ซีพีเอฟคาดปีทองธุรกิจ! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ซีพีเอฟคาดปีทองธุรกิจ!

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2559 06:01
1,460 ครั้ง


ผลผลิตเนื้อหมู-ไก่ตลาดโลกลดดันราคาสูง

“ซีพีเอฟ” มองธุรกิจสวนกระแสเศรษฐกิจ คาดการณ์ปีนี้เป็นปีทอง เนื่องจากเนื้อหมูและเนื้อไก่ ราคาในตลาดโลกได้ราคาดี และธุรกิจกุ้งที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คาดธุรกิจเติบโต 10-15% จากยอดขาย 4.2 แสนล้านบาท รวมทั้งมองโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุนที่ประเทศบราซิล

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่มีการชะลอตัวมาต่อเนื่อง แน่นอนก็ส่งผลกระทบกับธุรกิจอาหารอยู่พอสมควร ซึ่งในส่วนของบริษัทในปีที่ผ่านมายอดขายก็ลดลงเล็กน้อย ยอดขายเกือบถึง 420,000 ล้านบาท และมีกำไรจำนวน 11,000 ล้านบาท

แต่สำหรับในปีนี้ธุรกิจของบริษัทกลับมามีทิศทางที่ดีอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของการเลี้ยงกุ้ง ที่ก่อนหน้านี้จะประสบปัญหาเลี้ยงโรคตายด่วน (EMS) เป็นจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน โดยปัจจุบันซีพีเอฟได้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ปริมาณการผลิตกุ้งออกสู่ตลาดไปมากขึ้น รวมทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ไก่และหมู ตลาดก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยกำลังการบริโภคเริ่มฟื้นตัว ซึ่งตั้งเป้าว่าในปี 2559 นี้ บริษัทจะเติบโต 10-15% อีกทั้งยังคาดว่าในปีถัดไป 2560 ก็ยังจะคงเติบโตในสัดส่วนที่ดีในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารรวมของบริษัท

ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซา แต่ในสายของธุรกิจอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องบริโภค รวมทั้งหลายๆ ประเทศประสบปัญหาทางด้านการผลิต เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหาไข้หวัดนก ทำให้มีปัญหาการจัดส่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไปทั่วโลก กระทบต่อกำลังการผลิตส่งผลให้ราคาไก่ในตลาดโลกได้ราคาดี รวมทั้งในประเทศจีนที่ประสบปัญหาโรคระบาดในสุกร ทำให้ผลผลิตในจีนลดลงและราคาเนื้อหมูสูงขึ้น

“ด้านการลงทุนของบริษัทก็ยังเล็งหาโอกาสที่จะไปลงทุนในประเทศที่มีความสนใจในด้านการเกษตร โดยกลยุทธ์หลักก็คือเข้าไปซื้อกิจการ ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายบริษัทติดต่อมาเสนอขายกิจการให้อยู่พอสมควร โดยบริษัทก็จะพิจารณาอย่างละเอียดในเรื่องการเข้าลงทุนว่าธุรกิจนั้นจะสามารถต่อยอด หรือเสริมประสิทธิภาพให้เราแข็งแกร่งในด้านอาหารมากน้อยเพียงใด”

สำหรับทิศทางการลงทุนในต่างประเทศ ทางซีพีเอฟกำลังมองความเป็นไปได้ในการเข้าไปลงทุนในประเทศบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจในทางด้าน “เมกะฟาร์ม” ลงทุนในฟาร์มขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องจักรช่วยในการผลิตพืชผลเกษตรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนการผลิตกุ้ง, ไก่ และหมู ถูกที่สุดในโลกในขณะนี้ ทั้งนี้ แม้ว่าสายการผลิตไก่ของบราซิลที่สู้เทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ของไทยไม่ได้ แต่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทำให้การส่งออกไก่บราซิลที่ส่งราคาต่ำกว่า แต่กลับทำกำไรได้ดีกว่ามาก

“หากซีพีเอฟเข้าไปจะเลือกในธุรกิจกุ้งเพื่อตลาดในประเทศก่อนที่จะขยายไปการเลี้ยงหมูและไก่เพื่อการส่งออกต่อไป โดยจะเป็นการค่อยๆ ลงทุนเหมือนในอดีตที่ซีพีเอฟบุกเบิกตลาดอื่นๆ จนปัจจุบันหลายๆตลาดทำรายได้หลักเข้าประเทศ”
นายอดิเรกกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจของซีพีเอฟ ทำรายได้ในประเทศไทยเป็นสัดส่วน 40% จีน 24% เวียดนาม 17% โดยตลาดแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นจีน, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, เขมร, อินเดียและรัสเซีย ล้วนแต่มีศักยภาพเติบโตอีกมากในอนาคต และหากการมองความเป็นไปได้ในบราซิล ก็อาจจะเป็นอีกอนาคตที่สำคัญของซีพีเอฟต่อไป

“ส่วนร้านซีพี เฟรชมาร์ท ได้ปรับปรุงครั้งใหญ่โดยมีมืออาชีพจากต่างประเทศเข้ามาช่วยกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ใหม่โดยได้ปรับลดจาก 600 กว่าสาขา เหลือกว่า 400 สาขา แต่รายได้กลับทำได้มากกว่า เนื่องจากการเพิ่มจำนวนรายการสินค้าเพิ่มจาก 500 เอสเคยู เป็น 1,600 เอสเคยู และปรับการเก็บสต๊อกสินค้าร้าน ทำให้รายได้ของซีพีเฟรชมาร์ทเพิ่มขึ้นถึง 70%.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement