วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เป็นเงินทอง! สแกน กม.ลิขสิทธิ์เพลง ก่อนชีวิตพลิกเป็นโจรไม่รู้ตัว

ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ประกอบการร้านค้าควรจะศึกษา กฎหมายลิขสิทธิ์ เพราะหากพลาดพลั้ง หรือ เผลอ อาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวก "ลักขโมย" โดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญมันคือ "บทเรียน" ราคาแพงเสียด้วย

ที่ผ่านมา เกิดประเด็นดราม่า กับร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าของร้านได้โพสต์เฟซบุ๊กในนาม Add PhRae อ้างว่า ถูกชุดเจ้าหน้าที่ เจ้าของลิขสิทธิ์ค่ายเพลงแห่งหนึ่งปรับเงินจำนวน 20,000 บาท เนื่องจากเปิดเพลงผ่านยูทูบด้วยการต่อลำโพงรอบร้าน

บทเรียนราคาแพง ร้านกาแฟ เปิดเพลงจากยูทูบ ละเมิดลิขสิทธิ์ 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ต่อสายพูดคุยกับ นายสุรชาญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เพื่อสอบถามรายละเอียด โดยเจ้าของร้านกาแฟหนุ่มเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีชุดจับลิขสิทธิ์แฝงตัวเข้ามาเป็นลูกค้าในร้าน 3 คน เป็นชาย 1 คนหญิง 2 คน มาทำทีสั่งกาแฟกินและทำการบันทึกหลักฐานในขณะที่ทางร้านเปิดเพลงผ่านยูทูบ จากนั้นคาดว่า มีการส่งสัญญาณ และเพียงไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้ามาสมทบด้วย เป็นตำรวจในเครื่องแบบ 2 คน และนอกเครื่องแบบ 1 คน ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่ตนออกไปทานข้าวข้างนอก แต่เด็กในร้านได้โทรมาบอกให้ทราบว่า มีชุดจับกุมฯ และตำรวจ บอกว่า “ร้านของเราได้หาประโยชน์จากเพลงของค่ายเขา”

หลังจากนั้นตำรวจก็ได้เชิญตัวไปโรงพักและได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกัน ไม่มีการข่มขู่แต่อย่างใด โดยทางชุดจับกุมฯได้ยื่นข้อเสนอให้จ่ายค่าปรับ 50,000 บาท โดยอ้างว่าหากเรื่องถึงชั้นศาลจะต้องเสียเงินเป็นแสน และอ้างต่อว่า หากพบว่ามีไฟล์เพลงละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ในโน้ตบุ๊กอีกจะถูกปรับอีกเพลงละ 5,000 บาท แต่ด้วยที่ไม่ได้เปิดผ่านไฟล์เพลงจึงไม่ถูกปรับในส่วนตรงนี้ และท้ายที่สุดได้มีการเจรจาต่อรองกันไปมาลดเหลือ 20,000 บาท

“หลังจากที่มีการจ่ายเงินค่าปรับ ได้มีเจ้าหน้าที่จากค่ายเพลงคนดังกล่าวโทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า ชุดจับฯมีการดำเนินการจับกุมผิดบางขั้นตอน เนื่องจากมีการอ้างชื่อผู้บริหารระดับสูง และในระหว่างพูดคุยกันยังมีการยื่นข้อเสนอบอกว่าให้ตนจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ เพื่อที่จะนำเพลงไปใช้ได้อย่างถูกต้อง แต่ผมปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ตอนนั้นรู้สึก งง และตกใจมาก ตั้งแต่เปิดร้านมาปีกว่า ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้"

นายสุรชาญ กล่าวต่อไปว่า ร้านของตน มีรั้วรอบขอบชิดปกติ ซึ่งทำร้านกาแฟภายในบ้าน ไม่ใช่ร้านใหญ่ เป็นธุรกิจครอบครัว จึงอยากถามกลับไปว่า เราเปิดเพลงฟังในบริเวณบ้าน แล้วทำไมการที่เราต่อลำโพงไปในบริเวณบ้าน เราถึงไม่มีสิทธิ์ทำ? แต่ ตนก็ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเลย จึงไม่อยากมีปัญหาและต้องยอมเขาไป

"เขาเข้ามาก็ไม่ได้ตักเตือน มาถึงก็มาจับ และจะปรับเงินด้วยจำนวนเงินค่อนข้างสูง ส่วนตัวเห็นว่ามันไม่ยุติธรรม ที่ผ่านมาก็มีการให้ข้อมูลในมุมของตนเอง จึงไม่ทราบว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้กันแน่"

เพื่อให้เรื่องนี้ได้เข้าใจอย่าง "ถ่องแท้" ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และที่ผ่านมา เคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามจาก "ผู้รู้" ถึง 3 ท่าน เพื่อมาให้คำตอบ คือ นายพรชัย ศิรินุกูลชร เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย พร้อมด้วย นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ว่าอะไรทำและไม่ได้...

เรียนรู้กฎหมาย "ลิขสิทธิ์" อำนาจครอบคลุมแค่ไหน 

ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ขอปูพื้นความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ก่อน โดยผู้ที่จะอธิบายเรื่องนี้ชัดเจนที่สุด ต้องเริ่มที่ นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นายทศพล กล่าวว่า ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ได้กำหนดไว้ว่า จะให้สิทธิ์แก่เจ้าของเพียงผู้เดียว คือ เจ้าของสิทธิ์มีสิทธิ์เพียงผู้เดียวที่สามารถนำชิ้นงานไปทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ซึ่งการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามข้อกฎหมาย ไม่ได้มีการกำหนดว่าการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะต้องเผยแพร่โดยวิธีใด เพียงแต่ระบุว่า หากนำชิ้นงานไปปรากฏต่อหน้าสาธารณชนด้วยวิธีใดก็ตาม เข้าข่ายเจตนาเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย นั่นแปลว่าหาเปิดเพลงผ่านสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ ยูทูบ แผ่นซีดี เป็นต้น ก็ถือว่า เข้าข่ายเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ก่อน แต่มีข้อยกเว้นว่า หากนำชิ้นงานไปเผยแพร่ให้พี่น้องภายในครอบครัว หรือนำไปใช้ส่วนตัวในวงจำกัด ที่ไม่ไปกระทบต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของสิทธิ์ หรือไม่กระทบกระเทือนสิทธิ์ของเจ้าของเกินสมควรสามารถทำได้

หากเราบอกว่าเปิดเพลงให้ญาติฟัง แต่บังเอิญว่าญาติเรามีจำนวนมากถึง 50-100 คน แล้วเราเปิดให้ญาติฟัง หากถามว่าเหตุการณ์นี้กระทบเทือนสิทธิ์ของเจ้าสิทธิ์หรือไม่ หากเจ้าของเขาคิดว่า การที่เราเปิดเพลงเขาให้คนจำนวนมากฟังแบบนี้ ทำให้เขาขายแผ่นไม่ได้ เขาสามารถแจ้งความจับเราได้และหากมีการดำเนินเรื่องถึงชั้นศาล ศาลจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ถ้าเข้าข่ายความผิดก็ต้องถูกลงโทษ

ลิขสิทธิ์เพลง แบ่งออกเป็น 2 สิทธิ์ “ดนตรีกรรม-สิทธิ์ในงานเพลง”

ขณะเดียวกัน นายพรชัย ศิรินุกูลชร เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วเพลง 1 เพลง จะมีลิขสิทธิ์ 2 สิทธิ์ สิทธิ์แรก ดนตรีกรรม คือ สิทธิ์ในทำนองเพลง จังหวะเพลง หรือเนื้อร้องเพลง ที่ผู้ประพันธ์ได้เรียบเรียงไว้ และสิทธิ์ที่สองคือ สิทธิ์ในงานบันทึกเสียง หมายถึง สิทธิ์ในงานเพลง, เสียงการแสดง หรือ เสียงใดๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในสื่อชนิดใดก็ตาม ดังนั้นหากเพลง 1 เพลงขาดสิทธิ์ใดสิทธิ์หนึ่งไป เมื่อผู้ประกอบการนำไปใช้ ก็ถือว่ามีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์

นายทศพล กล่าวต่อว่า ในเพลงหนึ่งเพลง เนื้อร้องและทำนองอาจจะมีเจ้าของเป็นคนละคนกัน ปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องปรับปรุงกันต่อไปเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ดี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์แตกต่างจากทะเบียนการค้า ที่ต้องจดทะเบียนก่อนถึงจะคุ้มครอง แต่ลิขสิทธิ์ ไม่ต้องจดทะเบียนแต่จะคุ้มครองโดยอัตโนมัติทั่วโลก เพราะเห็นว่า เป็นชิ้นงานที่เราสร้างสรรค์ขึ้นเอง โดยไม่มีการลอกเลียนแบบจากผู้อื่น ถึงแม้ว่ามีชิ้นงาน 2 ชิ้นผลิตออกมามีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือนกัน แต่หากมีการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ลอกกัน ก็จะถูกคุ้มครองลิขสิทธิ์ทั้งคู่ แต่ชิ้นงานที่เข้าข่าย จะแบ่งออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้ คือ  งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรือ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี และแผนกวิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ

"ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินฯได้มีการเชิญชวนให้บริษัทจัดเก็บฯของไทย ว่า จะดีไหมหากเราจะแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาสักหนึ่งองค์กรเพื่อมาทำหน้าที่จัดเก็บ ผลที่ได้คือ ค่ายเพลงขนาดใหญ่ มีความตระหนักในเรื่องนี้พอสมควรและรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณา แต่ส่วนตัวมองว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้คุ้นเคยกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เองมากกว่า"

ไล่จับลิขสิทธิ์ ปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ "เน้นปรับ" มากกว่า "เอาผิด" จริงหรือ!?

แต่เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ กลับมีปัญหาอื่นตามมา โดย นายพรชัย เล่าว่า การจับกุมเรื่องลิขสิทธิ์ของสังคมไทยได้สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการค่อนข้างมาก เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ล้มหายตายจากไปแล้วมากกว่า 50% เนื่องจากมีกระบวนการจับกุมลิขสิทธิ์เพลงที่ไม่เป็นธรรม พร้อมกับต้องเสียเงินค่าปรับอันแสนแพง จึงทำให้ในขณะนี้มีกระแสสังคมออกมาต่อต้านและงดเปิดเพลง

"ที่ผ่านมา มีการจับกุมลิขสิทธิ์ที่บางครั้งอาจจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ผิดหลักความเป็นธรรม เพราะจากพฤติกรรมของทีมจับกุมบางคน ลักษณะคล้ายไม่ได้มีเจตนามาจับ แต่กลับมากรรโชกทรัพย์เสียมากกว่า หรือเรียกว่า การจับโดยใช้สิทธิ์ไม่สุจริต แอบแฝงหาผลประโยชน์ นำเอาช่องโหว่ของกฎหมายมาหากิน ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอายอย่างมาก เข้าใจว่าคดีความเรื่อง ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเป็นคดีอาญายอมความได้ เพราะไม่ได้ไปละเมิดต่อรัฐ ขั้นตอนการจับกุมที่ถูกจะต้องดำเนินการแจ้งความก่อน หากพบว่ามีการละเมิด จากนั้นจึงนำตำรวจมาพิสูจน์ แต่ประเทศไทยเราไม่ใช่แบบนั้น เราเอาตำรวจมาจับเลย หิ้วตัวไปโรงพัก ซึ่งความจริงแล้วผู้ประกอบการมีสิทธิ์ที่จะไม่ไปโรงพักได้ แต่ก็ต้องไปเพราะความไม่รู้ในกฎหมายที่แท้จริง" นายพรชัย กล่าว

ด้าน รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างมีกฎหมายควบคุมอยู่ แต่พฤติกรรมคนเป็นสิ่งที่ควบคุมยาก เพราะคนมันก็มีทั้งสุจริต และไม่สุจริต คนที่รู้และไม่รู้ ซึ่งกลุ่มคนที่ไม่รู้ ทางกรมทรัพย์สินฯก็จะพยายามออกไปเผยแพร่ให้ได้ทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ เพราะจริงๆ แล้วระบบลิขสิทธิ์ มันมีประโยชน์และสร้างความเพลิดเพลิน มันไม่ควรจะเป็นปัญหา

ย้อนดูอดีต คดีเก่าฟ้องร้านอาหาร ศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" เหตุเพราะบรรยายฟ้องว่า "เพื่อหากำไร"

เมื่อถึงตรงนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ศึกษากรณีศึกษาคดีหนึ่ง เกิดเหตุเมื่อช่วง 2551-2552 เกิดขึ้น ซึ่งโจทก์เป็นบริษัทค่ายเพลงแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้ฟ้องร้อง สาวผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง โดยบรรยายฟ้องว่า...

บริษัทค่ายเพลงแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุเพลง ทำนองเพลง สิ่งบันทึกเสียง ตามบัญชีรายชื่อเพลง ฟ้องหญิงสาวรายหนึ่ง เป็นจำเลย โดยได้นำแผ่นวีซีดีเพลง ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่ร้านอาหารตามสั่งตนเอง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง โดยมีการเปิดผ่านเครื่องเล่นซีดีเชื่อมสัญญาณต่อกับเครื่องขยายเสียง เผยแพร่ให้บริการแก่ลูกค้า สาธารณชนผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านของจำเลย ได้ฟังทั้งคำร้องและทำนอง อันเป็น การกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีซีดีเพลงดังกล่าว เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย

เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยโทรทัศน์สีจำนวน 1 เครื่อง เครื่องเล่นซีดี ดีวีดีจำนวน 1 เครื่อง และแผ่นซีดีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 19 แผ่น ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4,6,8,15,27,28,29,30,31,69,70,75,76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ ซึ่งทำให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำเนาประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานเพื่อกำไร ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น

แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น ได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารจำเลยได้ฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงดังกล่าว เพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าว หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของ “เพื่อหากำไร”

แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก็ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ข้อกำหนดมาตรา 31

ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

1.) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า หรือเสนอให้เช่าซื้อ
2.) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
3.) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
4.) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
มาตรา 27 การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
1.) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
2.) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

วิเคราะห์คดีเก่า ศาลยกฟ้อง เทียบกับคดีใหม่ไม่ได้ 

จากกรณีดังกล่าว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้อธิบายให้เข้าใจได้ว่า ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยตามกฎหมายว่า การเปิดเพลงในร้านอาหาร ไม่ใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางกำไรจากการเปิดเพลง ศาลจึงถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบความผิดมาตรา 31 ที่ระบุว่าเพื่อแสดงหาผลกำไร ส่วนประเด็นที่ร้านกาแฟเปิดเพลงผ่านยูทูบ ที่กำลังเป็นประเด็น ว่าเป็นการเผยแพร่จากสาธารณชนไหม ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์มีหลายมาตรา คือ มาตรา 27 28 29 30

"ส่วนใหญ่ ถ้าการนำข้อมูลลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ว่าจะผิดไหม ก็จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่เปิดผ่านยูทูบในร้านอาหาร เขาเปิดเพื่อฟังส่วนตัวหรือเปิดให้ลูกค้าฟัง ถ้าเปิดฟังส่วนตัวเองไม่มีปัญหา แต่ถ้าเปิดเพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ฟัง มันก็มีหลายมาตราที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะเลือกฟ้องได้ ซึ่งจากคดีที่ศาลพิพากษา ในอดีตต้องบอกว่าโจทก์ฟ้องว่า เขาเปิดเพลงเพื่อหากำไร สาเหตุที่คดีนี้ถูกตัดสินว่าไม่ผิด เป็นเพราะว่าศาลฎีกาไปตีความว่า การเปิดเพลงในร้านอาหาร ไม่ได้เปิดเพื่อหากำไร จึงไม่เขาเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่หากเขาฟ้องในมาตราอื่น ที่ตีความว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนไหม ก็จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น"

