วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนรอยพระยุคลบาท พ่อหลวงเสด็จประพาสต่างแดน

ย้อนรอยพระยุคลบาท พ่อหลวงเสด็จประพาสต่างแดน

  • Share:

ตลอดช่วงเวลาการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกรณียกิจสุดแสนเหนื่อยยาก...นอกจากทรงดูแลพสกนิกรในประเทศแล้ว ยังเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ...เพื่อคงไว้ถึงความสัมพันธ์ทางการทูต หาใช่เพื่อความสำราญแต่อย่างใด

โดย พ.ศ.2502 ถึง 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯผูกมิตร 27 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปมอบให้ชาติต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินกุศโลบายอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ของแผ่นดิน

สำหรับประเทศแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนิน คือสาธารณรัฐเวียดนาม ระหว่างวันที่ 18-21 ธ.ค.2502 ตามด้วยปีต่อมาสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 8-16 ก.ย.2503 และสหภาพพม่า ระหว่างวันที่ 2-5 มี.ค. 2503 ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับไทยทั้งสิ้น

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนิน ตามพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ กินเวลา 6 เดือน อันเป็นที่กล่าวขวัญของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค.2503 ในสมัยประธานาธิบดี ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ โดยพระองค์เสด็จฯไปทรงเยี่ยมสถานที่พระองค์ทรงพระราชสมภพ โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ ทั้งยังพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ศิลปินชื่อดังอย่างเอลวิส เพรสลีย์ เข้าเฝ้าฯ

ก่อนทรงเดินสายเยือนทวีปยุโรป เริ่มจากประเทศอังกฤษระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค.2503 สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 25 ก.ค.-2 ส.ค.2503 สาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 22-25 ส.ค. 2503 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29-31 ส.ค. 2503 ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ย. 2503 ประเทศนอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย. 2503 ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย.2503

ตามด้วยสาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-1 ต.ค. 2503 นครรัฐวาติกันในวันที่ 1 ต.ค. ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 4-7 ต.ค. 2503 สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 11-14 ต.ค. 2503 ประเทศลักเซมเบิร์ก ระหว่างวันที่ 17-19 ต.ค. 2503 ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 24-27 ต.ค. 2503 และประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 3-8 พ.ย. 2503

ณ เพลานั้น ด้วยเหตุที่การเสด็จพระราชดำเนินใช้ระยะเวลา พระองค์จึงมีกระแสพระราชดำรัสอำลาประชาชนด้วยความห่วงใย วันที่ 13 มิ.ย.2503

“ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย เมื่อปีใหม่ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ทราบ แล้วว่า ประเทศต่างๆ ได้เชิญให้ไปเยี่ยมเป็นราชการ บัดนี้ถึงกำหนดที่ข้าพเจ้าและพระราชินีจะไปประเทศเหล่านั้น พรุ่งนี้จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกาก่อน แล้วจะไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีก 13 ประเทศด้วยกัน”

“การไปต่างประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นราชการแผ่นดิน เป็นการทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้า ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ประเทศต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้ จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีด้วย”

“การผูกน้ำใจกันไว้นั้น ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไปเยี่ยมถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศนั้นประชาชนนับแสนล้าน จะไปเยี่ยมกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุข ในการไปเยี่ยมประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่า ประชาชนชาวไทยมีมิตรจิตมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทย และให้เกิดมีน้ำใจดีต่อชาวไทย”

“ข้าพเจ้าจะลาท่านไปเป็นเวลาราว 6 เดือน ก็เป็นธรรมดาที่นึกห่วงใยบ้านเมือง จึงใคร่จะตักเตือนท่านทั้งหลายว่า ขอให้ตั้งหน้าทำการงานของท่านให้เต็มที่ในทางที่ชอบที่ควร ตั้งตัวตั้งใจให้อยู่ในความสงบจะได้เกิดผลดีแก่ตัวท่านเอง และแก่บ้านเมืองซึ่งเป็นของเราด้วยกันทุกคน ขออวยพรให้มีความสุขสวัสดีทั่วกัน”

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระหว่างวันที่ 11-22 มี.ค.2505 สหพันธรัฐมลายา ระหว่างวันที่ 20-27 มิ.ย.2505 ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 18-26 ส.ค.2505 ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 26 ส.ค.-12 ก.ย. 2505 จากนั้นในปีต่อมา จึงเสด็จพระราชดำเนินประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27 พ.ย.-5 มิ.ย. 2506 สาธารณรัฐจีน ระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย. 2506 สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 9-14 ก.ค. 2506 ก่อนลดพระราชกรณียกิจลง เสด็จเยือนสาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-5 ธ.ค. 2507 สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 22-28 ส.ค. 2509 สาธารณรัฐออสเตรียอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2509 ประเทศอิหร่าน ระหว่างวันที่ 23-30 เม.ย. 2510 สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 6-20 มิ.ย.2510 และประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย.2510

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มิได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอีก เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า “พระราชภารกิจในการทรงงานเพื่อความผาสุกของประชาชนของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งและมีมากมายเหลือคณานับ”

หากประมุขหรือรัฐบาลของประเทศใดกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จฯไปเยี่ยมเยือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงผ่อนผันไม่ให้เสียน้ำใจ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโอรส หรือพระราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ทอดพระเนตรวิทยาการ และศิลปวัฒนธรรมประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8-9 มี.ค. 2537ได้เกิดกรณีพิเศษขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองนอกอีกครั้ง หลังว่างเว้นมาเกือบ30ปี

และนับเป็นการเสด็จประพาสต่างแดนครั้งสุดท้ายของพระองค์ มหาราชันผู้ทรงเปี่ยมด้วยไมตรีที่โลกไม่มีวันลืม.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงพระราชสมภพในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2470 ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์

สมัยก่อนสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าโรงพยาบาล “แคมบริดจ์” โดยเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของเมือง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2429 หรือ 41 ปีก่อนพระองค์ท่านจะทรงพระราชสมภพ

ปัจจุบัน โรงพยาบาลดังกล่าวได้กลายเป็นศูนย์การแพทย์ ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดชื่อดังของสหรัฐฯ และถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไทยนิยมไปเยี่ยมชม เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์บนอาคารชั้น 5 ไม่ไกลออกไปยังมี “จัตุรัสราชาภูมิพล” ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลอง และรำลึกถึงพระประสูติการของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกลับไปเยือนสถานที่แห่งความทรงจำนี้อีกครั้ง ในวันที่ 7 ก.ค. 2503 และด้วยความรู้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ จึงพระราชทานกล่องทองคำสลักเพชรสำหรับใส่พระโอสถมวน แก่ ดร.สจ๊วต วิตต์มอร์ นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้