วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำไมต้อง "พร้อมเพย์" ระบบ'รับโอน'เงินใหม่ที่คนไทย'ควร'รู้

ทำไมต้อง "พร้อมเพย์" ระบบ'รับโอน'เงินใหม่ที่คนไทย'ควร'รู้

  • Share:

“พร้อมเพย์” กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ รวมทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่บรรดานักเลงคีย์บอร์ดออกโรงถล่มหนัก มีทั้งผู้รู้ข้อมูลจริงและที่รู้ไม่จริง จงใจให้ข้อมูลผิดๆ ก๊อบปี้ส่งต่อกันเป็นทอด จนตื่นตระหนกกันทั้งเมือง

หากไปถามชาวบ้านที่ไม่เคยใช้บริการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน และชำระเงินกับธนาคารพาณิชย์ ก็จะได้คำตอบว่า ไม่รู้จักพร้อมเพย์ ไม่ใช้บริการดีกว่า

แต่หากเป็นชาวบ้าน หรือพนักงานบริษัท ที่ใช้บริการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ เดือนละ 2-4 ครั้ง จะได้รับคำตอบ ไม่ทำพร้อมเพย์ เพราะเสี่ยงกลัวถูกล้วงข้อมูล

ขณะที่หากไปถามกลุ่มที่ทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์บ่อย ด้วยความถี่ขั้นต่ำ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับคำตอบว่า พร้อมเพย์เป็นบริการที่ดี คนที่โอนเงินมาให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลง หรือโอนต่ำกว่า 5,000 บาท ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตอนนี้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว

“พร้อมเพย์” ดีอย่างไร!! หลายคนสงสัยว่าทำไมต้อง “พร้อมเพย์”!!

ก็ต้องอธิบายว่า พร้อมเพย์ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ “เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการลดการพึ่งพาเงินสด ลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การผลิตเหรียญตรา สนับสนุนการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น เตรียมความพร้อมให้กับประชาชนคนไทย เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของโลก

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขออาสาไขปัญหาคาใจ “พร้อมเพย์” ที่เปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มเปิดบริการในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนไปแล้วกว่า 11 ล้านราย...

“พร้อมเพย์” คืออะไร

พร้อมเพย์ เป็นบริการ รับโอน เงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ ใครก็ตามที่โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (ตามเงื่อนไขกำหนด) ทั้งนี้ ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชี แทนการเบิกใช้เงินสดตามนโยบายรัฐบาล

การเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ทำได้โดยการลงทะเบียนผูกบัญชี ผ่านการใช้บัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือแทนที่เลขบัญชีธนาคารในระบบปัจจุบัน โดยเลขบัตรประชาชน 1 ใบ ผูกได้ 1 บัญชี ส่วนหากใช้เบอร์โทรศัพท์ สามารถผูกบัญชีได้ถึง 3 เลขหมาย เพื่อเจ้าของบัญชีสามารถ เลือกเลขหมายโทรศัพท์ที่ต้องการบอกให้โอนเงินมาได้หลากหลาย แต่ให้เข้าบัญชีเดียวกัน

 

ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีพร้อมเพย์ได้สูงสุด 4 บัญชี โดยจะใช้บริการแบงก์เดียวกัน หรือข้ามแบงก์ก็ได้ เพราะสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์หน้าสาขา ตู้เอทีเอ็ม โมบายแบงกิ้ง รวมทั้งอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

ประโยชน์ของพร้อมเพย์

จุดเด่นคือ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะถูกกว่าอัตราที่ถูกเรียกเก็บกันอยู่ โดยการโอนเงินปกติ ไม่ว่าจะเป็นการโอนผ่านช่องทางไหน ธนาคารพาณิชย์ จะคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขตและข้ามธนาคาร อัตราค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 25–35 บาทต่อครั้ง