สอดคล้องกับ นายทศพล ได้กล่าวว่า บางคำพิพากษาที่ออกมาว่าไม่ผิดนั้น ไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิงใช้ได้กับทุกกรณี แต่จะต้องมาพิจารณาว่าโจทก์หรือผู้ฟ้อง ได้ดำเนินการฟ้องในมาตราไหนบ้าง โจทก์นำสืบอย่างไร จำเลยมีการต่อสู้อย่างไร เป็นต้น แน่นอนว่าในกรณีของร้านกาแฟมีลักษณะคดีที่คล้ายๆ กับคำพิพากษาในอดีต แต่ในเบื้องลึก เราไม่สามารถทราบได้ว่าคำพิพากษาที่ออกมามีการดำเนินการฟ้องอย่างไร มีการต่อสู้กันอย่างไร ศาลจึงได้ตัดสินออกมาในลักษณะแบบนั้น เพราะในหลายปีก่อน ก็มีคำพิพากษาของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ขายเพลงเหมือนกัน โดยเขาได้กระทำความผิด คือ เปิดเพลงภายในร้าน และหันลำโพงไปที่ประตูเพื่อหวังให้ลูกค้าได้ยิน ในกรณีศาลตัดสินออกมาแล้วว่า มีความผิด ดังนั้นหากเปรียบกันระหว่างร้านซ่อมคอมพ์กับร้านกาแฟ ที่เปิดเพลงในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้มีเจตนาขายเพลงเช่นเดียวกัน ในจุดนี้มันสามารถมองออกได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำผิดคือ การนำเพลงไปเผยแพร่ให้ต่อสาธารณชนฟัง โดยไม่ขออนุญาตก่อน

“หากยืนยันได้ว่า เปิดเพลงในร้านเพื่อ "ฟังเอง" ก็ไม่ผิด แต่...ถ้าคุณเปิดเพลงเสียงดัง แถมยังมีการต่อลำโพงไปยังโต๊ะลูกค้าอีก ในกรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผมมองว่าผู้ประกอบการจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า เราเปิดเพลงภายในร้าน แต่ผลที่ได้คือ ทำให้ลูกค้านั่งในร้านนาน ทำให้ลูกค้าเข้าร้านบ่อยๆ เป็นต้น นั่นแปลว่า เรามีผลประโยชน์ทางการค้าจากการเปิดเพลง” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวอย่างฉะฉาน

ขณะเดียวกัน เลขาธิการสมาพันธ์องค์กรผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ไทย กล่าวในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ ถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมว่า การละเมิดหรือไม่ต้องดูที่เจตนา หากเป็นการเปิดเพลงเพื่อเพิ่มบรรยากาศในร้านเท่านั้น ก็ถือว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะหาประโยชน์จากเพลงทางการค้า อย่างไรก็ดี เรื่องนี้สามารถ “มองได้หลายมุม” แต่สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องถามตัวเองก่อนว่า ร้านเราได้ประโยชน์จากเปิดเพลงหรือไม่ ถ้าได้...ก็ควรที่จะซื้อลิขสิทธิ์มาใช้อย่างถูกต้อง

“ส่วนตัว อยากให้ทางค่ายเพลงมีข้อยกเว้นการเรียกเก็บลิขสิทธิ์เพลงจากผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดเล็ก และมีการลงทุนน้อย ส่วนผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ ลงทุนสูง ในกรณีควรติดต่อขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง เพื่อนำเพลงมาใช้อย่างถูกต้อง” นายพรชัย กล่าว

จี้รัฐ เข้ม กระบวนการจับกุมฯ เพื่อสร้างความเป็นธรรม

นายพรชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเก็บลิขสิทธิ์เป็นธรรมได้ ภาครัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง 2 ประเด็น คือ 1.ลิขสิทธิ์เพลงต้องมีความชัดเจนว่าเป็นของใครแน่ และ 2.ขั้นตอนการจับกุมลิขสิทธิ์ ควรมีการแจ้งเตือนเป็นเอกสาร และให้ข้อมูลแก่ลูกค้าก่อน พร้อมทั้งให้ทางกระทรวงยุติธรรมเข้ามามีส่วนช่วยด้วย โดยการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือลิขสิทธิ์โดยตรง ที่สำคัญคือวงเงินประกันที่สูงถึง 50,000 บาท อาจจะทำให้เกิดการต่อรองเพื่อยอมความกัน

ในขณะที่ นายทศพล กล่าวว่า ทางกรมทรัพย์สินฯก็พยายามดำเนินการขอความร่วมมือกับบริษัทจัดเก็บฯตลอดว่า ก่อนจับกุมฯควรมีการแจ้งเตือนก่อน ซึ่ง ณ ตอนนั้นทุกบริษัทต่างก็พยักหน้ายอมรับกติกา แต่ปัญหาก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ในสังคม และบางครั้งก็พบว่า มีบริษัทจัดเก็บฯบางรายการเอาเปรียบลูกค้า ซึ่งทางกรมทรัพย์สินฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางแก้ไขและขอความร่วมมือจากบริษัทจัดเก็บฯในเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ 29 ราย ในขณะที่ต่างประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์มีการรวมตัวกัน เพื่อแต่งตั้งองค์กร บริษัท จัดเก็บฯขึ้นมา จึงทำให้ในต่างประเทศมีองค์กรจัดเก็บฯน้อยราย นอกจากนี้วิธีการจัดเก็บฯยังมีความแตกต่างกันอีก คือ ในต่างประเทศจะใช้หลักการเก็บโดยการพิจารณาจากการใช้งานจริง แต่บริษัทจัดเก็บฯในประเทศ จะใช้วิธีการจัดเก็บฯแบบเหมาจ่าย จึงทำให้ยอดเงินที่จ่ายมีจำนวนมาก

คำแนะนำ หากถูกจับละเมิดลิขสิทธิ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ให้ นายพรชัย แนะนำผู้ประกอบการทั่วไปว่า หากถูกจับลิขสิทธิ์ ควรทำอย่างไร ซึ่งนายพรชัย กล่าวว่า เป็นข้อๆ ว่า

1.หากเราไม่มีความผิด อย่ายอมความ
2.เก็บหลักฐานข้อมูลทุกอย่างไว้ในมือ เช่น เบอร์โทรศัพท์ของชุดจำกุมการละเมิดลิขสิทธิ์ และในระหว่างเข้าจับกุมควรเก็บหลักฐาน เช่น ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้ 
3.ต้องรู้ว่าตำรวจที่รับแจ้งความชื่ออะไร คือ ต้องเก็บหลักฐานไว้ทุกอย่าง เมื่อถึงเวลา เราจะต่อสู้ในชั้นศาลนั้นจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งนี้ คดีในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ ศาลจะตัดสินยกฟ้อง หรือให้รอลงอาญา เนื่องจากการจับกุมส่วนมากมักจะทำกันแบบผิดกฎหมาย โดยจะเน้นที่การจับปรับอย่างเดียว ไม่ค่อยประสงค์ที่จะดำเนินคดี

นายพรชัย กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ผมเชื่อว่าไม่มีธุรกิจไหนอยากทำผิดกฎหมาย เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย อีกทั้งเรื่องลิขสิทธิ์เพลงในตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน แถมยังมีราคาแพง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสล้มละลายซึ่งมันส่งผลกระทบต่อวงจรเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อนข้างมาก

รวบรวมค่ายเพลง-ศิลปินใจดี ให้ใช้เพลงฟรี ไม่เก็บลิขสิทธิ์ ใช้ขับกล่อมในสถานประกอบการ 

ในช่วงท้าย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมศิลปินและค่ายเพลงที่ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะผู้ประกอบการใช้เพลง “ฟรี” หากใครสนใจก็สามารถหยิบมาใช้เปิดกล่อมให้กับลูกค้าได้ อาทิ

