ข่าว
100 year

"สุวัฒน์" ปักธงให้ SF Cinema เมื่อถึงวันที่เทคโนโลยีเขมือบโลก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์20 มิ.ย. 2559 05:01 น.
SHARE

จันทร์นี้ ทีมเศรษฐกิจขอหยุดพักเรื่องยากๆของแนวนโยบายเศรษฐกิจการเมือง และข้อถกเถียงเรื่องการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ไว้ก่อน เพื่อนำท่านผู้อ่านเข้าสู่วิธีการบริหารจัดการของธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภาวะที่ต้องเอาตัวให้รอดจากคลื่นลูกใหญ่ของเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาอย่างฉับพลัน เช่นเดียวกัน กับที่ธุรกิจหลายสาขาหลากประเภทต้องพบและเจอะเจอ

SF Cinema เจ้าของโรงภาพยนตร์ 1 ใน 2 รายใหญ่ของประเทศที่นำเสนอ Platform ในรูปแบบใหม่ๆรองรับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายเพศ และอายุเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์ของเขาให้ได้ที่สุด ตั้งแต่ เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงวัยชรา

นายสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานบริหารเจ้าหน้าที่บริษัท และผู้บริหารจัดการธุรกิจนี้แทนบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อเขามีอายุได้เพียง 17 ปี

ในฐานะเป็นพี่คนโต เขาเลือกที่จะรับหน้าที่ของบิดาต่อ และทำสิ่งที่บิดารักให้สำเร็จ ในขณะที่เขามีความผูกพันกันกับโรงภาพยนตร์ในพื้นที่กว่าไร่ครึ่งของบ้านพักอาศัยของครอบครัว

30 กว่าปีมาแล้วที่ผมคร่ำ หวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์ และโรงหนัง ทุกวันนี้ SF Cinema กับ Major Cineplex ยังคงมีที่ยืนอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอด และที่ยืนของพวกเราอยู่ในหน้า 24 ของหนังสือพิมพ์ เมื่อไหร่ที่ใครก็ตาม จะหาว่าโรงหนังขณะนี้ฉายภาพยนตร์เรื่องใด เวลาใด คุณสามารถเข้าไปเปิดอ่านได้ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมื่อก่อนคนชี้เป็นชี้ตายหนังแต่ละเรื่อง เป็นคนในวงการสื่อ แต่จู่ๆเมื่อไม่นานมานี้เอง ค่ายหนังที่ลงโฆษณา ในหนังสือพิมพ์เดียวกัน ค่อยๆหดหายไป มารู้ก็เมื่อเขาบอกว่า เขามูฟตัวเองไปโซเชียลมีเดีย หรือออนไลน์กันแทบจะหมดแล้ว ทำไมเราจึงยังอยู่

“ในฐานะเป็นเจ้าของโรงหนัง เป็น Platform ให้กับหนังเรื่องต่างๆ ผมกับคุณวิชา พูลวรลักษณ์ (เจ้าของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์) มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่รักการอ่านหนังสือพิมพ์ และไม่ใช่ว่า จะมีมากคนที่ชอบดูหนัง หรือ เรื่องราวต่างๆบนมือถือ ขณะเดียวกัน เรายังมีความเห็นตรงกันว่า คนวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์ หรือซุบซิบนินทาดาราในหนังสือพิมพ์นั้น มีเสน่ห์มากกว่า...

ก็อย่างที่เราๆท่านๆเห็น เรายังเห็นเขาอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราที่ต้องการดึงดูดคนเข้าโรงหนังให้มากที่สุด”

นายสุวัฒน์ เข้ามารับผิดชอบดูแลกิจการของบิดา นายสมาน ทองร่มโพธิ์ ซึ่งมีใจรักในการสร้างโรงหนัง กระทั่งลาออกจากราชการมาเริ่มต้นทำธุรกิจโรงหนัง “ศรีตราด ราม่า” หน้าตลาดสดขนาดใหญ่ในเมือง เป็นโรงหนังแห่งแรกที่ทันสมัยด้วยเพราะใส่องค์ประกอบต่างๆหลายส่วนไปผนวกรวมกับโรงหนังด้วยนั่นเอง

ด้วยการสนับสนุนของลูกน้องเก่าของพ่อ และพรรคพวก ทำให้ธุรกิจโรงหนังของนายสุวัฒน์ ดำเนินไปด้วยดี มีผลทำให้เขาสามารถเปิดสาขาของโรงหนังศรีตราดได้ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ตั้งแต่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และสระแก้ว

พร้อมๆกัน เขายังมีกิจการสายหนัง ในชื่อสมานฟิล์ม (SF) รับเป็นตัวแทนจากค่ายหนังทุกค่ายจวบจนปี 2530 ที่กิจการโรงหนังกลับซบเซาลง กระทั่งกิจการโรงหนังซบเซาลงตามกิจการภาพยนตร์ แต่ในอีก 2-3 ปีต่อมาก็เกิดค่าย EGV และ Major cineplex ทำให้ธุรกิจนี้กลับมาคึกคักใหม่อีกครั้ง

ช่วงเวลานั้น เขาคิดลู่ทางใหม่ๆที่จะสู้เจ้าใหญ่ๆให้ได้ และทำให้เกิดโรงหนังแบบ Multiplex ซึ่งแม้ใครหลายคนจะเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะสู้ แต่นายสุวัฒน์ ได้คิดเช่นนี้

วันรุ่งขึ้น เขานำทัพไปเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครองชั้น 7 (เอ็มบีเค ฮอลล์) ด้วยการทุ่มทุนไปกว่า 600 ล้านบาท ในพื้นที่ 25,000 ตร.ม. เพื่อสร้างโรงหนังที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด One Floor Entertainment เนื่องจากเห็นโอกาสให้การทำโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ คือ 1 โรงมีหลายจอ

ขณะเดียวกัน ก็เห็นโอกาสที่จะต้องทำโรงหนังทันสมัยในแถบชานเมืองกรุงเทพฯ 3 สาขาพร้อมกันคือ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บางแค บางกะปิ และสาขาอื่นๆที่ตามมาอีกเป็นร้อยๆสาขา

ทุกวันนี้เรามีโรงภาพยนตร์ หรือโรงหนังอยู่ทั้งสิ้น 322 โรง ใน กทม. 154โรง และในต่างจังหวัด 168 โรง เรามีเป้าหมายจะสร้างโรงหนังในปีนี้อีก 5–6 โรงและเดินสายออกสำรวจทำเลที่ตั้งของโรงหนังในกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มาหมดแล้ว พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย

โรงหนังแต่ละโรงมีต้นทุนอยู่ที่ จอฉาย คือ 15-20 ล้านบาท ถ้ามี 10 จอก็ต้องใช้เงินลงทุนราว 150-200 ล้านบาท ราคาค่าลงทุนตรงนี้ บวกไว้ด้วย ล็อบบี้นอกฮอลล์ ซึ่งมีที่ขายขนม น้ำดื่ม ไอศกรีม พร้อมสรรพ

สิ่งที่โรงหนังจะดึงคนให้เข้าไปดูหนังมากๆก็คือ ต้องทำตัวเป็นผู้นำเทรนด์ และแบ่งคนดูออกไปให้เกิดความหลากหลาย เรามีโรงหนังที่มีชั้นบิซิเนส ที่นำเสนอสิ่งต่างๆรอบตัวระหว่างการดูหนังได้ ขณะเดียวกัน ก็มีโรงหนังชั้นเฟิร์สคลาส ทั้งในแบบที่มาเป็นครอบครัว และมาตามลำพังได้ ซึ่งจะมีคนดูแล เราสร้างกิมมิค (Gimmick) ที่เป็นลูกเล่นให้ผู้เข้าชมมีความรู้สึกประทับใจได้ในหลายหลากอารมณ์ เช่น ห้องชายหาด เมื่อคุณเข้าไปจะพบเก้าอี้นั่งแบบชายหาด ดาดฟ้าเป็นชายหาด

หรือสร้างห้องดูหนังแบบมีดาวกับเดือน ซึ่งปรากฏว่า ไม่นาน ก็ได้รับเสียงตอบกลับมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ชอบห้องพิเศษๆแล้วเหล่านี้ กับการบริการหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ เวลคัม ดริงก์ (Welcome Drink)

ขณะที่สนนราคา กลุ่มโรงหนังไม่ได้ขอขยับปรับขึ้นมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สำหรับชั้นดูหนังปกติที่ยังคงเก็บอยู่ 160-180 บาทต่อที่นั่ง แต่ถ้าเป็นชั้น First Class เราขอค่าที่นั่งที่สะดวกสบายเหมือนบ้านที่หัวละ 700-800 บาท

เมื่อถามว่า ยังคิดว่าโรงหนังจะสู้กับเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ได้หรือไม่ นายสุวัฒน์ตอบว่า ถ้าเพียงแต่เราปรับปรุงเรื่องราวบางอย่าง เช่น ปรับปรุงที่นั่งในระดับต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าโรงหนังแล้ว การจัดอันดับในบ็อกซ์ออฟฟิศของหนังไทย ก็เป็นเรื่องจำเป็น ทุกวันนี้ ผมนำเข้าหนังจากฮอลลีวูดอยู่ 60% และอีก 40% เป็นหนังของคนไทย

“ผมมองว่า หนังไทยกำลังเทกออฟ โงหัวดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนรุ่นใหม่ที่มีหัวก้าวหน้ามาร่วมงานด้วย ในขณะที่หนังจากต่างประเทศก็ดูเหมือนจะปรับตัวให้สู้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ ด้วยแนวคิดการทำหนังที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้นมากขึ้น เช่น...

หนังอัตชีวประวัติ และหนังประเภท Documentary อย่างเรื่อง All thing must past ก็ปรากฏว่ามีคนดูกันมาก แบบเดียวกับหนังอัตชีวประวัติของคุณยายอายุ 84 ปีชื่อ Iris Appen ซึ่งชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ก็มีคนให้ความสนใจเข้าไปชมกันเยอะ”

หนังพวกนี้ จะมีศูนย์กลางการฉายอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ขณะที่หนังที่เกี่ยวกับอัตชีวประวัติ อาจขายได้ในพื้นที่ หรือทำเลที่เป็นย่านที่พักอาศัยระดับบนมากๆ เช่นที่ คริสตัล ปาร์ค เป็นต้น

อีกสิ่งที่เราต้องพัฒนาก็คือ ทำให้โรงหนังกลายเป็น Experience สำหรับคนดู คือถ้าคุณไม่มาคุณก็จะไม่รู้เลยว่า รูปแบบของโรงหนังสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเป็นประสบการณ์ใหม่ๆที่คุณจะได้พบ บางคนอาจจะบอกว่า ดีกว่าดูหนังอยู่กับบ้านด้วยซ้ำ

เนื่องจากเราเป็นฝ่ายโรงหนัง เราก็ต้องคิดที่จะพัฒนาโรงหนังของเราให้เป็นสิ่งที่น่าค้นหา และสร้างประสบการณ์ดีๆ พร้อมลูกเล่นต่างๆให้แก่ผู้ชมให้มาก ในขณะที่เจ้าของหนังอย่างฮอลลีวูด หรือ ผู้สร้างหนังไทยก็จำเป็นจะต้องพัฒนาเนื้อหาคอนเทนท์ที่จะนำมาเสนอ เจ้าของโรงหนังให้เสมอภาคกัน โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนเลือกที่จะบริโภคหนังด้วยวิธีต่างๆ

อย่างหนังไทย อย่าหาว่าผมก้าวก่ายนะครับ ผมว่าถ้าเราไม่มีทุนมากพอจะไปสู้กับหนังประเภทซุปเปอร์ฮีโร่ หรือหนังที่ใช้เอฟเฟกต์มากๆ เราก็ทำหนังตามสไตล์ของเราอย่าง พ่อมากที่พลิกเหรียญอีกด้านให้คนดู หรืออย่างหอแต๋วแตก หรือหลวงพ่อแจ๊ส ไปโน่นเลยก็โอเค แต่ไม่ใช่สร้างหรือกำกับหนังแบบ “แก้วหน้าม้า” ซ้ำแล้วซ้ำอีกส่งมาให้โรง เพราะโรงหนังก็ต้องคิดว่า ถ้าฉายไปแล้ว คนไม่ดู ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า

สำหรับรายได้ยอดขายของ SF Cinema ในปีที่ผ่านมา ทำได้ 4,000 ล้านบาท รวมหมดแล้ว ทั้งรายได้ตั๋วหนัง 2,700 ล้านบาท ค่าอาหาร-เครื่องดื่ม 700 ล้านบาท

ที่เหลือเป็นค่าโฆษณา และอื่นๆ ซึ่งขยายตัวต่อปีราว 10-15% ส่วนปีนี้เราก็ตั้งเป้าจะเติบโตอีกราว 5,000-5,500 ล้านบาท ทั้งจากการขยายสาขา การได้หนังที่มีคอนเทนท์หรือเนื้อหาสาระดีๆ ทั้งในประเทศไทยและฮอลลีวูด

โรงหนังยังไปได้ด้วยแนวคิดของคำว่าเปลี่ยนแปลง หนังสือพิมพ์ก็ยังคงเป็นเสน่ห์ของสังคมที่ต้องหยิบขึ้นมาอ่านเสมอ.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์SF Cinemaโรงภาพยนตร์Major Cineplexวิชา พูลวรลักษณ์โรงหนัง Multiplexคอลัมน์คอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้