่เล็ก ไม่ใหญ่ แต่ทว่ากลับอบอุ่นอย่างประหลาดใจ

"ผมทำห้องนี้และเรียกว่า 'ห้องแห่งแรงบันดาลใจ' ด้วยการนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่สะสม ภาพที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารมาประทับไว้ ทุกคนที่ผมเจอทางตัน ทุกๆ ปัญหาเราต้องการแรงบันดาลใจ งานนี้ก็เช่นกันเหมือนจะมีทางตัน แต่ก็มีปาฏิหาริย์ให้มันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" 

ผมไม่ได้ทำแค่สมุดภาพ! เขาเล่าเสียงสั่นแทบทุกประโยค แต่กำลังรวมประวัติศาสตร์ครั้งสุดท้ายด้วยความตั้งใจที่สุดในชีวิต เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจ เป็นศูนย์รวมของคนไทยทั้งชาติ

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสเปิดห้องแห่งแรงบันดาลใจ คุยกับ ศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสาร LIPS ชื่อดัง ผู้ผลิตสมุดภาพรัชกาลที่ 9 ที่สุดความงดงาม หายาก ขนาด A 2 พิมพ์ด้วยกระดาษชั้นดี และเรื่องราวรายละเอียดมากมาย มีทั้งรอยยิ้ม น้ำตา ปาฏิหาริย์ กว่าจะได้มาซึ่งสมุดทรงคุณค่า ที่มีคนพูดถึงในเวลานี้มากที่สุด

Q : จุดเร่ิมของสมุดภาพรัชกาลที่ 9 เกิดขึ้นจากอะไร

ผมต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้หลายคนบอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย แต่หลังวันที่ 13 ต.ค.เป็นต้นมา ทั้งๆ ที่มีออนไลน์ตั้งมากมาย แต่หนังสือมันจะไม่ได้หายไปไหนแบบที่หลายคนคิด เพราะสิ่งพิมพ์มันจับต้องได้ เราพลิกดูได้ เป็นสื่อที่สามารถสื่อสารได้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้พวกเราครั้งสุดท้าย หลายสำนักพิมพ์ก้าวขึ้นมาจากวิกฤติ มีออกซิเจนต่อลมหายใจ แบบเหลือเชื่อ หากมองออกไปหลายอุตสาหกรรมยังฟื้นคืนชีพตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.มากมาย

หลายๆ อุตสาหกรรมเป็นลูกโซ่ ทำให้ลืมตาอ้าปากได้ เพียงข้ามคืน โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ ตอนนี้กระดาษยิ่งกว่าราคาทองคำ สำนักพิมพ์กว้านหาซื้อกระดาษไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่ามันจะกลับมา นอกจากความโศกเศร้าที่มีในคนไทยทุกคน แต่ชีวิตเราต้องเดินต่อไปให้ได้ ผมในฐานะที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์เล็กๆ อยู่ เราก็มาคิดว่าต้องทำสิ่งที่เราอยู่ทำต่อไปให้ได้ดีให้ได้ สนองงานที่พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริ เอาไว้ว่า 'ทุกๆ คน ทำหน้าที่ที่ตัวเองมีอยู่ให้ดีที่สุด'

เรามามองว่า เราทำยังไงต่อดี เรามีเรื่อง มีพระบรมฉายาลักษณ์ที่สมบูรณ์ ซึ่งทุกคนก็พิมพ์แจกกัน ทุกคนที่มาสนามหลวงอยากจะมาใกล้ชิดพระองค์ท่าน อยากมาแสดงความเคารพ ทุกคนก็มีภาพมาด้วยทำในกำลังที่ทำได้ เราก็อยากทำสมุดภาพออกมาสักเล่ม เพราะว่าสิ้นรัชสมัยพระองค์ท่านแล้ว เราจะทำสมุดภาพอย่างที่เราอยากทำได้สักกี่เล่ม กี่ครั้ง เราถามตัวเอง เราไม่มีโอกาสไหนที่เราจะตอบแทนพระองค์ได้เลย นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจ เราต้องทำสิ่งนี้เพราะเราจะไม่เสียชาติเกิดเลย เราต้องทำให้ดีที่สุด นี่คือปณิธานของผม ถ้าผมจะทำ ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ 

Q : หลังจากนั้นมันเดินต่ออย่างไร เพราะไม่ใช่ง่ายๆ ด้วยปณิธานว่าต้องทำให้ออกมา 'ดีที่สุด'

เราต้องตามหาสิ่งที่ดีสุด เราดูภาพว่าเป็นอย่างไร พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 แพร่หลายอยู่หลายแห่ง เกิดเป็นปรากฏการณ์พระบรมฉายาลักษณ์ออกมาสู่สื่อดิจิตอล ถล่มทลาย

เกิดเป็นวลีที่ 'ไม่ใช่แค่ภาพที่มีอยู่ทุกบ้าน แต่เป็นภาพที่มีอยู่ทุกเครื่อง' สามารถดาวน์โหลดได้เลยทันที ข้อเสียไฟล์เล็ก-ไม่ชัด แม้ว่าจะมีภาพพระองค์ที่เราไม่เคยเห็นมากมาย ซึ่งพอเราตามไปหารูป ทุกคนก็มีต้นฉบับที่เล็ก ไฟล์ก็ก๊อบต่อๆ กันมา ไปหอจดหมายเหตุก็มีภาพที่เราเคยเห็นกัน แต่แปลกที่ทุกปัญหาเรามีตัวช่วยเสมอๆ วันหนึ่งเราสืบจนได้เจอนักสะสม หลายคน 2 คนที่สำคัญมาก คุณโจ (คุณณรัฐ นภาวรรณ เจ้าของร้านหนังสือออนไลน์ “ลุงโจ” ) เป็นนักสะสมหนังสือเก่าพระบรมฉายาลักษณ์ หรือเรียกว่าภาพเจ้านาย เขาเก็บทุกอย่างที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ เขามีคลังที่มหาศาลมาก ตึก 3-4 ชั้นบรรจุไปด้วยกรอบรูปดั้งเดิม ที่หามาใหม่ เก็บมาแบบไม่เคยจำหน่ายจ่ายแจก เราไปรื้ออยู่เป็นวันๆ เราเจอภาพที่เราอยากได้

บางภาพก็ไม่เคยเห็น ภาพที่พระองค์ทรงพระผนวช เจอแบบไม่เคยเห็นมากมาย หนังสือเล่มนี้ที่เราทำ มันหนักมาก ไล่มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นช่วงเวลา จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม ได้จากคุณโจเยอะมาก อีกท่านที่ต้องขอบคุณคือคุณเค (ฐานธิษณ์ ชินกฤตกุล นักสะสมภาพเจ้านายที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย) เป็นอีกหนึ่งที่สะสมพระบรมฉายาลักษณ์ เรารู้จักผ่านเพื่อนแรกๆ เหมือนจะหมดหนทาง แต่ก็พบแสงนำทางไปตลอด

Q : เป็นความมหัศจรรย์ เหมือนจะมีทางตัน แต่ก็มีทางต่อ

เรามีตัวช่วยตลอด จริงๆ ไม่คิดว่ามันจะมีขนาดนั้น ซึ่งเราก็ต้องแสดงเจตนารมณ์ให้เจ้าของภาพเห็นว่า เราจะเอาภาพไปทำอะไร อย่างแรกไม่อยากให้มีความรู้สึกว่าเราไปขอถ่ายสำเนาแล้วเอาหนังสือมาขายเอง เราต้องทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำเพื่อขายโปรดักต์ 'เราบอกว่าภาพที่คุณมีอยู่มันไม่ได้พิเศษ หรือวิเศษอย่างเดียวเลยนะ มันเป็นภาพที่ศักดิ์สิทธิ์มากเป็นภาพที่คนไทยทั่วประเทศจะต้องรู้สึกเหมือนผมอย่างหนึ่งคือได้เห็นก็รู้สึกว่าแบบมหัศจรรย์ แล้วถ้าได้ครอบครองเอาไว้ด้วยความรู้สึกแบบนั้นมันจะวิเศษแค่ไหน' เช่น มีภาพหนึ่งที่พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาอยู่ แล้วมีการลงพระราชหัตถเลขา พระปรมาภิไธยเป็นภาษาไทยว่า ภูมิพล ผมไม่เคยเห็นเลย เป็นภาพที่เจ้าของประมูลมาด้วยราคาแพงมาก เราก็ขออนุญาตได้ไหม ซึ่งเขาก็ใส่กรอบเอาไว้บูชาบนบ้านเขา ซึ่งเมื่อผมบอกจะพิมพ์ใบนี้แจก เขาไม่คิดมาก แกะออกมาให้ผมถ่ายสำเนา ซึ่งผมจะพิมพ์ใบนี้ในกระดาษแข็งอย่างดี เพื่อแจกจริงๆ

ซีรีส์สำคัญของคุณเคที่มีก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ที่มีพระราชหัตถเลขา ลงพระปรมาภิไธยอยู่ในรูป ผมก็ไม่เคยเห็นว่าใครมีมากเท่านี้ แม้กระทั่งของคุณโจ มีซีรีส์ที่พิเศษมากๆ คนที่เก็บภาพค่อนข้างจะหวง ผมก็รู้สึก ซาบซึ้งมากทั้ง 2 ท่าน ที่ให้เรา นอกจากจะเข้าไปชื่นชมแล้วถ่ายสำเนา เอามาพิมพ์เผยแพร่ด้วย

โดยส่วนตัวผมเก็บอยู่ด้วย แต่เชื่อไหมผมเข้าไป เราไม่เคยเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มากมายบรรจุอยู่ในห้อง บางภาพเราไม่เคยเห็นต้นฉบับ นี่เห็นต้นฉบับแล้ว ไม่ใช่ภาพเดียว เป็นหมื่นๆ ภาพ เป็นอาคาร 3 ชั้น บรรจุด้วยภาพเจ้านายทั้งตึก บนห้องแต่ละห้อง ที่ฝาบ้านแทบไม่มีที่ว่าง เป็นภาพที่เห็นตอนเด็กๆ ตามร้านกาแฟ ตามร้านขายของ เราเคยเห็นมา แต่มารวมอยู่ที่เดียว และภาพอีกมากมายที่เราไม่เคยเห็น มันตื้นตันใจ สิ่งที่เราเห็นก็อยากให้คุณเห็น อย่างคุณเคก็เหมือนกัน เขาไม่เคยเปิดให้ใครไปสัมภาษณ์เลย เขาก็เปิดให้เรา อย่างคุณโจ อยากได้ภาพไหนเลือกเอาเลย ให้เราเอาไปถ่ายสำเนาแล้วเอาไปให้คนบูชา

Q : ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ไม่คิดเลยครับ ผมถามก่อน อย่างแรก ก่อนที่จะทำงาน เราบอกว่าจุดประสงค์ของเรา เราขายจริง แต่การขายเราขายด้วยต้นทุนเพื่อที่จะจัดทำในห้องสมุดทั่วประเทศ เราคิดว่าโรงเรียนเหล่านั้นบางแห่งอยู่ในพื้นที่กันดาร เราไม่สามารถมาสนามหลวงได้หรอก สิ่งที่เราทำเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ภาพเหล่านี้ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ได้อยู่กับคนไทย ไม่มีแม้แต่หนึ่งคำเลยว่าจะคิดค่าลิขสิทธิ์ ต้องขอบคุณ 2 ท่านจริงๆ สิ่งที่ผมได้มาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคนทั่วโลก อย่างของคุณเค มีภาพในหลวง ร.9 อยู่ 3 แสนกว่าภาพ เขาเก็บมาตั้งแต่เขาเป็นนักเรียนอัสสัมชัญ เป็นเล่มๆ เป็นห้องๆ ขนาดผมไปหา ผมยังไม่มีปัญญาดูทั้งหมดเลยเพราะเราค่อนข้างมีเวลาจำกัด เขาไม่เคยใครเข้าไปดู ไม่เคยพิมพ์ออกมาขาย เรามีบุญได้รับเกียรติ ได้รับความไว้วางใจ มันจะดีที่สุด

Q : คุณไม่ได้ทำสมุดภาพ แต่คุณกำลังทำประวัติศาสตร์

ใช่ครับ เราถ่ายทอดในสิ่งที่เราเห็นในฐานะของสื่อสารมวลชน สมุดเล่มนี้ไม่ได้ใช้อ่าน แต่ผมมั่นใจทุกคนสามารถสืบอ่านข้อมูลจากสื่อต่างๆ ได้อย่างมากมายอยู่แล้ว แต่ภาพนี่ซิ มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ต้นฉบับที่ใหญ่มากที่สุดที่ไม่เคยมีใครพิมพ์ขนาดนี้ 

พอเราตั้งใจจะทำ เอาเข้าจริงๆ ไม่มีใครอยากฉีกหรอก สมุดเล่มนี้ไม่ต้องฉีก ผมเลยคิดวิธีการเข้าเล่ม นอกจากไซส์พิเศษแล้วขนาด A 2 ไม่พับ ไม่เข้าเล่ม ไม่มีการเย็บ ไม่มีการไสกาว ในทุกแผ่นสามารถเคลื่อนออกไปใส่กรอบบูชาได้ สามารถเป็นภาพประจำที่มีทุกบ้านได้ ทั้งหมดเราจัดดัมมี่ 96 ภาพ ทุกภาพจะไม่เย็บ พิมพ์บนกระดาษนิวเอจ 160 แกรมอย่างดี อยู่ไปได้เป็น 100 ปี ข้างหลังภาพเป็นลายเทพพนม เร่ิมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ตอนเป็นสมเด็จพระอนุชา ครองราชย์ บรมราชาภิเษก ทรงพระผนวช พระราชกรณียกิจ จนถึงภาพปลายรัชสมัยของพระองค์ 

Q : 96 ภาพ คุณตามหาสิ่งเหล่านี้นานแค่ไหน

ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. ผมตั้งหลักช้า มั่วแต่นั่งร้องไห้ คิดได้คนอื่นก็เดินไปก่อนแล้ว ผมเป็นคนหาแรงบันดาลใจยากกว่าชาวบ้าน ผมต้องการสมาธิ คราวนี้เลยคิดว่า วันๆ เราจะมีสารพัดสิ่งวิ่งมาหาเรา เราก็ต้องการหาห้องที่ทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะผมเรียกห้องที่เราคุยนี้ว่า 'ห้องแห่งแรงบันดาลใจ' ด้วยการนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่สะสม และที่ตีพิมพ์ในนิตยสารมาประทับไว้แบบนี้ ห้องนี้ทำให้เรามีสมาธิกับงานในทุกๆ ทางตัน ทุกปัญหาเราต้องการแรงบันดาลใจ 

แต่อย่างที่บอกวิธีการทำ และตามหาไม่ได้ง่าย เพราะภาพที่พวกเราร่วมสืบค้นได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา เป็นภาพต้นฉบับที่เล็กมาก ฟิล์ม-ขนาดอัดภาพมีข้อจำกัดมาก ยกเว้นคุณโชคดีที่ได้ฟิลม์กระจก เชื่อไหมว่า ภาพที่เรานำมาเป็นปก เป็นภาพที่มีลายพระหัตถ์ คุณเคมีฟิล์มกระจก ขนาด 5x7 อัดภาพออกมาเป็นเมตรก็ยังชัดเจนเลย ซึ่งหนึ่งฟิล์มกระจกที่คุณเคมีเขาประมูลกันเป็นล้านๆ แล้วคุณเคมีอยู่มากมาย 30 เพลท

คุณภาพของรูปชัดจะตกใจมาก จะมีซีรีส์ที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระองค์ท่านยังเป็นพระอนุชา ที่ถ่ายตรงระเบียงพระที่นั่งอัมพรสถาน หาดูยากมาก แถมถ่ายบนฟิล์มกระจก หรือภาพที่เราเห็นพระองค์ทรงถ่ายแบบนี้ มีสีแบบนี้ ในยุคนั้นไม่มีฟิล์มสี เขาจะมีช่างจีนที่จะระบายสีลงบนภาพขาวดำ ตามจินตนาการของตัวเอง เป็นการระบายสีลงภาพขาวดำ ช่างจีนมีฝีมือหน่อย ทำการบ้านเขาก็จะระบายสีออกมาเหมือนภาพจริงได้ถูกต้อง แต่ช่างบางคนไม่เคยเห็นก็ระบายสีผิดเพี้ยนไปบ้าง เราต้องทำการบ้านเยอะ บางภาพที่ระบายสีมา สายสะพายไม่ถูกต้อง เราก็ต้องหาที่ถูกต้องให้ได้  

Q : ต้องทำการบ้านหนักหนามาก

เพราะว่าเรากำลังทำสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ สิ่งที่เราทำต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด บางภาพที่เราเห็นกลับข้างก็มี การก๊อบปี้ไปมาบางทีมันรีเวิร์สกลับข้าง เราต้องทำให้ถูก บางทีเราก็ต้องปรับให้ใกล้เคียง ทั้งหมดมันไม่ได้คมชัดอย่างเดียว หรืออย่างต้นฉบับที่เราได้ใหญ่สุดมัน 4x6 เท่าโปสการ์ดเอง เราขยายตั้ง 17 นิ้ว มีเบลอไปบ้าง แต่งดงาม บางภาพที่หายากจริงๆ คุณภาพได้เท่านั้นเราก็ต้องพยายาม เช่น สมัยพระเยาว์ไม่มีภาพใหญ่ ส่วนมากเป็นก๊อบปี้มาหลายเจเนอเรชั่น เราก็ต้องหาทางออก ต้องคิดต่อ เราต้องนำภาพสมัยก่อน สมัยทรงพระเยาว์มาจัดวางเพื่อให้คมชัดทุกภาพ ต้องให้เห็นความสวยงาม ที่เห็น 1 หน้ามีภาพทรงพระเยาว์กว่า 50 ภาพ ยากมาก

Q : ภาพที่หายากและภูมิใจมากสุด

จริงๆ ก็ภูมิใจทั้งหมด ไม่มีภาพหนึ่งภาพใด อย่างทรงพระผนวช ก็มีภาพดีๆ ที่เราไม่เคยเห็นหลายภาพ หรือตอนที่พระองค์ทรงเป็นพระอนุชา มีภาพเสด็จฯ เยือนต่างประเทศงดงามมากหลายๆ ภาพ ในรถไฟฟ้าใต้ดิน เราไม่เคยเห็น พวกเราก็อยากให้คนได้เห็น เราเชื่อว่าคนที่ได้ไป หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย จะสร้างแรงบันดาลใจ ความสูญเสียเหล่านั้นมันจะกลายเป็นพลังบวกให้ได้ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้เห็น 70 ปี ครองราชย์ ขอให้ได้สัก 1-2 อย่าง มันก็ประสบความสำเร็จแล้ว นี่คือสิ่งที่เราต้องการ 

Q : มารู้สึกตัวอีกทีสมุดภาพประวัติศาสตร์เล่มนี้ก็ใหญ่และหนักถึง 5 กิโลกรัม

เพราะมันมาจากกระดาษล้วนๆ ที่จริงก่อนหน้าไม่มีคนทำเพราะมันยาก ผมหาโรงงาน 10 กว่าแห่ง ไปพูดให้เขาฟังซ้ำๆ กันว่าเราไม่อยากทำอะไรยากๆ แล้วมีความหมายต่อชีวิตเราบ้างเหรอ ผมบอกกับเขา โชคดีมีคนเห็นเจตนารมณ์แม้จะใช้เวลาก็ตาม

