ผบ.ตร. สั่งเฝ้าระวังภัยก่อการร้าย ยัน ไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ผบ.ตร. สั่งเฝ้าระวังภัยก่อการร้าย ยัน ไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2559 14:59
364 ครั้ง


'จักรทิพย์' รับ ไทยเฝ้าระวัง-ติดตามข่าวภัยก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ยัน ไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง ด้าน ตม.ระบุตัวเลขต่างชาติโอเวอร์สเตย์ลดลง หลังบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ย้ำ คัดกรองคนเข้าประเทศเข้มงวด ...

วันที่ 28 มีนาคม 2559 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยและเฝ้าระวังในเรื่องของภัยก่อการร้าย ยืนยันว่า ได้มีการเฝ้าระวังและติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตำรวจมีการวางมาตรการโดยตลอด และมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัย ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับประเทศใด

ส่วนที่มีความกังวลในเรื่องของประเทศไทยเป็นประเทศเปิด และมีจำนวนชาวต่างชาติอยู่ในประเทศไทยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือโอเวอร์สเตย์ จำนวนมากกว่า 4 แสนคนนั้น ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรายงานมาว่า ตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งยืนยันว่าได้มีการคัดกรองบุคคลก่อนเข้าประเทศอย่างเข้มงวด และหากมีผู้หลบหนีแบบไม่มีประวัติหลบหนีเข้าเมืองมา ทางเจ้าหน้าที่ก็มีวิธีคัดกรองอีกรูปแบบหนึ่ง

ส่วนความคืบหน้าในคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ก่อเหตุขับรถชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน 2555 พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้ง 4 ข้อหากับตัวนายวรยุทธ และส่งพนักงานอัยการ ซึ่งตัวผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรม พนักงานอัยการได้ให้พนักงานสอบสวน มีการสอบสวนเพิ่มเติม แต่ผู้ต้องหาขอเลื่อนการสอบสวน เนื่องจากทำเรื่องเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งตอนนี้ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติม และส่งให้พนักงานอัยการแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการเท่านั้น ซึ่งยืนยันว่าสามารถนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการได้ เนื่องจากมีสัญญาประกันอยู่

ส่วนข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดที่หมดอายุความนั้น เป็นเพียงข้อหาย่อย แต่ข้อหาหลักคือ ขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน และไม่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีอายุความถึง 15 ปี ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของพนักงานสอบสวน ว่ามีความบกพร่องหรือไม่นั้น ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

สำหรับคดีรถเบนซ์ที่พุ่งชนรถยนต์ฟอร์ด จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น ตำรวจจะสอบปากคำหมอถึงประเด็นการใช้ยาของผู้ต้องหาที่พบในรถคันก่อเหตุ ว่ายาที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีข้อห้ามของการใช้ยาหรือไม่กับตัวผู้ใช้ และจะให้แพทย์ตรวจเลือด เพื่อหาสารที่มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทด้วย เพื่อยืนยันว่ามีการใช้ยาตัวนี้ เพื่อประกอบในสำนวนคดี ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสรุปสำนวนคดีดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ในส่วนของการก่อเหตุปล้นรถขนเงิน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ 10 ไปควบคุมการสืบสวนด้วยตัวเอง เบื้องต้นได้ภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่แล้ว เพื่อใช้พิสูจน์ทราบบุคคลและติดตามตัวมาดำเนินคดี อีกทั้งได้สอบปากคำไปจำนวนมาก

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบว่าเจ้าหน้าที่พกอาวุธปืน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าว บริษัทเหล่านี้จะคิดว่าตนเองมีประกัน จึงทำให้เกิดช่องว่าง และความหละหลวมในการป้องกัน ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า มีข้อจำกัดใดบ้างในการพกอาวุธปืน จนทำให้เกิดเหตุในลักษณะนี้หลายครั้ง.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement