วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยากระเพาะ กรดไหลย้อน กับสมองเสื่อม!

ยากระเพาะ กรดไหลย้อน กับสมองเสื่อม!

โดย หมอดื้อ
24 เม.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

ถ้าใครไม่เคยมี ไม่เคยเป็นโรคกระเพาะ ไม่มีอาการปวดท้อง เวลาหิว อิ่ม เครียด ไม่มีอาการของกรดไหลย้อน แสบ แน่นหน้าอก นับเป็นโชค

ซึ่งไม่ใช่แต่คนไทย คนฝรั่งมังค่าหรือเอเชียทั้งหมดต่างก็กินยาลดกรดกันเป็นล้านๆคนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น โรคที่ว่าทั้งที่เกี่ยวกับแบคทีเรีย (H.pylori) ที่ทำให้เกิดแผลหรือไม่เกี่ยวก็ตาม

ในประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศต่างๆ มีการใช้ยาลดกรดที่อยู่ในตระกูล PPI (Proton Pump Inhibitor) เช่น Omeprazole Pantoprazole Lansoprazole Esomeprazole Rabeprazole เพิ่มมหาศาลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในเยอรมนีพบว่าการใช้ยา PPI ไม่เหมาะสมทั้งขนาดและระยะเวลาที่สมควรถึง 40-60%

มีการจับตามองยา PPI ว่าจะส่งเสริมให้เกิดสมองเสื่อมอัลไซเมอร์หรือไม่ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2010 โดยความจริงที่ว่า PPI สามารถเข้าสู่สมองได้ค่อนข้างอิสระ โดยผ่านผนังกั้นหลอดเลือดและการที่ PPI สามารถลดกรดที่ย่อยทำลายสารพิษอัลไซเมอร์ในตัวเซลล์ไมโครเกลีย

โดยที่คนที่เป็นอัลไซเมอร์นั้น ความสามารถในการสร้างกรดที่จะทำลายสารพิษก็ไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้น PPI อาจทำให้สารพิษสะสมหนักขึ้นไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2013 มีการรายงานว่าคนที่พบว่าขาดวิตามิน B12 (ซึ่งทำให้เลือดจางและมีความผิดปกติอื่นๆ เช่นทางสมองและระบบประสาท) จำนวน 3,120 ราย (12%) ใช้ PPI เป็นเวลา 2 ปี หรือนานกว่า และอีก 1,087 ราย (4.2%) ใช้ยาลดกรดอีกตระกูล ชื่อ H2 Receptor Antagonist (H2 RA) เช่น Cimetidine Ranitidine เป็นเวลา 2 ปีหรือนานกว่า ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ขาดวิตามิน B12 พบว่า 89.6% (165,092 ราย) ไม่เคยใช้ยาลดกรดใดๆเลย ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจชี้ว่าการใช้ยาลดกรดเป็นเวลานานกว่า 2 ปี มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน B12 โดยขนาดของ PPI อยู่ที่ตั้งแต่เม็ดครึ่งต่อวัน

ในปี 2015 มีการติดตามคนเยอรมัน 3,076 ราย ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี หลังจากตามศึกษาไปเป็น 4 ระยะ ทุก 18 เดือน พบว่ามี 431 รายที่เกิดมีการสมองเสื่อมและแม้แต่เมื่อปรับตัวแปรที่มีส่วนในการเกิดสมองเสื่อมต่างๆ ทั้งพันธุกรรม การศึกษา อายุ เพศ โรคอื่นๆ ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจ เบาหวาน อัมพฤกษ์ ก็ยังพบว่าการใช้ยา PPI มีความสัมพันธ์กับการเกิดสมองเสื่อมทั้งหมดรวมทั้งอัลไซเมอร์

รายงานในปี 2016 (JAMA Neurology) ตอกย้ำการใช้ยา PPI กับการเกิดสมองเสื่อมซึ่งวิเคราะห์จากคนเยอรมันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นการตามคนปกติที่ไม่มีสมองเสื่อมอายุ 75 หรือมากกว่า จำนวน 73,679 ราย ตั้งแต่ปี 2004-2011 โดยที่ติดตามเป็นระยะทุก 12-18 เดือน (12 เดือนในปีแรกและปีสุดท้าย) ปรากฏว่ามีจำนวนถึง 29,510 ราย ที่มีสมองเสื่อม และมากกว่าครึ่ง (59%) มีสาเหตุร่วมกันอย่างน้อย 2 อย่าง

เมื่อเพ่งพินิจดูการใช้ยา PPI ประจำอย่างน้อย 18 เดือน โดยมีอย่างน้อย 1 ใน 4 ของช่วงเวลาที่ติดตามเป็นระยะ พบว่ามี 2,950 ราย ตกอยู่ในกลุ่มที่ใช้ยา PPI ประจำซึ่งมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่ใช้ยา PPI (hazard ratio, 1.44% 95% confidence interval, 1.36-1.52; P<0.001) สำหรับผู้ที่ใช้ PPI ไม่ติดต่อกันจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ทั้งนี้ความเสี่ยงสมองเสื่อมจะน้อยลงตามอายุที่มากขึ้นและโดยที่เสี่ยงสูงสุดในช่วงอายุ 75-79 ปี

นอกจากการใช้ยา PPI คนที่มีภาวะซึมเศร้า และ/หรืออัมพฤกษ์ยิ่งมีความเสี่ยงสมองเสื่อมมากขึ้น และคนที่เป็นเบาหวานซึ่งใช้ยาหลายๆอย่าง 5 ตัวหรือมากกว่านอกเหนือจากยา PPI ก็เสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุแก่กว่า 79 ปี การที่มีซึมเศร้าและอัมพฤกษ์ กลับไม่มีผลมากนักต่อการเกิดสมองเสื่อม เช่นเดียวกับการใช้ PPI โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ชนิดของยา PPI ไม่พบว่ามีชนิดใดเป็นพิเศษที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมมากกว่า การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้วิเคราะห์ว่ามีการขาดวิตามิน B12 หรือเกี่ยวกับพันธุกรรมอัลไซเมอร์หรือไม่

ในสหรัฐอเมริกา มีการประมาณการว่าถ้ามีการใช้ PPI ประจำเช่นนี้จะทำให้มีความเสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่ม 1.4 เท่า และจะทำให้คนอเมริกันมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 8.4% ต่อปี และจากที่มีคนอยู่ในช่วงอายุ 75-84 ปี ประมาณ 13.5 ล้านคน ถ้า 3% ใช้ PPI ก็อาจจะทำให้มีคนสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอีก 10,000 รายต่อปี เฉพาะในเกณฑ์อายุประมาณนี้

คนไทยเองท่าทางคงไม่สนใจเรื่องจิ๊บจ๊อยขนาดนี้ เพราะแค่ไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เท่านั้นยังใช้ทั้งยาสมุนไพร สารมหัศจรรย์กันวุ่นวาย ตกตายไปตามกันก็มาก เสียโอกาสรักษาโรคไปก็เยอะ ขออภัยครับ หมอดื้อวันนี้ปากจัดไปหน่อย.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้