วอนลูกสาวคนโต คืนสมบัติ ส่วนของแม่-น้อง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

วอนลูกสาวคนโต คืนสมบัติ ส่วนของแม่-น้อง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มี.ค. 2559 06:01
26,746 ครั้ง


แม่ประนอมรินนํ้าตาแถลง อย่าเอาไปคนเดียวทั้งหมด ฝ่ายลูกนิ่ง-ทนายแจงแทน

“แม่ประนอม” สุดอัดอั้น ตั้งโต๊ะแถลงอีกรอบ วอนผ่านสื่อทั้งน้ำตาให้ลูกสาวคนโตคืนทรัพย์สินส่วนของตนและของน้องสาวอีกสองคน อย่าเอาคนเดียวทั้งหมด แล้วจะให้อภัย ยันสิ่งที่พูดมาเป็นความจริง เผยทรัพย์สินเปลี่ยนมือหลังเถ้าแก่ศิริชัยสิ้นลม อ้างเป็นคำสั่งเสีย ด้านลูกสาวคนโตที่เป็นคู่กรณีเก็บตัวเงียบ ให้ทนายความออกมาชี้แจงแทน ระบุคดีที่ฟ้องร้องทั้งปลอมเอกสาร-เรียกคืนมรดกเคยยุติไปแล้ว แต่มายื่นฟ้องใหม่ อยู่ระหว่างศาลนัดไต่สวน เชื่อสังคมมีสติ ไม่รีบตัดสินใจใครถูกใครผิด

กลายเป็นประเด็นที่คนในสังคมให้ความสนใจขึ้นมาทันที เมื่อผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ในนามบริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด ที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน นางประนอม แดงสุภา วัย 79 ย่าง 80 ปี เข้าร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าถูกลูกสาวคนโตและลูกเขยฮุบกิจการน้ำพริกเผา และต่อมาในเวลา 14.00 น. วันที่ 26 มี.ค. นางประนอมก็เปิดร้านพีเอส เรสเตอรอง อาหารไทยตำรับแม่ประนอม ย่านพุทธมณฑล สาย 3 แถลงข่าวอีกครั้ง เปิดใจถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินมรดกกับ นางศิริพร แดงสุภา (ภาษาประเทศ) บุตรสาวคนโต ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเดินทางมาทำข่าวอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจนํ้าพริกเผาแม่ประนอมได้กล่าวทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมารักลูกทุกคนเท่ากัน แต่สิ่งที่นางศิริพร ลูกสาวคนโตทำกับตนและน้องๆนั้นเกินไป ตนกับสามีลำบากมาเกือบทั้งชีวิต ทำเพื่อลูกๆทุกคน พออายุจะ 80 ปี คิดว่าจะสบาย ต้องมาลำบากตอนแก่อีก สามีต้องมาจากไปก่อน ลูกๆก็มาขัดแย้งกัน แถมตนก็ต้องออกจากบ้านที่สามีสร้างให้ แต่ยืนยันว่าข้อมูลที่ได้แจ้งกับนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน เป็นความจริงทุกประการ จากนี้ยังรอคอยให้บุตรสาวคนโตเข้ามาเจรจา เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน

“ยอมรับว่าบุตรสาวคนโต เป็นคนที่ทำงานมากกว่าลูกคนอื่น ย่อมต้องได้รับมากกว่าลูกคนอื่น แต่ ไม่ใช่เอาไปทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ตนต้องดูแลลูกคนเล็ก ซึ่งเป็นผู้พิการ ภายหลังจากที่ยื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี นางศิริพรก็ยังไม่ได้ติดต่อมาหา อยากให้นางศิริพรมาขอโทษกับสิ่งที่ได้ทำลงไป รวมทั้งคืนทรัพย์สินในส่วนของแม่และน้องสาว ซึ่งตนก็พร้อมที่จะให้อภัย” นางประนอมกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และมีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นเป็นระยะ และว่าเรื่องทรัพย์สินนั้น เพิ่งทราบเรื่องเมื่อปี 2557 ว่าทรัพย์สินในส่วนของตน ในฐานะผู้จัดการมรดก มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่กับลูกสาวคนโตทั้งหมด ซึ่งเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และติดตามทวงถาม ทำให้ลูกสาว ลูกเขย รวมทั้งหลานๆไม่พูดด้วยตั้งแต่ปี 2558 จนเกิดความกดดัน ทนอยู่ในบ้านไม่ได้ ต้องออกมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนางประนอม พูดในสิ่งที่อัดอั้นมานานและตอบคำถามสื่ออยู่เกือบ 1 ชั่วโมง จนเริ่มออกอาการเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด ลูกสาวคนรอง คือ น.ส.ศิริวัลย์ได้มาขอตัวพาคุณแม่ไปพักผ่อน การแถลงเปิดใจจึงยุติลง จากนั้น น.ส.ศิริวัลย์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ในส่วนของตนมีหุ้นในบริษัทพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด ประมาณ 350 หุ้น แต่มาทราบเมื่อปี 2557 พร้อมกับคุณแม่ว่าหุ้นหายไป พร้อมทั้งทราบว่า แม่ถูกถอดจากกรรมการบริษัท โดยเปลี่ยนมือเป็นของพี่สาว ซึ่งแม่และตนได้มีการทักท้วง แต่นางศิริพรอ้างว่า เป็นคำสั่งเสียของพ่อ จึงทำให้เกิดการฟ้องร้องขึ้น สำหรับในส่วนการฟ้องร้องคดี ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ด้านนางศิริพร แดงสุภา ลูกสาวคนโต คู่กรณีนั้น วันเดียวกันผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ได้รับการเปิดเผยจากนายทวิชา หวังโภคา ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนางศิริพร ว่าตามที่นางประนอม ยื่นหนังสือศูนย์บริการประชาชน พร้อมให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนต่างๆนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 1 ปีแล้ว นางประนอมยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครปฐม เรื่องการปลอมแปลงเอกสารและเคยถอนฟ้องไปแล้วก่อนนำกลับมาฟ้องใหม่

