วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อความจริงประจักษ์! ม.วลัยลักษณ์ เคลียร์ได้ชัดทุกประเด็น เดินหน้าสร้างต่อศูนย์การแพทย์ฯ

จากปัญหาที่กลายเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) นครศรีธรรมราช เกิดความวุ่นวายทั้งภายนอกและภายใน ที่มีจุดเริ่มต้นจาก "โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ พร้อมระบบสาธารณูปการ" มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โครงการใหญ่ วงเงินก่อสร้างกว่า ๒ พันล้านบาท มีการประมูลงานและกำหนดเริ่มโครงการในปี ๒๕๕๗

แต่โครงการดังกล่าวมีอันต้องหยุดชะงักไปพักหนึ่ง เมื่อทางมหาวิทยาลัยพบความไม่ชอบมาพากลของแบงก์การันตีที่ผู้รับเหมาใช้เป็นเอกสารประกันสัญญา นำมาซึ่งการบอกเลิกสัญญาในเวลาต่อมา

เรื่องแทนที่จะจบกลับบานปลาย เมื่อมีพนักงาน ๒-๓ คน ของมหาวิทยาลัยเอง ออกมาร้องเรียน รวมถึงฟ้องร้อง กรณีการแต่งตั้ง ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เป็นผู้รักษาการแทนอธิการบดี ว่า ไม่ชอบด้วยระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ลุกลามกระทบไปถึงบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผู้บริหาร นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ปัญหาดูเหมือนจะหนักขึ้นอีก เมื่อมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาชี้ผิดชี้ถูก และออกข่าวทางสื่ออย่างกระตือรือร้น ทั้งที่การตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดตามกระบวนการของ สตง.เอง

ต่อมา ในเดือนมกราคม ๒๕๕๙ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ให้ ดร.สุเมธ แย้มนุ่น ระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ในขณะที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทน ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อดีตอธิการบดีที่ขอลาพักปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และในที่สุดได้ลาออกไป

ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๙ เมื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้นสังกัด ได้พิจารณากรณีของ ดร.สุเมธ แย้มนุ่น แล้ว ได้ข้อสรุปว่าไม่มีมูลตามที่ถูกกล่าวหา ขณะเดียวกันในกรณีที่บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้าง โครงการศูนย์การแพทย์ฯ ที่ถูกยกเลิกสัญญา ยื่นฟ้องผู้บริหารมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องไปก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อความกระจ่างแจ้งในรายละเอียด ที่มาที่ไป สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ รวมถึงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ฯ ที่ต้องเดินหน้าต่อไป ทางทีมข่าว "ไทยรัฐออนไลน์" จึงได้ขอสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ สุขสอาด รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการสภา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ ชี้แจงมูลเหตุของการยกเลิกสัญญาก่อสร้าง อาคารศูนย์การแพทย์ฯ ที่ตรวจพบในภายหลังว่า ทางคู่สัญญา คือ กิจการร่วมค้า พีวีที ได้ยื่นเอกสารหลักฐานทางการเงินสำคัญ 2 ชุด ซึ่งต่อมาพบว่า ธนาคารปฏิเสธการออกเอกสารดังกล่าว ได้แก่

๑. ชุดที่ใช้เป็นหลักประกันสัญญาประกอบการจัดจ้าง และ ๒. ชุดที่ใช้เป็นหลักประกันการเบิกเงินล่วงหน้า ๑๕% จำนวนเงิน ๓๒๓,๗๐๐,๐๐๐ บาท ที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ตรวจพบก่อนที่จะจ่ายเงินว่า เป็นเอกสารที่ธนาคารที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารกสิกรไทย แจ้งเป็นหนังสือยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้ออกเอกสารทั้ง ๒ ชุดดังกล่าว จึงไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น ให้โอกาสผู้รับเหมานำส่งแบงก์การันตีที่ถูกต้อง แต่กำหนดเส้นตายผ่านไป ในที่สุดผู้รับเหมาไม่สามารถดำเนินการได้ มหาวิทยาลัยฯจึงต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ซึ่งในเวลาต่อมา การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงการร้องเรียนของผู้ที่เสียผลประโยชน์ล้วนมีมูลเหตุมาจากการบอกเลิกสัญญาครั้งนี้

