พณ. แนะ เอกชนผลิตสินค้า-บริการ เน้นสร้างความแตกต่าง บุกตลาด FTA - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

พณ. แนะ เอกชนผลิตสินค้า-บริการ เน้นสร้างความแตกต่าง บุกตลาด FTA

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2559 21:20
311 ครั้ง


พาณิชย์ แนะเอกชนปรับตัว ใช้นวัตกรรมผลิตสินค้า และบริการสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน หลังโลกหันทำเอฟทีเอกันมากขึ้น ด้านเอกชน ชี้ ยังใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอไม่เต็มที่ ขอรัฐเร่งกระตุ้น...

วันที่ 29 มี.ค. 59 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยในงานสัมมนา "ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 การค้าเสรีของไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร" จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ ในโอกาสครบรอบ 74 ปี ว่า แนวโน้มในอนาคตประเทศต่างๆ จะจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น หากผู้ประกอบการไทยจะใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ต้องเตรียมความพร้อมพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐาน ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันได้

"ต้องทำสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างจากประเทศคู่แข่ง เพราะถ้าทำได้ ราคาแพงเท่าไร ลูกค้าก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อมาบริโภค แต่ถ้าไม่แตกต่าง ลูกค้าหาซื้อได้ทั่วไป ทำให้ไทยแข่งขันได้ยาก หรือถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นก็เหมือนกับสินค้าจีไอ (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังส่งเสริมให้มีทุกจังหวัด ซึ่งสินค้าจีไอถือเป็นของดีในแต่ละจังหวัด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ สินค้าและบริการก็เช่นเดียวกัน ถ้าทำให้แตกต่างได้ก็จะขายได้"

ทั้งนี้ ในปี 58 ไทยได้ทำเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้า 12 ความตกลง ได้แก่ เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เอฟทีเออาเซียน-จีน, ไทย-อินเดีย, อาเซียน-อินเดีย, ไทย-ออสเตรเลีย, อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์, ไทย-ญี่ปุ่น, อาเซียน-ญี่ปุ่น, อาเซียน-เกาหลี, ไทย-เปรู, ไทย-ชิลี และไทย-นิวซีแลนด์ โดยในปี 58 ผู้ส่งออกไทยขอใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเอต่างๆ มูลค่า 50,534.97 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.03% จากปี 57 คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.21% ของมูลค่าส่งออกของรายการสินค้า ที่ได้รับสิทธิที่มีมูลค่ารวม 69,980.31 ล้านเหรียญฯ

ด้าน นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีเอฟทีเอกับหลายประเทศ ซึ่งจะต้องเร่งนำมาใช้ให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาไทยยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ รัฐต้องวางแผนหาทางให้ผู้ประกอบการเข้าไปใช้ประโยชน์ให้ได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐต้องช่วยดูแลกรณีมีการทุ่มตลาดของสินค้าจากบางประเทศ โดยต้องตรวจสอบและติดตามอย่างรวดเร็ว เพื่อดูแลอุตสาหกรรมในประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบ ซึ่งขอให้ดูตัวอย่างจีน ที่นำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดมาใช้ดูแลผู้ประกอบการไม่ให้ได้รับผลกระทบ

ส่วน นายดนุวัศ สาคริก รองคณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์เป็นมิตรกับทุกประเทศ เหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สามารถค้าขายได้กับทุกประเทศ ส่วนยุทธศาสตร์ด้านการค้า จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เพราะจะใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันไม่ได้ เนื่องจากพื้นฐานของแต่ละประเทศต่างกัน.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement