100 บริษัทลดใช้ประปา 30% กกร.หนุนประหยัดน้ำสู้สถานการณ์แล้ง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

100 บริษัทลดใช้ประปา 30% กกร.หนุนประหยัดน้ำสู้สถานการณ์แล้ง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2559 06:40
369 ครั้ง


กกร.ตั้งเป้าหมายดึง 100 บริษัทช่วยประหยัดใช้น้ำประปาลง 30% สู้สถานการณ์ภัยแล้ง ใน 3 เดือนข้างหน้า ยอมรับกระทบภาคเกษตรรุนแรงส่งผลต่อกำลังซื้อซบเซา ด้านกรมชลฯหวังเพิ่มพื้นที่เกษตร ที่มีระบบชลประทานอีก 20 ล้านไร่ จากพื้นที่เกษตรปัจจุบัน 150 ล้านไร่ ทำระบบชลประทานแค่ 33 ล้านไร่

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่อง “กกร.รวมใจ ใช้น้ำประหยัดร่วมขจัดภัยแล้ง” จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า กกร.ได้ ตั้งเป้าหมายดึงภาคเอกชนในสังกัด กกร.มาร่วมลดการใช้น้ำประปาลง 30% ให้ได้ขั้นต่ำ 100 บริษัทเข้าร่วมโครงการ ภายในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้า (เม.ย.-มิ.ย.) จากปัจจุบันมีหลายโรงงาน หลายบริษัทเริ่มทยอยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนตื่นตัวในการลดการใช้น้ำ สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น ขณะเดียวกันยังขอความร่วมมือภาคเอกชน ให้ช่วยเหลือผู้บริโภค หากเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

“ยอมรับว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างรุนแรง สะท้อนกำลังซื้อของคนไทยลดต่ำลงได้ ทุกฝ่ายจึงต้องตื่นตัวในการใช้ประหยัด สถานการณ์ตอนนี้ที่น่าห่วง คือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคเหนือตอนบน ขณะที่สถานการณ์ในกรุงเทพฯและภาคตะวันออกเริ่มดีขึ้นแล้ว”

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) กรมชลประทาน กล่าวว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ คาดว่าจะทำให้เกิดการเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านไร่ จากปัจจุบันไทยมีพื้นที่ทางการเกษตรรวม 150 ล้านไร่ แต่มีเพียง 33 ล้านไร่ที่มีระบบชลประทานเท่านั้น

“พื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเกือบทั้งหมด เฝ้ารอน้ำฝนเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้ ขณะนี้มีเกือบ 120 ล้านไร่ ถ้าเราจะยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร ภาครัฐก็หวังว่าอย่างน้อยจะมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำระบบชลประทานเพิ่มเติมอีก 20 ล้านไร่ จะได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาล ที่จะทำให้เกิดเร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เราก็ทำกันมานานยังได้เพียง 33 ล้านไร่ เพราะใช้งบประมาณมาก แต่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญมากก็จะทำให้เร็วกว่าที่คาดหวังไว้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันความต้องการใช้น้ำของทุกๆ กิจการในประเทศไทย มีความต้องการรวมอยู่ที่ระดับ 70,249 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่น้ำที่ใช้ได้จริงมีเพียง 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงต้องบริหารจัดการลดการใช้ทุกภาคส่วน เช่น งดทำนาปรัง พร้อมกันนี้ก็เร่งหาน้ำเพิ่ม ล่าสุดรัฐบาลให้เร่งรัดผันแม่น้ำโขงมาเติมในฤดูแล้งนี้เพื่อดูแลพื้นที่รวม 10,000 ไร่ และจะทำสถานีสูบน้ำถาวรให้เสร็จในปี 2560 ขณะเดียวกันยังมอบให้กรมชลประทานศึกษาการดึงน้ำจากแม่น้ำสาละวินของประเทศพม่าและอื่นๆ มาเพิ่มเติมที่เขื่อนภูมิพล คาดว่าจะศึกษาเสร็จปี 2560 เช่นกันโดยจะเป็นแผนในช่วงระยะยาว

นายสัญญา กล่าวว่า จากการบริหารน้ำทั้งในเขื่อน 33 แห่งและเขื่อนขนาดกลางและเล็ก ขณะนี้กรมชลประทานขอยืนยันว่า จะมีปริมาณน้ำเพียงพอจนถึงเดือน ก.ค.แต่ก็จะไม่ประมาท เพราะอาจเกิดเหตุที่ต้องมีสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ทำให้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นโดยกะทันหัน ซึ่งเหตุการณ์ด่วนดังกล่าว ที่ต้องจับตา ได้แก่ การรุกล้ำของน้ำทะเลเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา การปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ซึ่งทุกส่วนต้องร่วมเฝ้าระวัง เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ต้องระบายน้ำจากเขื่อนมาแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำขึ้นมาด้วยสถานการณ์จำเป็น และในปีหน้า ก็คาดว่าประเทศไทยจะมีฤดูฝนที่กลับคืนสู่ภาวะปกติ และมีฤดูฝนที่ยาวนานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    33.3%
  • ไม่ชอบ
    22.2%
  • สนุก
    11.1%
  • ประหลาดใจ
    11.1%
  • เสียใจ
    11.1%
  • ให้กำลังใจ
    11.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement