วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กตู่' แถลงโชว์! ผลงาน-คสช.2ปี ประสบผลสำเร็จปราบ 'คอร์รัปชัน' คลอดก.ม.เพียบ

“บิ๊กตู่” นำทีมรองนายกฯแถลงผลงานครบ 2 ปี ปลาบปลื้มกระตุ้น ศก.จนกระเตื้อง ยกดัชนีชี้วัดจากสารพัดหน่วยงาน-องค์กรนานาชาติ ประสบผลสำเร็จทุกด้าน ทั้งปราบผู้มีอิทธิพล-จัดการทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ-จัดระเบียบสังคม ฟุ้งทำคลอด ก.ม.ลบสถิติทุกรัฐบาล พร้อมเดินหน้ามุ่งสู่โรดแม็ประยะที่ 3 ขอจัดระเบียบให้จบก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลใหม่ในอีกปีเศษ โชว์ลูกคอเหน็บ “ไม่สวยแล้วยังจะปากเสีย” “บิ๊กเข้” โต้เป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม “วิษณุ” ยันไม่เสพติด ม.44 บอกจากนี้ไปจะใช้ให้น้อยลง กรธ.เห็นดีว่าที่นายกฯต้องดีเบต “นิพิฏฐ์” เอาด้วยได้เห็นวิสัยทัศน์ “เต้น” เย้ยผลงานไม่เจ๋งจริงอย่างพูด เนติบริกรแย้มใกล้ปิดบัญชีเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจาก “ปู” ยันแก้ระเบียบฯไม่เกี่ยวกับคดี

การบริหารงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังมุ่งเข้าสู่โรดแม็ป ระยะที่ 3 เพื่อจัดระเบียบประเทศก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดต่อไป ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ฤกษ์นำทีมแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี ยืนยันประสบผลสำเร็จในทุกด้าน

“บิ๊กตู่” นำทีมโชว์ผลงานครบ 2 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำรองนายกรัฐมนตรี 5 ฝ่ายแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีรัฐบาล คสช. มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผบ.เหล่าทัพ และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า น่ายินดีที่ได้เห็นรอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าคนไทย ห้วง 2 ปีแรก ที่รัฐบาลและ คสช.เข้ามาบริหาร ผลการทำงานเป็นที่ประจักษ์มีผลสัมฤทธิ์ ทำให้การประเมินขององค์กรต่างๆต่อประเทศไทย เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นน่าพอใจ ทั้งด้านเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง ความโปร่งใสในการ บริหารงานภาครัฐ จำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลง คดียาเสพติดลดลง ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) เกือบ 180 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นทุกปีต่อเนื่อง เมื่อปี 2556 เราอยู่อันดับที่ 102 ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 76

ปลาบปลื้มกระตุ้น ศก.กระเตื้อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนด้านเศรษฐกิจและสังคม ผลประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ปี 2559 คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 3.2 สัดส่วนมูลค่า SMEs ต่อ GDP ปี 59 มีแนวโน้มสูงขึ้นร้อยละ 42.3 ขีดความสามารถการแข่งขันด้านคมนาคมทางบก ทางอากาศ ความน่าลงทุนดีขึ้น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศการจัดอันดับดัชนี e-Government ล่าสุด ประเทศ ไทยอยู่อันดับที่ 77 สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) จัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน อยู่อันดับที่ 28 ในปี 58 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 30 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.44 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก บลูมเบิร์กจัดอันดับให้ไทยมีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกัน นิตยสารนิวส์ แอนด์เวิลด์ รีพอร์ต จัดอันดับ 60 ประเทศที่ดีที่สุดในปี 2016 ไทยอยู่ในลำดับที่ 21 สูงสุดในอาเซียน และยังระบุว่าประเทศไทยน่าท่องเที่ยวผจญภัย เป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 4 จาก 60 ประเทศที่ดีที่สุด วัดจากความสวยงามทางธรรมชาติ มรดกทางประเพณีและวัฒนธรรม ลักษณะประชากรและคุณภาพชีวิต โอกาสในการประกอบการ โอกาสด้านธุรกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมือง

ฟุ้งทำคลอด ก.ม.ลบสถิติทุกรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ด้านกฎหมายและการต่างประเทศ ออกกฎหมายที่จำเป็นได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การแก้ปัญหางาช้าง ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ทำให้รอดพ้นจากการถูกคว่ำบาตรทางการค้าจาก CITES แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ มีความคืบหน้าจนสหรัฐอเมริกาปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ หรือ TIP Report ประจำปี 2559 ให้ไทยดีขึ้น อาจส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (IUU) ของทาง EU เพราะเชื่อมโยงกัน โดยสินค้าประมงไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 240,000 ล้านบาทต่อปี

ดันแผนปฏิรูปกองทัพ–ตำรวจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ด้านความมั่นคง รัฐบาลทำให้การเผชิญหน้า แตกแยก แบ่งฝักฝ่ายลดน้อยลง คนไทยอยู่กันอย่างสงบสุขขึ้น รวมทั้งวางแนวทางปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปตำรวจ ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนด้านสังคม มีการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ จัดระเบียบสังคม จัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ จัดการปัญหาบุกรุกคูคลองพื้นที่สาธารณะ ผลักดันสวัสดิการทางสังคมดูแลผู้ด้อยโอกาสและผู้มีรายได้น้อย กำหนดให้เด็กไทยเรียนดีอย่างมีคุณภาพ 15 ปี ที่สำคัญมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทุกคนในสังคมมีความสุขร่วมกัน คนมีมากควรแบ่งปันมากด้วยภาษีมรดก ภาษีที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสังคม ส่วนด้านการต่างประเทศ ตน และ ครม. โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศทำงานหนักในทุกเวที จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานกลุ่มประเทศ จี 77

ขอบคุณกำลังใจจากผลประชามติ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาล และคสช.ทำบางอย่างสำเร็จแล้ว บางอย่างเริ่มทำตามห้วงเวลา บางอย่างวางแผนแม่บทไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้รัฐบาลใหม่ ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งการออกกฎหมายลูก กฎหมายในเชิงบูรณาการหน่วยงานและงบประมาณ รัฐบาลและ คสช.ขอบคุณประชาชน ข้าราชการ ภาคธุรกิจ เอกชน ที่เข้าใจและสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ และให้กำลังใจรัฐบาลเสมอมา ปัจจุบันเป็นระยะที่ 2 ของโรดแม็ป คือ เริ่มต้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารราชการ และการจัดทำแผนที่นำทางไปสู่อนาคต ถ้าไม่ทำวันนี้โอกาสประเทศไทย โอกาสของคนไทยจะสูญเสียไปมหาศาล และยากจะเรียกกลับคืนมาได้

ย้ำเป้าหมายสร้างไทยแลนด์ 4.0

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาลจากนี้ คือ สร้างฐานรากสู่อนาคต ตามโมเดลไทยแลนด์ 4.0 การแก้ปัญหาที่ผ่านมา แก้ด้วยกฎหมายปกติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แม้เราจะมาแบบนี้แต่การใช้อำนาจพิเศษ เพียงเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รักษาสถาบัน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ผ่อนคลาย การเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เคารพกฎหมาย เบี่ยงเบนประเด็น หาผลประโยชน์เพื่อกลุ่มตนพวกพ้อง ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ล้วนทำลายชาติ เป็นภัยร้ายแรง ต้องถูกขจัดให้หมด ขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกัน แต่ตีรัฐบาลทุกวัน จับผิดทุกเรื่อง

อีกปีเศษส่งไม้ต่อให้รัฐบาลใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ภารกิจรัฐบาลชุดนี้ในอีกปีเศษข้างหน้า เป็นระยะที่ 3 ของโรดแม็ป เพื่อส่งไม้ต่อส่งมอบหน้าที่ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ที่ต้องรับภาระหน้าที่บริหารประเทศช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ้าเปลี่ยนผ่านสำเร็จเราจะมีโอกาสยกฐานะไปสู่ประเทศในโลกที่ 1 เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้เฉลี่ยประชากรสูงขึ้น มีระบบสวัสดิการที่สมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัญหาสังคมปัญหาอาชญากรรมลดลง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความสุขสงบเกิดขึ้นทุกพื้นที่ การเมืองมีเสถียรภาพ นักการเมืองมีธรรมาภิบาล สังคมมีกฎกติกา ผู้คนมีระเบียบวินัย เศรษฐกิจเจริญเติบโตเข้มแข็ง ประเทศไทยมีพื้นที่ยืนในเวทีโลกอย่างสง่างาม ขอบคุณประชาชนที่เข้าใจ และไว้วางใจรัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลและ คสช. จะอยู่เคียงข้างท่าน ขอให้ทุกท่านอยู่เคียงข้างประเทศไทย ร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ มั่นใจว่าทุกเรื่องเป็นจริงได้ถ้าคนไทยทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ เดินไปด้วยกันทุกคน

“บิ๊กป้อม” คุยแก้มั่นคงได้ทุกมิติ

จากนั้นรองนายกฯที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานแต่ละด้านทยอยแถลงผลงานต่อ เริ่มที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม กำกับดูแลด้านความมั่นคง แถลงว่า 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความมั่นคงได้รับการแก้ไขจนเกิดผลสัมฤทธิ์ทุกมิติ ด้านต่างประเทศและอาเซียน ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในกรอบองค์การสหประชาชาติ อาทิ เตรียมส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ ณ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ตั้งศูนย์แพทย์อาเซียน ส่วนการรักษาความสงบภายในประเทศ อาทิ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าวหนีเข้าเมือง แก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ขณะที่นโยบายเร่งด่วนคือการแก้ไขปัญหาข้อตกลงระหว่างประเทศ อาทิ การทําประมงผิดกฎหมาย ปัญหาการบินพลเรือน แก้ปัญหาค้ามนุษย์ ทำให้ไทยได้รับการยกระดับจากเทียร์ 3 ขึ้นมาอยู่ในระดับเทียร์ 2 รวมถึงการจัดระเบียบสังคม แก้ปัญหาที่ดิน สลากกินแบ่งรัฐบาล ปราบมาเฟีย และกำจัดผักตบชวา

“ธนะศักดิ์” โวทำท่องเที่ยวยอดพุ่ง

ด้าน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านวัฒนธรรม ท่องเที่ยว กีฬา กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลทำสำเร็จตามเป้าและเกินเป้าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 29.8 ล้านคน อยู่อันดับที่ 11 ของโลก สร้างรายได้ 1.44 ล้านล้านบาท หากรวมนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย จะมีรายได้รวมทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ในปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวน 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.28 จากปีก่อน นอกจากนี้ยังได้จัดทำ Digital ourism และ Tourism Intelligent Center ให้พร้อมใช้ ก.ย.นี้ และมีการทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 กวดขันจับกุมบริษัทนำเที่ยวที่กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงบริษัทนอมินี

“บิ๊กเข้” โต้เป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านสังคม กล่าวว่า จากผลโพลระบุว่าตนเป็นรัฐมนตรีโลกลืม แต่เชื่อว่าผลดำเนินงานฝ่ายสังคม คงไม่ลืมเลือนในสิ่งที่สร้างผลงานไว้ ช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่การวางรากฐานสังคมให้มั่นคงเข้มแข็ง ผลงานที่ผ่านมา ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย 2.7 ล้านครัวเรือน ตามโครงการพื้นฟูชุมชนดินแดง ริมคลองลาดพร้าว และปทุมธานีโมเดล และยังสนับสนุนอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดที่ยากจน ให้ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ เพิ่มเงินอุดหนุนเป็นรายละ 600 บาทต่อเดือน เพิ่มเงินพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็น 800 บาทต่อคน ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ เตรียมความพร้อมผู้สูงอายุ รวมถึงงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

ช่วยชาวนา–สวนยาง–แก้ประมง

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการศึกษาได้ปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ขับเคลื่อนโรงเรียนประชารัฐ เร่งผลิตครูรุ่นใหม่ภายใน 10 ปี กว่า 40,000 อัตรา ผลักดันให้โรงเรียนเข้าถึงการบริการอินเตอร์เน็ตครบกว่า 8,000 แห่ง ส่วนด้านพลังงาน ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงาน ปลดล็อกอุปสรรคการส่งเสริมพลังงานทดแทน จัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว ด้านไอซีทีเตรียมเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 จัดทำแผนแม่บทใน 6 ยุทธศาสตร์ ด้านเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เกษตรกรชาวสวนยาง แก้ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ดำเนินนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร บริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจร

“วิษณุ” โชว์พาวทำไม่ได้เดี๋ยวจัดให้

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกฎหมาย กล่าวว่า ช่วง 7 ปีก่อนที่รัฐบาลคสช.จะเข้ามา รัฐบาลออกกฎหมายได้เพียง 120 ฉบับ เฉลี่ยปีละ 17 ฉบับ เพราะสถานการณ์ไม่อำนวย แต่ช่วง 2 ปีรัฐบาล คสช.สามารถออกกฎหมายได้ถึง 187 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก 27 ฉบับ มีการใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาเล็กๆน้อยๆ อีก 104 ฉบับ ทั้งหมดคือเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศ ไม่ใช่แค่ปริมาณแต่มีมาตรการควบคุมคุณภาพด้วย เพราะวันที่ คสช.เข้ามา ตั้งฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปรากฏว่ามีปลัดกระทรวง 20 กระทรวงเข้ามาขอให้ช่วยออกฎหมายกว่า 300 ฉบับ เพราะก่อนหน้านี้ออกไม่ได้เจอปัญหาสารพัด อีก 1 ปีข้างหน้าจะมีกฎหมายทะลักออกมาอีกกว่า 100 ฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม ที่ไม่ได้มีผลแต่เฉพาะตัวรัฐมนตรี แต่รวมไปถึงข้าราชการและเจ้า หน้าที่ 2 ปีที่ คสช.เข้ามา ได้ปลดเปลื้องปัญหาจำนวนมาก ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ยันไม่เสพติด ม.44 จะใช้น้อยลง

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ใน 1-2 วันนี้ จะเรียกประชุมทุกกระทรวงร่วมกับฝ่ายกฎหมาย คสช. เพื่อหารือเรื่องการออกกฎหมายตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับ ต้องทบทวนคำสั่ง คสช.ทั้ง 104 ฉบับ ว่าฉบับใดบ้างควรยกเลิก คงไว้ หรือควรแปลงไปเป็น พ.ร.บ. เพราะเห็นว่าเมื่อบ้านเมืองเป็นปกติ ไม่ควรมีคำสั่ง คสช.อยู่อีก เราไม่ควรทิ้งภาระให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ยืนยันว่า ไม่ได้เสพติดการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นับจากนี้รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 ให้น้อยลง แต่ทุกวันนี้ยังคงมีหลายหน่วยงานร้องขอให้ใช้อยู่ เพราะต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหา แต่เราถือว่าคำสั่ง คสช.เป็นกฎหมายที่หากร่างโดยไม่ใช้ความละเอียดรอบคอบแล้ว วันหนึ่งเกิดทะเลาะกันจนเรื่องขึ้นศาล ศาลอาจตีความไม่ถูก เพราะศาลจะดูที่เจตนาเป็นหลัก ฉะนั้นในบางเรื่องไม่ควรออกเป็นคำสั่ง คสช.

ประชดเดินตามผู้ใหญ่ “สุนัขรุม”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสรุปปิดการแถลงผลงานว่า ทุกอย่างที่ทำต้องมียุทธศาสตร์เดินสะเปะสะปะไม่ได้ อย่างที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกว่าต้องเดินตามผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด แต่วันนี้สุนัขจะกัดผู้ใหญ่ มะรุมมะตุ้มผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง วันนี้เรามองว่าประเทศเป็นบ้าน ทหารและตำรวจเป็นรั้ว ประชาชนเป็นผู้อยู่อาศัย เราต้องการบ้านที่แสนสุข มีความรักสามัคคี รัฐบาล ข้าราชการเปรียบเสมือนพ่อบ้าน ต้องทำให้ทุกคนมีความสุข และทุกคนต้องทำตัวให้ดี ไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ เคารพกฎหมาย ช่วงที่นั่งอยู่มีคนส่งข้อความมาว่าไม่ต้องแถลงมาก อย่างไรก็ไม่มีเงินใช้ มันยังคิดแบบนี้อยู่ ข้าวของมันก็แพงตามกลไกตลาด อย่ามองอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะมีเงินใส่กระเป๋าตัวเอง ถ้าไม่ร่วมมือกันจะเอาเงินมาจากไหน ลอยมาจากอากาศหรือ ปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้เวลา ผู้บาดเจ็บอย่ากลัวเข็มฉีดยา และเข็มน้ำเกลือ ถ้ากลัวก็ไม่ต้องหายติดเชื้อกันไปเรื่อยๆ

เหน็บ “ไม่สวยแล้วยังจะปากเสีย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า บางทีฟังการวิพากษ์ วิจารณ์ก็เสียใจว่าจะไปทำทำไม ทำให้ใคร ในเมื่อทุกคนไม่ต้องการ บอกว่าคอร์รัปชันยังมีอยู่ ยังต้องจ่ายแล้วไปให้เขาทำไม ก็โง่เอง อย่ามาบอกว่ารัฐบาลนี้ทุจริตเหมือนเดิม อะไรคือเหมือนเดิม คดีกี่คดีในศาลค่า เสียหายเท่าไหร่ ไม่ดูตรงนี้บ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังใช้เวลาแถลงผลงานไปประมาณ 5 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้สื่อข่าว ที่บริเวณห้องโถงกลางตึกสันติไมตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงกับผู้สื่อข่าว 3 เพลง คือ “หัวใจเธอ แลกเบอร์โทร” “เล่าสู่กันฟัง” แต่พอถึงเพลงสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ขอร้องคนเดียวโดยเลือกเพลง“อยากสวย” ของ “แอม” เสาวลักษณ์ ลีละบุตร เมื่อร้องถึงท่อน “ไม่สวยแล้วยังจะปากเสีย” พล.อ.ประยุทธ์พยายามเน้นให้เสียงดังมากขึ้น แต่เมื่อท่อนเดิมวนกลับมาร้องรอบ 2 พล.อ.ประยุทธ์ทำท่าเอามือตบปากตัวเอง สร้างความครื้นเครงแก่ผู้ร่วมงาน เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเพลง คสช.ที่แต่งเป็นเพลงที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ยังไม่มี ยังไม่ถึงเวลา”

กรธ.เห็นดีว่าที่นายกฯต้องดีเบต

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภา นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ผู้มีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคการเมือง ต้องร่วมดีเบตรวม 6 ครั้ง ว่า เป็นความหวังดีของ กกต. ที่ ต้องการให้ประชาชนรับฟังแนวนโยบายของพรรค การเมือง แต่ในทางปฏิบัติการเลือกนายกฯขยักแรกตามมาตรา 159 ประกอบมาตรา 88 สามารถทำได้ด้วยการเขียนไว้ในกฎหมายลูก แต่จะลงรายละเอียดถึงขนาดบังคับให้ทุกคนมาดีเบตคงไม่ได้ ส่วนกรณีที่สมาชิกรัฐสภาเลือกกันไม่ได้ ต้องไปเลือกรายชื่อนายกฯนอกบัญชีในขยักสองตามมาตรา 272 นั้น เวลาจัดดีเบตคงไม่ทัน จะเห็นได้ว่าข้อเสนอดังกล่าวพรรคการเมืองต่างเห็นด้วย เพราะเป็นโอกาสดีจะได้โฆษณาประชาสัมพันธ์แนวนโยบาย สำหรับการตั้งข้อสังเกตว่าการดีเบตไม่มีประโยชน์ แต่ตนเห็นว่าอย่างน้อยก็ยังได้มีการถกเถียงและนำเสนอนโยบายให้ประชาชนรับรู้ก่อนการเลือกตั้ง