"ขอเรียนตรงๆ ว่า อาจมีทั้งคนในและคนนอกที่เสียประโยชน์จากการบอกเลิกสัญญา และนำไปสู่การสร้างความวุ่นวาย และคดีความต่างๆ ในเวลาต่อมา ในส่วนของมหาวิทยาลัยฯ ก็ต้องถูกตรวจสอบจากงานตรวจสอบของรัฐ คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งยังมีกลุ่มบุคคลที่ไปร้องเรียนในเวทีต่างๆ และยกพวกมาประท้วงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฯ ที่บอกเลิกสัญญา ทำให้เกิดความกดดันภายในมหาวิทยาลัยฯ เกิดการบริหารงานภายใต้ภาวะวิกฤติ ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดีในขณะนั้น ได้ขอลาพักการปฏิบัติงานชั่วคราว และลาออกในที่สุด นำไปสู่การแต่งตั้ง ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เป็นผู้รักษาการอธิการบดีขึ้นมาในช่วงนั้น โดยใช้อำนาจของสภามหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กลับเกิดการทักท้วงโดยบุคคลต่างๆ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ สตง. รวมทั้งพนักงานบางคนของมหาวิทยาลัยเอง ตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีการให้ข้อมูลซึ่งหลายส่วนเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน"

ส่วนกรณีการใช้มาตรา ๔๔ ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของ คสช. ส่วนในเรื่องการบอกเลิกสัญญา ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องแล้วตามรายงานผลการตรวจบัญชีและความเห็นของสตง. และสำนักงานอัยการสูงสุดตามลำดับ

"กรณีการแต่งตั้ง ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เป็นรักษาการอธิการบดี สกอ.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และชี้แจงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า กระบวนการแต่งตั้งได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอผลการตรวจสอบต่อที่ประชุม ครม. และครม.มีมติรับทราบเมื่อ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๙ ขณะนี้เข้าใจว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอ คสช. เพื่อยกเลิกคำสั่งตามมาตรา ๔๔ ต่อไป" ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ กล่าว ส่วนที่มีการโจมตีว่านายกสภามหาวิทยาลัย (ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) ใช้อำนาจแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีโดยมิชอบนั้น ในความเป็นจริง อำนาจดังกล่าวเป็นของสภามหาวิทยาลัย ที่ทำงานเป็นองค์คณะ และได้พิจารณาทุกด้านอย่างรอบคอบแล้ว

เมื่อถามถึงผลกระทบของเรื่องนี้ ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ กล่าวว่า มันมีผลกระทบ ๒ ประการ คือ ประการแรก คือ มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเป็นองค์กรสถาบันการศึกษา นายกสภา กรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารระดับสูงอาจถูกเข้าใจผิดจากข่าวที่เกิดขึ้น

ประการถัดมาคือผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ด้วยที่ต้องชะงักไปพักใหญ่ ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการใช้บริการด้านสาธารณสุขตามกำหนดเดิม แต่โดยที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นหน่วยงานของรัฐก็ยินดีรับการตรวจสอบ

"ผลกระทบต่อตัวบุคคล เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร ต้องขอเรียนๆ ว่า ทางทีมบริหารของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นท่านอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ฯลฯ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกท่าน ที่มาช่วยงานมหาวิทยาลัยฯ มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง และครูบาอาจารย์ เมื่อเกิดเป็นคดีความขึ้นมา ท่านก็เดือดร้อนไปด้วย ทั้งที่ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง"

