วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลึกสุดใจ! 10 เบื้องหลังน้ำตา 'วีระศักดิ์ ขอบเขต' ผู้ประกาศข่าวเศร้าประเทศ

ลึกสุดใจ! 10 เบื้องหลังน้ำตา 'วีระศักดิ์ ขอบเขต' ผู้ประกาศข่าวเศร้าประเทศ

  • Share:

"เวลานั้นเมื่อผมอ่านประกาศเสร็จ ผมก็ฟุบไปเลย มันยากมาก มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ในการต้องประกาศเรื่องนี้..."

"ตอนนั้นผมน้ำตาจะไหล ผมพยายามเบิ่งตาให้กว้าง และหยุด ก่อนจะกลืนน้ำลาย เพื่อให้มันผ่านไปให้ได้..."

2 ประโยคเจ็บหัวใจ ก่อนที่ "ไทยรัฐออนไลน์" จะพาไปรู้จักบุคคลสำคัญแห่งข้ามคืน "วีระศักดิ์ ขอบเขต" ผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที ผู้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่ อ่านประกาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต สัมภาษณ์กันไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและร้องไห้สลับกันไป จนได้บทสรุปมาเป็น 10 เรื่องจากหัวใจลึกๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง กลั้นน้ำตาร้องไห้ขณะออกอากาศ

1. ไม่รู้ล่วงหน้า
ไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้าเลย ว่าจะต้องมารับหน้าที่นี้ พอดีผมกำลังจะเข้าไปอ่านข่าวตามหน้าที่ผู้ประกาศตามปกติในช่วง 22.00 น. ที่สตูดิโอของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) แล้วบังเอิญผมเสร็จภารกิจจากที่อื่นเร็ว จึงเดินทางเข้าไปก่อนเวลา

2. ผมจะไหวเหรอ?? ผมนิ่ง น้ำตาไหล
ตอนนั้นเวลาประมาณ 18.00 น.ได้ หัวหน้าเดินมาบอกผมว่า เดี๋ยวต้องทำหน้าที่อ่านประกาศสำนักพระราชวังนะ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า พี่ครับ ป๋องเหรอ? จะไหวเหรอ? แค่ได้ข่าวผมก็ร้องไห้แล้วนะ ผมก็กลัว หัวหน้าเลยบอกว่า ผมเหมาะสม เป็นผู้ชาย และอ่านข่าวพระราชสำนักอยู่แล้ว ทั้งวัยวุฒิ วุฒิภาวะ และอะไรหลายๆ อย่าง น่าจะคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าน้องๆ พอได้ฟังแบบนั้น ผมก็นิ่ง เพราะน้ำตามันไหลไปแล้ว

3. ร้องไห้กลางอากาศ
งานนี้เป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิต มันใหญ่เกิน ผมรู้สึกว่า แค่ผมได้ยินข่าวผมก็ร้องไห้แล้ว และถ้าต้องทำหน้าที่ประกาศ ให้คนทั้งประเทศเสียใจ กับข่าวที่คนทั้งประเทศไม่อยากได้ยิน แต่เราต้องทำตรงนั้นเหรอ ผมบอกกับหัวหน้าว่า ผมจะไหวมั้ย แล้วผมต้องทำตรงนั้นเหรอ ผมกลัวผมไม่ไหว กลัวผมจะร้องไห้กลางออกอากาศ หัวหน้าบอกว่า ป๋องช่วยหน่อย ไม่มีใครเหมาะสมแล้ว

4. ถวายงานครั้งสุดท้าย
ขณะที่รอประกาศอย่างเป็นทางการออกมา ผมก็นั่งทำสมาธิ นั่งนิ่งอยู่นาน พักใหญ่ แม้ว่าเราจะทำใจมาตลอดเวลา แต่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นความจริง น้ำตาผมไหลตลอดเวลา ผมคิดอยู่อย่างเดียว ผมจะทำหน้าที่ ผมจึงขอพรพระองค์ท่าน ผมบอกว่า ท่านครับผมจะขอทำงานถวายท่านเป็นครั้งสุดท้าย ขอสมาธิ ขอสติ ขอการรวบรวมกำลังใจในการทำงาน ขอให้หน้าจอออกไปอย่างดีที่สุด ทั้งที่ใจยังสั่นในเวลานั้น (ร้องไห้อย่างต่อเนื่องเมื่อสัมภาษณ์มาถึงจุดนี้)

5. อ่านประกาศจบ ล้มฟุบ
ผมมีสมาธิ ทำหน้าที่ในหน้าจอ ทุกอย่างออกมาโอเค แต่ว่าเบื้องหลังแย่มาก ซึ่งก็ยังดีตรงที่ว่า พอประกาศเสร็จสิ้นแล้วมีการตัดเข้าสารคดีต่อเลย เวลานั้นเมื่อผมอ่านประกาศเสร็จ ผมก็ฟุบไปเลย มันยากมาก มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ในการต้องทำหน้าที่ประกาศเรื่องนี้ แต่ผมตั้งใจว่า ผมจะทำหน้าที่ถวายงานอย่างดีที่สุด

6. สื่อสารในสิ่งที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน
แค่คิดก็เกินจะรับแล้ว ผมไม่อยากรับหน้าที่แบบนี้ ก่อนที่ผมจะสื่อสารออกไป ตัวผมเองก็แย่ ข่าวสารแบบนี้ เราก็ไม่อยากรับ แต่พอผมต้องทำหน้าที่สื่อสารในข่าวที่ทุกคนไม่อยากได้ยินให้คนทั้งประเทศได้ยิน ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย!!

การสัมภาษณ์ของไทยรัฐออนไลน์ จำเป็นต้องพักหยุด เนื่องจากน้ำตาเและเสียงสะอื้น ทำให้การพูดคุยต้องหยุดลงชั่วขณะ เหตุการณ์สุดเศร้าครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ยิ่งนัก ทั้งนักข่าวผู้สัมภาษณ์ และแหล่งข่าวผู้ให้สัมภาษณ์ ต่างต้องขอเวลาทำสมาธิ และทำใจในการพูดคุยกันอีกครั้งเป็นเวลาครู่ใหญ่ ก่อนที่เราจะเปิดใจสัมภาษณ์กันในเวลาต่อมา

7. ยากที่สุดในชีวิต
คุณวีระศักดิ์ เปิดใจอีกว่า ตอนอ่านประกาศเป็นการรายงานสด ผมเกือบไม่ไหวในหลายช่วงเหมือนกัน ตอนนั้นผมน้ำตาจะไหล ผมพยายามเบิ่งตาให้กว้าง และหยุด ก่อนจะกลืนน้ำลาย เพื่อให้มันผ่านไปให้ได้ คือสิ่งที่ผมทำ ก่อนเดินเข้าสตูดิโอ คือผมขอพรท่านอีกครั้งว่า ผมขอทำงานถวายท่านอย่างสุดความสามารถ ซึ่งยอมรับว่า เป็นเกียรติมากในการทำหน้าที่ครั้งนี้ แต่ก็เป็นภาระที่หนัก ยิ่งใหญ่ และยากที่สุดในชีวิตด้วยครับ

8. ประวัติ หน้าที่การงาน
ผมเกิดวันที่ 10 ตุลาคม 2516 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จบปริญญาตรีจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พื้นเพเป็นคนขอนแก่นโดยกำเนิด ปัจจุบันเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที คือผมรับหน้าที่อ่านข่าวพระราชสำนัก ข่าวภาคค่ำ และข่าวช่วง 22.00 น. ทุกวันก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายครับ

9. คลุกคลีวงข่าวกว่า 20 ปี
ผมทำงานหลายที่แล้วครับ โดยผมเริ่มทำงานข่าวครั้งแรก โดยเป็นนักข่าวสังคมสายการศึกษา ที่ช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ.2537 ก่อนจะย้ายไปอยู่ช่อง 9 ตอนนั้นรับหน้าที่เป็นนักข่าวสายเกษตร ก่อนจะออกจากวงการไปพักหนึ่ง เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว แล้วก็กลับมาประกาศข่าวที่ช่องเอ็นบีทีเมื่อปี 2549 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ ผมก็ทำงานมากว่า 22 ปีแล้ว

10. อยากบอกอะไรคนไทย?
ในวันที่เราสูญเสียเสาหลัก และพ่อของแผ่นดิน อยากให้ทุกคนจับมือกันไว้ อยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคี เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านเองอยากจะมองเห็นในเรื่องนี้ ความเป็นไทยและความสามัคคีในชาติเป็นเรื่องสำคัญครับ



คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้