แต่สำหรับบัญชีพร้อมเพย์ เมื่อโอนเงินเข้า ไม่ว่าจะเป็นการโอนจากบัญชีพร้อมเพย์ด้วยกันเอง หรือบัญชีอื่นๆในวงเงินไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือฟรี ส่วนวงเงินโอนตั้งแต่ 5,001-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อครั้ง วงเงินโอน 30,001-100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อครั้ง และค่าธรรมเนียม 100,001 บาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อครั้ง

ก่อนหน้านี้ หากต้องการโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือซื้อสินค้าออนไลน์ ฯลฯ ลูกค้าต้องเลือกใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งผู้โอนและผู้รับ เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียม เพราะหาก ต่างธนาคารหรือต่างเขต ก็จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่แบงก์ แต่เมื่อเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์จะได้รับการยกเว้นและปรับลดค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขกำหนด

ดังนั้น หากผู้โอนเงินไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียม ก็ให้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ว่าจะโอนเงินกี่ครั้ง ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ

นั่นเป็นเหตุให้ระบบแบงก์คาดการณ์ว่า พร้อมเพย์จะทำให้แบงก์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมหายไปไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

ทำไมต้องบัตรประชาชน

ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ หากเป็นหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ฯลฯ รัฐบาลจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ผ่านหมายเลขบัตรประชาชนเท่านั้น

การใช้หมายเลขบัตรประชาชน จะช่วยให้รัฐบาลโอนเงินได้ตรงกับวัตถุประสงค์มากที่สุดและถึงตัวบุคคลจริงๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหล ทุจริต เนื่องจากที่ผ่านมาการโอนเงินช่วยเหลือต่างๆของรัฐบาล จะผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำเงินไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลืออีกทอดหนึ่ง ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าไม่ถึงตัวผู้รับจริง!!

นอกจากนั้น หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ออกให้โดยกระทรวงมหาดไทยนั้น จะไม่มีกรณีซ้ำกัน คนที่มีชื่อ-นามสกุลเดียวกันในประเทศไทยนั้น มีซ้ำกันจริง แต่หมายเลขบัตรประชาชนจะไม่ซ้ำกัน จึงยากที่จะผิดฝาผิดตัว เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งไม่มีกรณีซ้ำเช่นกัน

ความเสี่ยงเดียวที่อาจเกิดขึ้นได้คือกดหมายเลขผิด!!

ขั้นตอนในการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ไม่มีอะไรแตกต่างจากการโอนเงินโดยใช้เลขบัญชีที่ออกโดยแบงก์หากเป็นกรณีโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์สาขาแบงก์ แทนที่ผู้โอนจะแจ้งเลขบัญชีแบงก์ ก็เปลี่ยนเป็นแจ้งเลขหมายโทรศัพท์หรือหมายเลขบัตรประชาชน และจำนวนเงินที่จะโอน จากนั้นพนักงานของธนาคารก็จะตรวจสอบว่า ชื่อ-นามสกุล ตรงกับเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการโอนหรือไม่ หากตรงกันก็จะดำเนินการโอนให้ทันที

การโอนเงินผ่านทางอื่นก็เช่นเดียวกัน กรณีโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม เมื่อเข้าไปทำรายการที่ตู้ แทนที่จะกดเลขบัญชี ก็เปลี่ยนเป็นเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชน ที่ผูกกับบัญชีพร้อมเพย์และวงเงินที่ต้องการโอน จากนั้นเครื่องเอทีเอ็มจะขึ้นชื่อและนามสกุลและวงเงิน หากข้อมูลถูกต้อง ก็กดโอนได้ทันที

เช่นเดียวกับการโอนผ่านมือถือหรือโมบายแบงกิ้งและอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งขั้นตอนการทำรายการ ก็จะมีชื่อ-นามสกุล ผู้รับโอนขึ้นมา เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง

ส่วนข้อวิตกที่ว่า จะถูกล้วงข้อมูลในบัตรประชาชนนั้น ปกติการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าต้องแสดงตัวตนต่อพนักงานธนาคารและใช้บัตรประชาชนประกอบการเปิดบัญชีอยู่แล้ว โดยลูกค้าต้องกรอกคำขอเปิดบัญชี พร้อมนำบัตรประชาชนเสียบเข้าไปในเครื่องอ่านชิปการ์ด เพื่อตรวจสอบข้อมูล

ข้อมูลในชิปการ์ด มีข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด ที่อยู่ และรูปถ่าย เพื่อตรวจสอบว่าตรงกับข้อมูลที่พิมพ์บนบัตรประชาชนหรือไม่ หากตรงกันแสดงว่าเป็นบัตรประชาชนจริง ไม่ได้ถูกปลอมแปลงพนักงานธนาคารก็จะเปิดบัญชีให้ลูกค้า

จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีผู้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพราะระบบธนาคารก็มีข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้ว และที่สำคัญการทำธุรกรรมต่างๆโดยเฉพาะการถอนเงินนั้น ต้องใช้สมุดบัญชี บัตรประชาชน รวมทั้งรหัสผ่านกรณีทำบนมือถือหรืออินเตอร์เน็ตเสมอ

เคลียร์สารพันข้อวิตก “พร้อมเพย์”

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลากหลายเกี่ยวกับพร้อมเพย์ ไม่ว่าจะเป็นความหวั่นเกรงว่าจะถูกเรียกเก็บภาษี การถูกเข้าไปตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชี (Transaction) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรต้องมีความกังวล เนื่องจากพร้อมเพย์คือการเปิดบัญชีชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมีบัญชีธนาคารปกติ

ข้อมูลบัญชีลูกค้า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล ธนาคารไม่สามารถนำไปเปิดเผย หรือส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานใดของรัฐบาลได้ ยกเว้นจะมีคำสั่งของศาล

ส่วนการเสียภาษีนั้น ก็เป็นในอัตราปกติเหมือนบัญชีทั่วไป หากเป็นบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารจะเก็บภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยจ่าย หากเป็นเงินฝากออมทรัพย์ หาก ดอกเบี้ยต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกิน ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

ด้านข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดประมูลทำระบบพร้อมเพย์นั้น เป็นเพราะระบบพร้อมเพย์ เป็นการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ในนามสมาคมธนาคารไทยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ (National E-Payment) ซึ่งไม่ว่าเร็วหรือช้า แบงก์ก็ต้องดำเนินการอยู่ดี

โดยสมาคมธนาคารไทยและ ธปท. ได้มอบหมายให้บริษัท เนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันทำงานหลังบ้านให้กับระบบเอทีเอ็ม (เอทีเอ็มพูล) ซึ่งมีประสบการณ์ระบบโอนเงินเป็นอย่างดี เป็นผู้สรุปข้อมูล

ขณะที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐนั้น เป็นเพียงผู้ใช้บริการเหมือนกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น!!

ส่วนการถอนเงินจากบัญชีพร้อมเพย์ ขั้นตอนทุกอย่างกระทำเหมือนบัญชีทั่วไป หากถอนผ่านเคาน์เตอร์สาขา ก็ต้องใช้สมุดบัญชี พนักงานจะตรวจสอบลายเซ็นว่าตรงกันหรือไม่ แต่หากเป็นการถอนเงินฝากข้ามสาขา ต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนด้วย

ขณะที่การถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินต้องกดรหัส เช่นเดียวกับการใช้บริการโอนเงินหรือผ่านโมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

และหากเกิดกรณีเงินในบัญชีหาย การรับผิดชอบจะเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ธนาคารจะตรวจสอบว่าความผิดพลาดเกิดจากสาเหตุอะไร หากเกิดจากระบบของธนาคารหรือพนักงาน เป็นผู้กระทำให้เงินหายจากบัญชี ธนาคารจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แต่หากเป็นความผิดพลาดของลูกค้า ธนาคารจะไม่รับผิดชอบ เช่น ไม่เก็บรักษารหัสเอทีเอ็มให้ดี ถูกขโมยบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสและนำไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือกรณีบริการโมบายแบงกิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไม่เก็บรักษาชื่อ (user) พร้อมกับพาสเวิร์ด (password) ทำให้คนอื่นไปทำธุรกรรมแทน.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้