ในท้ายที่สุด ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ ได้กล่าวฝากไปถึงองค์กรต่างๆ ว่า จากกระบวนการที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถูกตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยฯยินดีให้ความร่วมมือ แต่บางครั้งผู้ตรวจสอบ กลับไม่ปฏิบัติตามกระบวนการที่พึงกระทำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการไปเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบ ทั้งที่ยังไม่เป็นข้อยุติต่อสื่อมวลชน เครือข่ายสังคมออนไลน์ และเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ตรวจ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไขว้เขว ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากก็คือ ในกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ สิ่งสำคัญคือ เรื่องจรรยาบรรณและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ระมัดระวังให้มากขึ้น รวมทั้งสื่อต่างๆ ต้องระมัดระวัง สอบทานข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนเผยแพร่ และต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องชอบธรรมเท่านั้น

สำหรับสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่ถูกต้องเป็นธรรมในกรณีที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียง และความเชี่ยวชาญในวงการต่างๆ เป็นที่รู้จักกันดี บางท่านได้รับการยกย่องในฐานะปูชนียบุคคล

ท่านเหล่านี้ ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน กรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ โปษยานนท์, ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร, ดร.กฤษณา ชุติมา, ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร, นายนนทพล นิ่มสมบุญ, รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ, ดร.สุเมธ แย้มนุ่น, ดร.อำพน กิตติอำพน, รองศาสตราจารย์ ดร.พูลพงษ์ บุญพราหมณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.สุรสีห์ วัฒนวิกย์กิจ, รองศาสตราจารย์ ดร.สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์, ดร.เลิศชาย ศิริชัย, ดร.จิตติมา ศังขมณี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ บัณฑิตย์ เลขานุการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายบรรจงวิทย์ ยิ่งยงค์ ผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ สุขสอาด รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของประชาคมทุกส่วน/ฝ่ายของมหาวิทยาลัย ช่วยกันแก้ปัญหาจนสามารถจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ คือ บริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ ๒,๑๒๘ ล้านบาท ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง (๒,๑๓๓,๑๙๗,๐๐๐ บาท) จำนวน ๕,๑๙๗,๐๐๐ บาท ระยะเวลาก่อสร้าง ๑,๔๐๐ วัน ดำเนินการไปแล้ว ๓๓๓ วัน ปัจจุบันการก่อสร้างส่วนฐานรากอาคาร ดำเนินการไปแล้ว ๘.๓๔๘% เท่ากับล่าช้าประมาณ ๑๒ วัน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯได้เร่งรัดการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานแล้ว

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ผดุงศักดิ์ ขอฝากไปถึงประชาชน โดยเฉพาะชาว จ.นครศรีธรรมราช ที่เป็นเหมือนเจ้าของพื้นที่ เจ้าของบ้าน ที่มีความเป็นห่วงเรื่องการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ฯ ว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของสภามหาวิทยาลัยมาตลอด จึงขอให้ประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคใต้ตอนบน มั่นใจได้ว่า มหาวิทยาลัยฯจะเดินหน้าก่อสร้างศูนย์การแพทย์ฯ จนแล้วเสร็จและเปิดให้บริการตาม Roadmap ที่ดร.สุเมธ แย้มนุ่น ได้กำหนดไว้ในช่วงที่ท่านเข้ามาทำหน้าที่เป็นรักษาการแทนอธิการบดี และ ผศ.ดร.วัลลา ตันตโยทัย ซึ่งเข้ามารักษาการแทนอธิการบดีต่อจากดร.สุเมธ แย้มนุ่น ก็ได้ผลักดันตาม Roadmap นั้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินการตามขั้นตอนก้าวหน้าตามแผนการอย่างต่อเนื่อง

นับต่อจากนี้ มหาวิทยาลัยฯ ภายใต้การบริหารงานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์​ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ท่านปัจจุบัน ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ฯ รวมทั้งประชาคมวลัยลักษณ์ทุกคน ถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญที่ต้องดำเนินโครงการศูนย์การแพทย์ ให้สำเร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้.