“นิพิฏฐ์” เอาด้วยได้เห็นวิสัยทัศน์

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ กกต.ให้ผู้ถูก เสนอชื่อเป็นนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองต้องร่วมดีเบต 5-6 ครั้งนั้น เห็นว่าดี เพื่อให้ประชาชนรับทราบนโยบายและแนวคิดผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ แต่คิดว่าไม่จำเป็นถึงขั้นต้องเขียนเป็นกฎหมายบังคับไว้ ไม่เช่นนั้นมีอะไรก็ต้องเขียนกฎหมายบังคับไปหมด การเมืองควรมีพัฒนาการของการเมืองเอง หากผู้ถูกเสนอชื่อไม่มาดีเบต หรือแสดงความเห็นต่อสาธารณะ ประชาชนก็ไม่ควรเลือกเข้าไปเป็นนายกฯ หากเขียนเป็นกฎหมายบังคับอาจมีปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงคนที่จะมาเป็นนายกฯคนนอก ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมาดีเบต เพราะตอนสมัครยังไม่รู้ว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก เท่ากับกฎหมายใช้บังคับไม่เท่าเทียมกัน

“เต้น” เย้ยผลงานรัฐบาลไม่ดีจริง

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ และแกนนำ นปช. กล่าวว่า การแถลงผลงานของรัฐบาล มาตรการที่รัฐบาลออกมาไม่ส่งผลเหมือนที่คาด ส่วนการสร้างประชาธิปไตย และแก้ปัญหาความขัดแย้ง เมื่อเนื้อหารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ก็คาดหวังยาก เพราะกฎหมายสูงสุดกลายเป็นเครื่องมือเพื่อรักษาอำนาจ ส่วนการรักษาความสงบ ตราบใดที่ยังคงใช้อำนาจพิเศษในลักษณะเลือกปฏิบัติ ยังเรียกว่า ความสงบไม่ได้ แต่เป็นการสยบทุกอย่างไว้ด้วยอำนาจ ด้านการปราบโกง เห็นแต่ดำเนินการกับนัก การเมืองและข้าราชการในเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนรัฐประหาร แต่หลายเรื่องที่เกิดในยุคนี้ กลับไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสชัดเจน จึงสงสัยว่าการปราบโกงมีประสิทธิภาพเฉพาะเรื่องเก่าหรือไม่ เรื่องการเมืองเมื่อใช้วิธีที่ผิด ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่ถูก

คนไทยบี้ คสช.ปฏิรูปโกงให้สิ้นซาก

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปี ว่า ภาพรวมการทำงานที่สนใจเป็นพิเศษ คือ ด้านการปราบปรามการทุจริต จะทำสำเร็จได้ต้องเริ่มต้นปฏิรูปที่ข้าราชการ เริ่มตั้งแต่กำหนดให้การเข้ารับราชการต้องเข้ายากแต่ให้ออกง่าย เพราะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานดังต่อไปนี้มีฐานะดีกว่าหน่วยงานอื่น ได้แก่ 1.กระทรวงการคลัง กรมเกี่ยวกับหารายได้ทั้งหลาย 2.กระทรวงมหาดไทย เช่น กรมที่ดิน 3.กระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่ง 4.กระทรวงพาณิชย์ เช่น กรมการค้าภายใน 5.กระทรวงอุตสาหกรรมทุกกรม 6.กระทรวงพลังงานทุกกรม 7.กระทรวงกลาโหม 8.ตำรวจ และอัยการ จึงขอเสนอให้ คสช.ต้องออกกฎหมายให้ข้าราชการทุกตำแหน่ง ยื่นบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ และให้ยื่นทุก 2-3 ปีตามตำแหน่งระดับชั้นจนกว่าเกษียณ หลังเกษียณแล้วก็ต้องยื่นต่อไปจนเสียชีวิต เพื่อตามจัดเก็บภาษีมรดก ข้อเสนอดีๆแบบนี้ จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อยู่หมัด

จี้ สปท.ทบทวนร่าง พ.ร.บ.คุมสื่อ

อีกเรื่อง ที่รัฐสภา ตัวแทน 6 สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย นำโดยนายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อ พล.อ.อคณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สปท. ขอให้ทบทวนเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ต่อประเด็นการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ และเพื่อไม่ให้มีบทบัญญัติขัดต่อเจตนารมณ์ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ที่รับรองสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซง

สปท. ขอ ครม.ส่งคนแจงปฏิรูป

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกวิป สปท. แถลงว่า ที่ประชุมมอบหมายให้ น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. เป็นผู้ประสานไปยัง ครม. ขอให้ส่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านปฏิรูปของรัฐบาล และหน่วยงานรัฐ เข้ารายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมสปท. เพื่อรับทราบความสัมฤทธิผล ปัญหาและอุปสรรค หากพบว่างานปฏิรูปด้านใดมีปัญหา สปท.จะใช้เวลาที่เหลือช่วยให้งานปฏิรูปนั้นเดินหน้าไปได้

ป.ป.ช.ย้ำ “บิ๊กโอ๋” สมควรโดนถอด

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่ง เป็นการรับฟังคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจา ของ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และ พล.อ.อ.สุกำพล ผู้ถูกกล่าวหา มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. กล่าวว่า การกระทำของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่แต่งตั้ง พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ขัด พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม ใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีก้าวก่ายแทรกแซง ทำให้รัฐธรรมนูญหมดความศักดิ์สิทธิ์ แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้วก็สมควรที่ สนช.จะใช้ดุลพินิจลงมติถอดถอน เพื่อไม่ให้กลับเข้ามามีอำนาจหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก

อ้าง “บิ๊กตู่–บิ๊กเจี๊ยบ” ยังร่วมรับรอง

ด้าน พล.อ.อ.สุกำพลชี้แจงว่า ยืนยันว่าปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมทุกขั้นตอน การพิจารณาครั้งนั้นมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และตน รวม 4 คน มีมติเลือก พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม การได้มาซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมจากการลงมติเป็นการถามทีละคน ตนจำได้ สิ่งสำคัญคือ ผบ.เหล่าทัพให้การยืนยันกับคณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.เป็นลายลักษณ์อักษร ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และข้อบังคับทุกประการ แต่ ป.ป.ช.ละเลยที่จะพิจารณาคำชี้แจงดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ที่ประชุม สนช.กำหนดลงมติในวันที่ 16 ก.ย.

ใกล้ปิดบัญชีค่าเสียหายแพ่ง “ปู”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รอง นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เข้าใจว่าจะปิดสำนวนใน 1-2 วันนี้ จากนั้นจะส่งเรื่องให้ รมว.คลัง ส่งต่อนายกฯ เพื่อขออนุมัติให้ลงนามในคำสั่งปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิด และส่งต่อไปที่ผู้มีอำนาจลงนามคำสั่งมี 2 คน คือ นายกฯ กับ รมว.คลัง ซึ่งนายกฯสามารถลงนามเอง หรือมอบอำนาจให้ รมว.คลังลงนามแทนได้ เช่นเดียวกับกรณีเรียกค่าเสียหายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ลงนามแทน จากนั้นส่งไปให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบ ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อุทธรณ์ สามารถยึดทรัพย์ได้เลย แต่หากร้องศาลปกครอง แล้วศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว การยึดทรัพย์จะยังไม่เกิดขึ้น

ยันแก้ระเบียบฯไม่เกี่ยวคดี

เมื่อถามถึงการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) ที่เพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เตรียมการกันมา 3-4 ปีแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตนไม่ยอมให้แก้อะไรแล้วมากระทบคดีความเป็นอันขาด เพราะหากทำให้หนักขึ้นจะกลายเป็นแกล้งเขา ถ้าเบาลงจะกลายเป็นช่วยเขาเรายึดตามระเบียบเดิมที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2539 เมื่อถามถึงสาเหตุที่ รมว.พาณิชย์ ยังไม่ลงนามคำสั่งปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เป็นเพราะอะไร นายวิษณุตอบว่า “อย่าไปถามถึงสาเหตุเลย ภายใน 1-2 วันนี้ กว่าผู้สื่อข่าวจะพาดหัวอาจเสร็จไปแล้วก็ได้”

“วรงค์” บี้ รมว.พาณิชย์เซ็นคำสั่ง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำสั่ง คสช.ที่ 56/2559 ที่ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการเรียกเก็บค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ขั้นต่อไปจะมีการลงนามคำสั่งทางปกครอง เพื่อแจ้งให้ผู้สร้างความเสียหายชดใช้แก่รัฐ ซึ่งคดีจีทูจีของนายบุญทรงและพวก อยู่ในขั้นตอนนี้รอ รมว.พาณิชย์ลงนาม แต่ถ้าผู้เสียหายยังไม่ยอมชดใช้ กฎหมายบังคับว่าต้องมีการลงนามในหนังสือเตือนเพื่อให้ผู้สร้างความเสียหายมาชดใช้แก่รัฐ หากเตือนแล้วยังไม่มาชดใช้จึงมีมาตรการบังคับทางปกครองเพื่อยึด อายัด หรือจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อมาชดใช้แก่รัฐ แต่เชื่อว่านายบุญทรงและพวกคงใช้สิทธิ์ต่อสู้ในศาลปกครอง

ปรับหลักเกณฑ์รับผิดทางละเมิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 โดยให้ยกเลิกความในข้อ 18 ของระเบียบเดิมที่ระบุว่า “กรณีหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย ให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และออกคำสั่งให้ผู้กระทำผิด ชำระค่าสินไหมทดแทน หรือฟ้องคดีต่อศาลอย่าให้ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้แต่งตั้งแจ้งคำสั่งให้ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทราบ” มาเป็น “เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง แจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น และให้ผู้แต่งตั้งของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น สั่งการไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง เพื่อออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชําระค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องคดีต่อศาลอย่าให้ขาดอายุความ”

ผู้ตรวจฯฟันจริยธรรม “ธีรวัฒน์”

อีกเรื่อง นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า นายศรีราชา วงศารยางกรู ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อแจ้งมติผู้ตรวจการแผ่นดินที่เห็นว่า นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต. มีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรมตามที่ประธานสภาพัฒนาการเมือง ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบจริง เพื่อให้ประธาน กกต.ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานดำเนินการตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ กกต. กกต.จังหวัด และพนักงาน กกต.แล้ว

แฉปมเหตุมาจากเรื่องชู้สาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายธีรวัฒน์ถูกสภาพัฒนาการเมืองร้องเรียนว่ากระทำการใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ และมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อเนื่องจนดำรงตำแหน่ง กกต. ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยุติการสอบสวนประเด็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ไปแล้ว แต่ในส่วนพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดจริยธรรมนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการสอบสวนต่อ โดยเป็นกรณีร้องเรียนเรื่องชู้สาว จากการตรวจสอบพบหลักฐานค่อนข้างชัดเจน และคำชี้แจงปฏิเสธของนายธีรวัฒน์ ไม่สามารถหักล้างได้

เจ้าตัวดิ้นขอขยายเวลาสอบแต่วืด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายธีรวัฒน์ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งหนังสือคำร้องของผู้ร้องมาให้ เพื่อจะได้ชี้แจงได้ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาผู้ตรวจการฯตั้งเป็นประเด็นคำถามส่งมาเท่านั้น รวมทั้งยังขอขยายระยะเวลาการสอบสวนออกไป แต่หนังสือของนายธีรวัฒน์ น่าจะสวนทาง กันกับหนังสือของประธานผู้ตรวจฯ ที่แจ้งมติมายังประธาน กกต.แล้ว อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ กกต.กำลังมีความขัดแย้งภายในเรื่องเก้าอี้ประธาน กกต. และกระแสเรียกร้องต่อ คสช. เซ็ตซีโร่ กกต.ใหม่ และกรณีนี้หากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้แล้ว กกต.ไม่ดำเนินการใดๆ หรือเชื่อได้ว่าการดำเนินการของผู้ที่รับผิดชอบจะไม่เป็นไปด้วยความเป็นธรรม ผู้ตรวจฯสามารถไต่สวนและเปิดเผยผลการไต่สวนต่อสาธารณะได้