ข่าว
100 year

ฟังแล้วคิดถึง 12 บทเพลงพระราชนิพนธ์กับพระอัจฉริยภาพทางดนตรี (ชมคลิป)

ไทยรัฐออนไลน์21 ต.ค. 2559 06:01 น.
SHARE

อีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญของพสกนิกรชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ "พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ถ่ายทอดผ่าน "บทเพลงพระราชนิพนธ์" บทเพลงทรงคุณค่าที่ไม่ใช่เพียงแค่บทเพลงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่บทเพลงเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงความไพเราะงดงามของเสียงดนตรีในรูปแบบของจังหวะเพลงต่างๆ ที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้พระราชนิพนธ์ทำนองเพลงด้วยพระองค์เองเป็นจำนวนทั้งหมด 48 เพลง ประกอบกับเนื้อหาของบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งเปรียบเปรยความรักได้อย่างลึกซึ้ง ใช้คำพรรณนาเกี่ยวกับธรรมชาติงดงามลงตัว แฝงแง่คิดในการใช้ชีวิต สะท้อนถึงสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆ หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในเวลานั้น ตลอดจนยังมีเพลงพระราชนิพนธ์ที่เป็นเพลงประจำหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญในเมืองไทย

นอกจากนี้ เพลงพระราชนิพนธ์บางเพลงยังถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวงศ์ อีกทั้งบางเพลงเป็นเพลงสำหรับอวยพรอีกด้วย "บันเทิงไทยรัฐออนไลน์" จึงได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์บางส่วนที่เป็นเพลงยอดนิยมของคนไทย พร้อมด้วยเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเพลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าวมาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีที่มีต่อปวงชนชาวไทยด้วย

เพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” (Candlelight Blues)

เพลง “แสงเทียน” ถือเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่อยู่ในดวงใจคนไทยอันดับต้นๆ ซึ่งเพลงดังกล่าวเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 1 ที่พระราชนิพนธ์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2489 เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย แต่เนื่องจากมีพระราชประสงค์ที่จะทรงแก้ไขทำนองและคอร์ดบางตอน จึงยังไม่โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้นำออกมาบรรเลงในเวลานั้น (ทำให้เพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” นำออกบรรเลงช้ากว่าเพลงที่ 2 และ 3 คือเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” และ “สายฝน”)

ต่อมาได้พระราชทานให้นำเพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” ออกบรรเลงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยมีนายเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ขับร้อง และใน พ.ศ. 2496 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางสาวสดใส วานิชวัฒนา (รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล) ประพันธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเพลงดังกล่าวเป็นเพลงบลูส์ มีทำนองค่อนข้างเศร้า ซึ่งเนื้อหาเพลงภาคภาษาไทยกล่าวถึงปรัชญาชีวิตว่าคนเราเกิดแก่เจ็บตายเพื่อชดใช้กรรม และเตือนสติให้ทำบุญทำทานเพื่อผจญชีวิตใหม่ในโลกหน้า ส่วนคำร้องภาษาอังกฤษไม่ได้แปลจากคำร้องภาษาไทย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ที่สูญเสียคนรัก แต่ยังมีความคิดถึงคนรัก คร่ำครวญถึงวันเก่าๆ และรอวันที่จะหวนกลับมา

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @cokefreshfx

เพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” (Love at Sundown)

เพลง “ยามเย็น” อีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่อยู่ในดวงใจคนไทย นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2 ที่พระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.2489 เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย และท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นจึงพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าวให้นายเอื้อ สุนทรสนาน นำออกบรรเลงครั้งแรกในงานสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2489

เพลง “ยามเย็น” จึงเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่นำออกมาบรรเลงสู่ประชาชน ซึ่งทำนองเพลงดังกล่าวเป็นเพลงจังหวะฟ็อกซ์ทร็อตที่มีทำนองร่าเริงแจ่มใส เหมาะสำหรับการเต้นรำในสมัยนั้น จึงเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยในทันที ส่วนเนื้อหาเพลงพูดถึงความรักที่ต้องพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักดังท้องฟ้าไร้พระอาทิตย์ และหวังว่าความรักจะกลับคืนมาดังแสงทองของวันใหม่

สำหรับเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสกับคณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุนโครงการพัฒนาตามพระราชประสงค์ ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2524 ความว่า “เพลงยามเย็น เพลงที่สองนั้นนะ เป็นเพลงพี่ของเพลง “สายฝน” แก่เดือนไป 1 เดือน เขาเกิดเดือนเมษายน (พ.ศ.2489)” นอกจากนี้พระองค์ยังตรัสว่าแม้เพลง “ยามเย็น” เป็นที่รู้จัก แต่ไม่โด่งดังเหมือนเพลง “สายฝน” ด้วย

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @cokefreshfx

เพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” (Falling Rain)

ถือเป็นเพลงที่ไพเราะติดหูคนไทยอีกเพลงสำหรับเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 โดยพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.2489 ขณะทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งร่วมกับท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา เพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” เป็นเพลงจังหวะวอลซ์ มีลีลานุ่มนวลอ่อนหวาน และนำออกบรรเลงครั้งแรกในงานรื่นเริงของสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2489 และกลายเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยอีกเพลงหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” นั้น วงดนตรี N.Q. Tonkunstler Orchestra ได้อัญเชิญไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ต ฮอลล์ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2507 และสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรีย ได้ส่งกระจายเสียงเพลงนี้พร้อมเสนอข่าวไปทั่วประเทศอีกด้วย

และเมื่อวันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสกับคณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยถึงที่มาในการพระราชนิพนธ์เพลงนี้ ความว่า “คืนวันนั้นที่แต่งเพลงเพราะว่าเข้านอนแล้วฟังวิทยุ มันเกิดครึ้มใจ ก็ปิดวิทยุแล้วเอาเศษกระดาษมาขีดๆ เขียนๆ แล้วก็จดไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นก็ไปเคาะที่เปียโน ซึ่งมีเปียโนหลังหนึ่งที่โปเก เสียงก๊องๆ แก๊งๆ ไม่ได้เรื่อง แต่ก็เคาะไป แล้วก็เรียบเรียงไปสัก 2 ชั่วโมง ส่งไปให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ บอกว่าได้เพลงแล้ว ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ ก็ส่งไปให้ครูเอื้อเรียบเรียง วันรุ่งขึ้นออกสวนอัมพรแล้ว ความลับของเพลง “สายฝน” นั้น มีอยู่อย่างหนึ่ง คือ เขียนไป 4 ช่วง เสร็จแล้วเอาช่วงที่ 3 มาแลกกับช่วงที่ 2 กลับทำให้เพลงนี้มีลีลาต่างกันไป ก็รู้สึกว่าดี ทีแรกก็เป็น 1, 2, 3, 4 มาตอนนี้ก็เลยกลายเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้”

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @cokefreshfx

เพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” (Near Down)

อีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีทำนองติดหูคนไทยที่รักการฟังเพลงคือเพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 4 ที่พระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2489 ซึ่งในเวลานั้นพระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องภาษาไทย โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงช่วย ส่วนคำร้องภาษาอังกฤษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์ขึ้น และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงช่วยแก้ไข จากนั้นจึงพระราชทานให้วงดนตรีสุนทราภรณ์นำออกบรรเลงครั้งแรกทางสถานีวิทยุกระจายเสียง กรมโฆษณาการ หรือกรมประชาสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2489 ซึ่ง ศ.ดร.ประเสริฐ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการประพันธ์เพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” ว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเสียงไก่ขันที่ได้ยินจากข้างบ้าน โดยใช้เวลาแต่งเพียง 1 ชั่วโมง และเพลงดังกล่าวมีเสียงไมเนอร์ครึ่งเสียง คือเสียง “แต่” ในวรรคที่มีคำร้องว่า “ได้ยินเสียงแว่วดังแผ่วมาแต่ไกลไกล” ซึ่งคนไทยยังไม่เคยชิน แต่ในที่สุดก็ยอมรับและเป็นที่นิยมในโอกาสต่อมา นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำลูกล้อลูกรับของดนตรีไทยมาใส่ไว้ในทำนองด้วย

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @Manop Phocharoen

เพลงพระราชนิพนธ์ “ชะตาชีวิต” (H.M. Blues)

สำหรับเพลง “ชะตาชีวิต” ที่คนไทยทั้งหลายฟังจนคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้น เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 5 ที่พระราชนิพนธ์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ และเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกวาระหนึ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ ต่อมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 20 พรรษา ในปี พ.ศ.2490 ข้าราชการ นักเรียน และคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองติดต่อกันหลายวัน และในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2490 ได้มีการตั้งวงเล่นดนตรีที่พระตำหนักวิลลาวัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดนตรีด้วย ในงานมีการขายลอตเตอรี่เพื่อช่วยเหลือคนจน และมีการทายชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่ H.M.Blues ว่า H.M. แปลว่าอะไร โดยผู้ที่ทายจะต้องซื้อกระดาษสำหรับเขียนคำทายใบละครึ่งฟรังก์ วงดนตรีบรรเลงเพลงให้ผู้ร่วมงานเต้นรำโดยไม่หยุดพัก

และระหว่างงานเลี้ยงอาหารว่างตอนดึก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร้องเพลงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ H.M. Blues ซึ่งเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมีใจความทำนองว่า "คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เล่นดนตรี ต่างก็อิ่มหนำสำราญกัน แต่พวกเราที่กำลังเล่นดนตรีต่างก็หิวโหย และไม่มีแรงจะเล่นต่อไปอีกแล้ว" และในงานดังกล่าวไม่มีผู้ใดทายชื่อถูกเลยสักคนเดียว ส่วนคำร้องภาษาไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นผู้ประพันธ์ แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นพระองค์ไม่ได้พระราชทานคำร้องภาษาอังกฤษ เพราะต้นฉบับเพลงดังกล่าวอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ศ.ดร.ประเสริฐ จึงใส่คำร้องภาษาไทยที่มีความหมายออกมาคนละแบบ โดยเนื้อหาเพลง “ชะตาชีวิต” ที่ ศ.ดร.ประเสริฐ ประพันธ์ไว้นั้น กล่าวถึงชีวิตที่ไร้ญาติขาดมิตร ไร้ที่พัก ไร้คู่ครอง เหมือนคนมีบาปกรรมติดตัว แต่ก็ยังหวังว่าสักวันชะตาชีวิตของตนคงจะดีขึ้น

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “ชะตาชีวิต” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @Thana Chairatanasil

เพลงพระราชนิพนธ์ “อาทิตย์อับแสง” (Blue Day)

เพลงพระราชนิพนธ์ “อาทิตย์อับแสง” เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 พระราชนิพนธ์เมื่อวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ขณะประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ซึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจสำหรับเพลงนี้คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนี้ ในช่วงเวลาที่ทรงเริ่มรู้จักชอบพอกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อยังทรงเป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร

จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขณะยังทรงเป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ทรงขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ Blue Day พร้อมด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ Dream of Love Dream of You (เพลงพระราชนิพนธ์ “เทวาพาคู่ฝัน”) หลังพระกระยาหารค่ำในงานเลี้ยง ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระธำมรงค์หมั้น ในวันนั้น

นอกจากนี้ ในบันทึกส่วนพระองค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้แสดงถึงพระเจตนารมณ์ที่นิพนธ์เนื้อร้องเพลง “อาทิตย์อับแสง” และ “เทวาพาคู่ฝัน” ว่า ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มรู้จักชอบพอกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่างประทับห่างไกลกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับ ณ เมืองโลซานน์ เมื่อต้องทรงจากกันก็เปรียบเหมือนอาทิตย์อับแสง และในพระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์ก็คงทรงหวังให้เทวาพาคู่ฝันมาให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จึงนิพนธ์เนื้อร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษของเพลงทั้งสองเพลงนี้ถวาย ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน โดยกล่าวถึงความรักเปรียบเทียบกับธรรมชาติ ยามที่ได้อยู่เคียงคู่กัน ท้องฟ้าดูสดใส ยามไกลกันดังอาทิตย์อับแสง แต่ก็แฝงความหวังไว้ว่าเมื่ออาทิตย์กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง ความรักก็กลับคืนมาอยู่เคียงคู่อีกครั้งเช่นกัน

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “อาทิตย์อับแสง” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @cokefreshfx

เพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่”

เรียกว่าเป็นเพลงยอดนิยมในช่วงปีใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกันเป็นประจำทุกปีสำหรับเพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ที่พระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โดยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทยด้วยบทเพลง จึงพระราชนิพนธ์เพลงดังกล่าว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอวยพรปีใหม่ จากนั้นจึงได้พระราชทานเพลงแก่วงดนตรี 2 วง คือวงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ.2495 ในเวลานั้น

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @Nam Nantiya

เพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” (Alexandra)

สำหรับเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34 ซึ่งเป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ขึ้นในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนท์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยในการเสด็จเยือนครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปรับด้วยพระองค์เองที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง และในระหว่างที่รอเครื่องบินลงจอดราว 10 นาที พระองค์ก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยที่จะแต่งเพลงต้อนรับเจ้าหญิงในการมาเยือนครั้งนี้ โดยทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง Alexandra ภายในเวลาไม่กี่นาที จากนั้นก็ทรงส่งโน้ตนั้นให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษให้กับทำนองเพลงนั้นทันที ตามทำนองที่พระราชนิพนธ์ไว้ 16 ห้องเพลง

โดยนำออกบรรเลงครั้งแรก ณ ศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ซึ่งพลเรือตรี ม.ล.อัศนี ปราโมช เผยถึงที่มาของเพลงดังกล่าวว่า “วันพระราชทานเลี้ยงเจ้าหญิงอเล็กซานดรา ที่ศาลาผกาภิรมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาก่อนเจ้าหญิงเสด็จนิดหนึ่ง ทรงมีทำนองเพลงมายื่นให้คุณพ่อผม (ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช) คุณเสนีย์ท่านก็เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากเสวยแล้วทรงดนตรีก็ได้เล่น คุณแมนรัตน์ร้อง ตรงกลางท่านมาเสริมทีหลัง ตรงกลางที่ว่า “เรามีป่าไม้” เดิมยังไม่มี วันหลังจึงได้ทรงต่อ เพราะขาดตรงกลาง”

ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริว่า ท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะ และน่าจะใส่คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาเห็นว่า เพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra นี้มีเพียง 16 ห้องเพลง จึงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมโดยมีท่อนกลาง และท่อนท้าย จนครบ 32 ห้องเพลง

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @orcidsII's channel

เพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”

เพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ถือเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่อยู่ในดวงใจคนไทยทุกคนเสมอมา โดยเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 พระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2514 ซึ่งเมื่อ พ.ศ.2512 ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ได้รับพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เขียนบทกลอนแสดงความนิยมส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจทำงานเพื่ออุดมคติเพื่อประเทศชาติ ออกมาเป็นกลอน 5 บท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็กๆ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใส่ทำนองเพลงในคำกลอน "ความฝันอันสูงสุด" ใน พ.ศ.2514 นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับแรกที่ได้ทรงจากคำร้อง

ซึ่งท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เล่าถึงที่มาของเนื้อเพลงไว้ในหนังสือ “ภิรมย์รัตน์” เมื่อครั้งที่ตามเสด็จไปอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เมื่อปี พ.ศ.2512 ความว่า

"ข้าพเจ้าค่อยๆ คิดหาคำ กลั่นกรองให้ตรงกับความหมายเท่าที่จะสามารถ แล้วทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร ทรงพระกรุณาติชม จนผลสุดท้ายออกมาเป็นกลอน 5 บท ความบันดาลใจในเรื่องนี้มีที่มาจากการสังเกตของข้าพเจ้าได้รู้เห็นพระราชอัธยาศัย พระราชจริยวัตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประพฤติปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่เสื่อมคลาย"

นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบทกลอนในเพลง “ความฝันอันสูงสุด” น่าจะถอดความมาจากเพลง The Impossible Dream ซึ่งเป็นเพลงจากละครบรอดเวย์เรื่อง “Man of La Mancha” (สู่ฝันอันยิ่งใหญ่) ที่จัดการแสดงระหว่างปี พ.ศ. 2508-2514 โดยเดล วาสเซอร์แมน (Dale Wasserman) เป็นผู้เขียนบทละคร ประพันธ์ทำนองโดย มิทช์ ลีห์ (Mitch Leigh) และประพันธ์คำร้องโดย โจ เดเรียน (Joe Darion) ซึ่งเป็นเรื่องราวการผจญภัยของดอน กิโฮเต้ (Don Quixote) อัศวินแห่งลามันช่า เพราะคำกลอนในเพลงพระราชนิพนธ์นั้นแทบจะเป็นการแปลแบบประโยคต่อประโยคจากเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ The Impossible Dream และมีการเปรียบเทียบทั้งสองเพลงแบบประโยคต่อประโยคอีกด้วย

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ได้ที่นี่

จาก ยูทูบ @Kittipong misterTrin

เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้”

เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” เป็นอีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีความหมายลึกซึ้งและปลุกใจคนไทยทุกคนให้รักชาติ ซึ่งตามประวัติของเพลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้ระบุไว้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 44 และเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2 ที่ทรงจากคำร้อง โดยพระราชนิพนธ์ทำนองใส่คำร้องที่นายสมภพ จันทรประภา ประพันธ์เป็นกลอนสุภาพ 4 บท ในปี พ.ศ.2516 ซึ่งคำร้องนี้นายสมภพได้ขอพระราชทานพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ประกอบด้วยข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และประชาชน ซึ่งได้จัดแข่งฟุตบอล เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล และเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มาเขียนเป็นคำกลอนถวาย เมื่อทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัยที่จะพระราชนิพนธ์เพลง "เราสู้" ก็ทรงหยิบซองจดหมายใกล้พระหัตถ์มาตีบรรทัด 5 เส้น เพื่อพระราชนิพนธ์ทำนอง เมื่อแล้วเสร็จก็พระราชทานให้วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ในงานวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม พ.ศ. 2517 นำออกบรรเลง ณ พระราชวังบางปะอิน จากนั้นได้ทรงนำกลับไปแก้ไขก่อนจะพระราชทานออกมาให้วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ บรรเลง และทรงแก้ไขอีกจนพอพระราชหฤทัย

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าจริงๆ เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” น่าจะถูกเผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ.2519 โดยมีหลักฐานคือการตีพิมพ์สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการ์ด ส.ค.ส. ปี 2519 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง และเนื้อหาในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการ์ด ส.ค.ส.ดังกล่าว คือบทกลอน “เราสู้” โดยมีคำแปลภาษาอังกฤษพิมพ์สลับกับกลอนภาษาไทยบทต่อบท ซึ่งคำแปลดังกล่าวน่าจะเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการที่ทรงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” เป็นภาษาอังกฤษและพระราชทานการ์ดนี้ในพระนามพระองค์เอง เท่ากับทรงยืนยันว่าเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” เป็นพระราชดำริของพระองค์โดยสมบูรณ์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวจาก นสพ.ดาวสยาม ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519 เผยถึงที่มาของเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่จะประทับอยู่เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรไทยตลอดไป ไม่ว่าจะมี “ภัยแดง” จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดขู่เข็ญจะทำลายล้างพระราชวงศ์จักรีให้สูญสิ้นไปในอนาคต ก็ไม่ทรงยำเกรง และทรงระบายความในพระราชหฤทัยเป็นพระราชนิพนธ์เพลง “เราสู้” และสันติ ลุนเผ่ นักร้องเพลงปลุกใจขวัญใจประชาชน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมอบหมายให้ร้องอัดแผ่นเสียงออกเผยแพร่ทั่วประเทศในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ได้ที่นี่

จาก ยูทูบ @Darathong

เพลงพระราชนิพนธ์ “มหาจุฬาลงกรณ์”

เพลง “มหาจุฬาลงกรณ์” เป็นอีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ยอดนิยมที่คนไทยหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบรรดานิสิตรั้วจามจุรีทั้งหลาย ซึ่งเพลงดังกล่าวเป็นเพลงพระราชนิพนธ์อันดับที่ 11 ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 และเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่ใช้ Pentatonic Scale 5 เสียง แทนสเกลแบบ 12 เสียง (Chromatic Scale) หมายถึงว่าในบทเพลงดังกล่าวประกอบไปด้วยโน้ตเพียง 5 เสียงเท่านั้น

ซึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าวมีที่มาจากการที่ศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้ขอพระราชทานเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานทำนองเพลงพระราชนิพนธ์นี้ให้ไปใส่คำร้องเอง ท่านผู้หญิง สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา และนายสุพร ผลชีวิน จึงได้ประพันธ์คำร้องถวาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล นำทำนองเพลง "มหาจุฬาลงกรณ์" ซึ่งเป็นเพลงที่มีทำนองเพลงในแนวสากลมาปรับปรุงให้มีทำนองเพลงในแนวไทยเดิมเพื่อใช้สำหรับเป็นเพลงโหมโรงก่อนการบรรเลงดนตรีไทย นายเทวาประสิทธิ์ รับพระราชทานลงมาทำและบรรเลงถวายด้วยวงปี่พาทย์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้วจึงพระราชทานเพลงนี้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากเพลงไทยสากล ต่อมาเมื่อนายเทวาประสิทธิ์ไปสอนดนตรีไทยให้แก่ชมรมดนตรีของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้นำ "เพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์" มาสอนนิสิตชมรมดนตรีไทย และใช้เป็นเพลงโหมโรงในการบรรเลงดนตรีไทยของชมรมฯ ตลอดมา

อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสถึงการแต่งเพลงประจำสถาบันไว้ว่า "เรื่องเพลงที่แต่งขึ้นใหม่นั้นต้องขอชี้แจงสักนิด ฟังแล้วอาจจะตกใจ เพราะว่าเพลงที่ประจำในมหาวิทยาลัยเมืองไทย เดี๋ยวนี้ก็มีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วก็ของธรรมศาสตร์ที่ได้ให้ทั้งสองเพลงนั้น กับเพลงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี้ ต้องบอกว่ายาวเท่ากัน ไม่ต้องอิจฉาว่าของเขายาวกว่าหรือสั้นกว่า ยาวเท่ากัน แล้วก็การสร้างแบบนั้นก็สร้างในแบบเดียวกัน ไม่ต้องอิจฉาอะไร แล้วก็ถ้าชอบก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะแก้ไข อย่างไรก็ตาม ก็มีอย่างหนึ่ง คือ เพลงของจุฬาฯ เขาก็บอกว่าเพลงของเขาเพราะที่สุด ถ้าไปถามชาวธรรมศาสตร์ว่าเพลงไหนเพราะที่สุด เขาก็บอกว่าเพลงธรรมศาสตร์ แล้วถ้าถามพวกเกษตรฯ น่ากลัวบอกว่าเพลงเกษตรฯ เพราะกว่า ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรนะ แต่ว่าเพลงของจุฬาฯ เขาโอ้อวดว่าสง่าผ่าเผยมาก แล้วก็เพราะมาก ถ้าพูดถึงว่าเพลงธรรมศาสตร์เขาก็บอกว่าองอาจดี เดินก็ได้ จุฬาฯ เขาก็ตอบว่าของเขาก็เดินได้เหมือนกัน เป็นเพลงสำหรับนำแถวได้"

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “มหาจุฬาลงกรณ์” ได้ที่นี่

จาก ยูทูบ @36104CU

เพลงพระราชนิพนธ์ “ยูงทอง”

เป็นอีกหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ที่คนไทยรวมถึงนักศึกษารั้วแม่โดมคุ้นเคยเป็นอย่างดีสำหรับเพลง “ยูงทอง” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 36 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพลงดังกล่าวให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 โดยก่อนที่จะมีเพลงพระราชนิพนธ์เพลงดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว ซึ่งประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธุ์) เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในปี พ.ศ. 2477 เรื่อยมา

จนกระทั่งมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะเสด็จฯ มาทรงดนตรี ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร ภายในพระราชวังดุสิต ในวันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2504 พระองค์รับสั่งว่าจะพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัยพระราชทานให้แก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ และเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 พระองค์เสด็จฯ มาทรงดนตรี ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงบรรเลงทำนองเพลงที่จะพระราชทานให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยด้วย โดยมีนายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง และยกร่างโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช

สำหรับชื่อ “ยูงทอง” นั้น เป็นชื่อที่ชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรียกต้นหางนกยูงฝรั่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกไว้ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จำนวน 5 ต้น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 เวลา 14.30 น. และพระราชทานให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะต้นหางนกยูงฝรั่งนั้นออกดอกสีเหลืองและแดงในช่วงหน้าร้อน มีสีสอดคล้องกับสีประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือสีเหลือง-แดง นั่นเอง.

ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ “ยูงทอง” ได้ที่นี่

จากยูทูบ @kandamanee

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ในหลวงสวรรคตพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตรัชกาลที่ 9 สวรรคตสิ้นรัชกาลที่ 9พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศประวัติในหลวงรูปในหลวงภาพในหลวงพระราชดำรัสพระราชกรณียกิจในหลวงพ่อหลวงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพลงพระราชนิพนธ์พระอัจฉริยภาพพระอัจฉริยภาพของในหลวงพระอัจฉริยภาพทางดนตรีเกร็ดความรู้เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียนยามเย็นสายฝนใกล้รุ่งชะตาชีวิตอาทิตย์อับแสงพรปีใหม่แผ่นดินของเราความฝันอันสูงสุดเราสู้มหาจุฬาลงกรณ์ยูงทองข่าวข่าวบันเทิงบันเทิงไทยรัฐออนไลน์บันเทิงไทยรัฐออนไลน์

คุณอาจสนใจข่าวนี้