1.เบิร์ดกะฮาร์ท ประกอบด้วย เพลงในอัลบั้ม ชุดห่างไกล (พ.ศ. 2528), อัลบั้ม ชุดด้วยใจรักจริง (พ.ศ. 2529), อัลบั้มชุดจากกันมานาน (พ.ศ. 2534), อัลบั้มชุด Moonlighting (พ.ศ. 2538), อัลบั้มชุดที่รัก (พ.ศ. 2539) นอกนั้นก็ยังมีเป็น Single ออกมาบ้างประปรายครับ เช่น เพลง This songs for you เพลงแก้วตา เพลง Happy Birthday Baby เพลง อยากให้เธอได้รู้ เพลงจากกันด้วยดี

2.Lipta (ลิปตา) โพสต์บอกแฟนเพลงว่ายังไม่มีแผนจัดเก็บลิขสิทธิ์

3.เสก โลโซ เฉพาะค่ายเพลงในกลุ่ม Loso Entertainment และ เยสส เรคคอร์ด

4.triumphs kingdom เพลง "ตบจูบ"

5.T-bone เจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ถึง..ร้านกาแฟที่รัก เปิดเพลงของ T-bone ได้ทุกร้านนะครับ..ให้เปิดได้ฟรี..ขอบคุณครับ”

6. ค่ายเพลง Baichasong บทเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไป upload ขึ้นตามช่องต่างๆ เช่น youtube เพื่อเผยแพร่เอง และหรือส่งต่อให้ผู้อื่น download เพราะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และห้ามมิให้ผู้ใดนำเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไปทำภาพประกอบโดยไม่ได้รับอนุญาต

- ใบชาsong อนุญาตให้เปิดเพลงของเราฟังได้ในสถานประกอบการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ โดยซื้อแผ่นซีดี แผ่นเสียง ไฟล์เพลง Hi-Res ของใบชาsongที่เป็นแผ่นถูกต้องตามลิขสิทธิ์เท่านั้น

- ใบชาsong อนุญาตให้แชร์และเปิดฟังได้จาก youtube channel : baicha104

- สามารถนำเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของใบชาsong ไปเล่น ร้อง cover ในร้านอาหาร หรือทำวิดีโอที่เล่นร้อง cover ลงยูทูบได้โดยมิได้ทำเพื่อการค้า

7.ค่ายเพลง Smallroom ได้ทำ Playlist เพลงสำหรับเปิดฟังในร้านอาหารออกมาด้วย พร้อมบอกกับร้านค้าว่า สามารถเอาเพลงเหล่านี้ไปใช้ในร้านได้ตามใจเลย ซึ่งในลิสต์ดังกล่าวนั้นมีเพลงของศิลปินในค่าย Smallroom ทุกคนเลยไม่ว่าจะเป็นวง Tattoo Colour, Polycat และอีกหลายๆ ศิลปิน

8.ค่ายเพลง LOVEiS ได้ออกมาอนุญาตให้เปิดเพลงของทางค่ายผ่านช่องทางYoutube ได้ ในร้านค้าทุกประเภท แต่จะต้องเปิดจาก LOVEiS Channel

9. ศิลปินอิสระ  Gift My Project ก็ออกมาอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเพลงพวกเขาไปใช้ได้ด้วย เพราะเพลงของเขานั้นเขียนเองและทำเองแบบไม่มีค่าย และนอกจากจะอนุญาตให้นำเพลงไปใช้ในร้านอาหารแล้ว คลื่นวิทยุ และ นักดนตรีกลางคืนก็สามารถนำเพลงของ Gift My Project ไปเล่นได้ด้วย

นอกจากนี้ ทีมข่าวฯ ยังได้สอบถาม ยังเฟซบุ๊กแฟนเพจของทางค่ายเพลงต่างๆ คือ Newlights Production , Studio Commuan , Long Time Music Channel, Summer Disc Music , 9'50 Records , Banana Record ได้ความว่า ทางค่ายเพลงอนุญาต และมีความยินดีให้นำเพลงของทุกศิลปินในค่ายเพลงไปเปิดในร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเค้ก เป็นต้น เช่นเดียวกับค่ายเพลง Mono Music

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