ภาพหน้าปกผมใช้การโหวตของกองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก แต่ที่เลือกเพราะคลาสสิกมากๆ ทุกๆ คนจำพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างดี เพราะภาพปลายรัชสมัยภาพที่คมชัดหาได้ยาก ภาพนี้คุณภาพภาพชัดมากและโบนัสที่ตามมาคือมีพระปรมาภิไธยของพระองค์อยู่ มันเป็นของมงคล ภาพนี้เขาประมูลหลายแสนเลยนะครับ

Q: ย้อนกลับไปวันที่ 13 ต.ค.คุณอยู่ที่ไหน

วันที่ 12 ผมไปศิริราชเพราะมีธุระ และวันนั้นมีข่าวลือมากมายโดยเฉพาะในโซเชียล ไม่จริงหรอก ผมบอกตัวเองแบบนั้น ข้อมูลข่าวสารเข้ามาทุกด้าน เราก็คิดว่าโซเชียลมันเป็นแบบนี้ ทุกคนเป็นรีพอร์ตเตอร์ไปหมด ได้อะไรไม่วิเคราะห์ รวมๆ วันที่ 12 ต.ค.เป็นวันที่ข่าวสารป่วนเมืองมาก วันที่ 13 ต.ค.เร่ิมมีสัญญาณไม่ดีแต่เช้า ก็พยายามหาข้อมูล ปลอบตัวเองว่าไม่จริงหรอก สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดวันนี้ บอกตัวเองตลอดเวลา กระทั่งเวลาที่เกิดขึ้นจริงเรานั่งประชุมกับเพื่อนอยู่ 2-3 คน (ร้องไห้) ว่าตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้วนะ หัวใจเราแตกสลาย เราเกิดมาเราก็เห็นในหลวงหลายๆ อย่างที่เราทำเราก็ได้พระบารมีของท่านมาใช้ทำงาน เราได้เห็นโครงการมากมายที่เราไปถ่าย ได้คุยกับชาวบ้าน เราได้อยู่ใต้พระบารมีของพระองค์ท่าน

จนมาถึงวันนี้แล้ว 'ในวันฟ้ามืด เราจะเอาแสงที่ไหนเดินทางต่อ' 

มันช็อกความรู้สึกของคนที่รักพระองค์ท่านจริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนเดียว มันก็ต้องทำใจยากอยู่ ผู้ใหญ่ที่เราได้ดูแล ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ไม่อยากบอกว่าเกิดอะไรขึ้นที่ศิริราช พอบอกไปแล้ว เขาร้องไห้หนักกว่าผมอีก (ร้องไห้) หลายๆ คนในวันนั้น รู้สึกเดียวกัน มันเหมือนแสงไฟแห่งชีวิตดับพรึบ เราจะทำอย่างไร จะเดินต่อ ต้องใช้สติมาก ต้องพยายามคิดบวกให้ได้ ตอนนี้พระองค์ทรงจากเราไปแล้ว พระองค์ท่านทรงมอบอะไรแล้วเราจะไปต่อ สิ่งที่เราอยากปรับปรุงตัวเองได้บ้าง จากพระราชดำรัส นับเป็นพันๆ หมื่นๆ แต่ละบรรทัด เราเป็น บก. (บรรณาธิการ) อ่านงานมากมาย ไม่มีอะไรที่หลุดไปจากสายตาเราไป เราก็นำสิ่งเหล่านี้มาใช้กับชีวิตตัวเอง นับตั้งแต่ที่เหลือในชีวิต เราต้องเอามาทำได้ดีที่สุด

เราเป็นประชาชนเล็กๆ เราก็สามารถเอามาถวายเป็นพระราชกุศลได้ อย่างหนังสือที่เราทำ มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่คุณพิมพ์ขึ้นมา แต่เราทำจริงๆ ทำด้วยความรู้สึกว่า นี่คือจิตวิญญาณทั้งหมดที่เรามีมาทั้งหมด เราทำในสิ่งที่เราทำได้ เราไม่ได้เสียชาติเกิดจริงๆ 

Q : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในคนไทยรัชกาลที่ 9 สำหรับคุณ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนไทยรัชกาลที่ 9 คือหัวใจ เราเกิดมา ไม่มีใครสอนให้รักท่าน เราเกิดมาก็เห็น เราเกิดมาก็อยู่ใต้พระบารมีของพระองค์ท่าน ทุกสิ่งที่เราทำ อาชีพที่เราทำ อยู่ในทุกช่วงวิกฤติของชีวิตเรา ช่วงชีวิตของคนไทย ใครเล่าเป็นคนที่ยื่นพระหัตถ์มาช่วย เราคิดว่าท่านทรงเป็นหัวใจของคนไทยทุกๆ คน จะอยู่ที่ไหนแห่งใดในโลก ในหลวงคือศูนย์รวมดวงใจคนไทยทุกคนเข้าด้วยกัน หัวใจของเราแตกสลายไปแล้ว จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ตอบตัวเองอย่างนี้หลายหน เราต้องมีชีวิตอยู่ ในเมื่อหัวใจเราเต้นอยู่ เราต้องสืบสานสิ่งที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้กับคนไทย

ผมเชื่อว่าทุกคน อาชีพทุกอาชีพมันต้องเดินต่อ ทำในสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุด เราไม่ต้องคิดเกินตัว สิ่งหนึ่งที่ท่านพระราชทานคือความพอเพียง เราเข้าใจคำนี้แค่ไหน มันไม่ได้หมายถึงปริมาณอย่างเดียว เราต้องตีความคำนี้ไว้สร้างสรรค์มากมาย ยังไงเราก็ต้องทำ เราบอกตัวเองทุกวัน ชีวิตที่เหลืออยู่เราต้องทำในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเคยทำต่อไป

Q : สุดท้ายอยากจะบอกอะไรกับคนที่เศร้า

ผมจะบอกกับเขายังไง เรารู้ว่า ทุกคนจมอยู่ในทะเลน้ำตาได้ไม่นาน ประเทศชาติต้องเดินต่อ มีชีวิตต่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้ เราต้องเอาเหตุการณ์ทั้งหมดมาประมวล เรียบเรียงโดยใช้สติให้ได้ ว่าเราต้องทำอย่างไรต่อ แต่เราต้องมีชีวิตอยู่ หากเราเสียใจ นั่งเสียใจ ไม่ตั้งสติทำอะไรต่อ ความเสียใจของเราก็จะเป็นภาระให้กับสังคมและอีกหลายคน เราอยากจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราต้องตั้งสติให้ได้ คิดว่าจะทำอะไรต่อ ความเศร้าโศกก็จะหายไปวันละนิด เราต้องดูสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ท่านทรงทำแบบมนุษย์ปกติที่สุด ท่านไม่ได้ทรงทำด้วยปาฏิหาริย์อะไรเลย ท่านทรงทำแบบที่มนุษย์ทุกคนทำจริงๆ กี่โครงการที่ท่านทรงทำ เอาง่ายๆ ไปดูอ่างขาง 50 ปีที่แล้วยังหัวโล้นอยู่เลย ตอนนี้เป็นอย่างไร ผมมีภาพที่ในหลวงทรงปลูกต้นท้อ 54 ปีให้หลัง ต้นท้อเล็กๆ มันเป็นต้นที่มหัศจรรย์ไปแล้ว เก็บลูกท้อได้ทุกๆ ปี อันนี้ไม่ต้องอาศัยความมหัศจรรย์เลย เราแค่เอาต้นไม้ลงไปในดิน แล้วมันก็มีรากแตกใบออกดอกออกผล ในหลวงท่านทรงพยายามบอกทุกคนว่าต้องใช้ชีวิตให้เป็น

ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เราจะมีพระองค์ประทับในดวงใจตราบนานเท่านาน เราคิดถึงเรื่องบวก เราก็ทำแต่เรื่องบวก ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องลบเราก็จะทำแต่เรื่องลบ มัวแต่เศร้าโศกเสียใจเราก็กลายเป็นภาระของคนอื่นๆ 

ติดตาม 3 เรื่องเล่า ที่สุดชีวิตที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ของศักดิ์ชัย กาย เร็วๆ นี้ ที่นี่ที่เดียว.

เรื่อง : raydo_trnews