ทั้งนี้ นายทวิชาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นางประนอมได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางศิริพร พร้อมสามี และทนายความอีกหนึ่งคน เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐม ฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจังหวัดนครปฐมได้ยกฟ้องเฉพาะสามีของนางศิริพร และรับฟ้องเฉพาะในส่วนของนางศิริพร และทนายความ ซึ่งคดีอยู่ในขั้นตอนการนัดสืบพยานโจทก์ ส่วนการยื่นต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เรื่อง เรียกคืนทรัพย์มรดก ศาลได้ไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จากนั้นนางประนอมได้ให้ผู้ใหญ่ที่นับถือ ร่วมพูดคุยเจรจากับนางศิริพรจนได้ข้อยุติ นางประนอมให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจดำเนินการถอนฟ้องทั้ง 2 คดี ต่อทั้ง 2 ศาลไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คดีถือเป็นที่ยุติ

ทนายความกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ต่อมานางประนอมกลับยื่นคำร้องใหม่ต่อทั้ง 2 ศาล ทำนองว่า สาเหตุที่ถอนฟ้องไม่ได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงเช่นนั้น ศาลจังหวัดนครปฐม นัดไต่สวนนางประนอม กรณียื่นคำร้องใหม่ วันที่ 4 เม.ย.นี้ ส่วนศาลตลิ่งชัน นัดไต่สวนนางประนอมวันที่ 11 เม.ย.โดยนางประนอมต้องเดินทางไปศาลเพื่อไต่สวนด้วย

นายทวิชากล่าวอีกว่า เรื่องนี้มีการฟ้องร้องกันอยู่ในกระบวนการศาลพิจารณาแล้ว ดังนั้น ฝ่ายของนางศิริพรคิดว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพราะจะกลายเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินจะดีกว่า จึงยังไม่ขอออกความเห็นหรือโต้ตอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนฝ่ายคุณแม่ประนอมจะออกมาพูดอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา เพราะตนมองว่าสังคมมีสติ ไม่คิดตัดสินใครถูกหรือผิด โดยปราศจากข้อมูลหลักฐาน และอีกไม่นานความจริงจะต้องปรากฏแน่นอน

นอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิด เผยจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ร้องเรียนศูนย์บริการประชาชนว่าถูกลูกสาวฮุบกิจการ ว่า ศูนย์บริการประชาชนมีเป้าหมายบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนทั้งประเทศ ให้ได้รับความเป็นธรรมกรณีได้รับความเดือดร้อน คนที่มาร้องเรียน ไม่ใช่เพียงแต่ประชาชนที่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ปัญหาเป็นเรื่องของประชาชนต่อประชาชนด้วยกันเอง เราพร้อมให้การช่วยเหลือ เช่นกรณีของนางประนอมเป็นเรื่องในครอบครัว ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง เมื่อมาร้องเรียนแสดงว่าเขาไว้วางใจก็พร้อมช่วยเหลือ โดยประสานให้ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะดูแลกรณีเช่นนี้โดยตรง

ขณะเดียวกัน ก็มีความคิดเห็นจากนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพิพาทเรื่องมรดกในครั้งนี้ว่า เบื้องต้นข้อมูลที่ร้องยังไม่ชัดเจน แต่แน่ชัดว่าเป็นเรื่องการจัดการมรดกภายหลังสามีนางประนอมเสียชีวิตเมื่อปี 2556 โดยทายาทร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องรอฟังข้อมูลที่ลูกสาวคนโตของแม่ประนอมที่แม่ประนอมกล่าวหาว่าเป็นอย่างไร และกรณีนี้ ข้อกฎหมายต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ขอจัดการมรดกบ้าง และอำนาจหน้าที่ในการจัดการมรดกเป็นอย่างไร และกรณีนี้หากมีพินัยกรรมต้องดูว่าเนื้อหาในพินัยกรรมเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่มีพินัยกรรม ใครเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลสั่งให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก และมรดกที่จัดการเป็นสิ่งใดบ้าง มีสัญญาประนีประนอมหรือไม่

ปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวอีกว่า ในชีวิตประจำวันในสังคมไทย ข้อพิพาททางแพ่งส่วนใหญ่ เป็นกรณีที่ดินซึ่งเกี่ยวพันกับมรดกครอบครัว อันดับสองก็เป็นข้อพิพาทกรณีมรดกโดยตรง ดังนั้น ในทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ทุกครอบครัวจึงควรมีการทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า และควรมีข้อตกลงร่วมกันของทายาทว่ามอบให้ใครเป็นผู้ร้องศาลเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งในทางปฏิบัติ สถาบันการเงินหรือหน่วยงานในการทำธุรกรรม ต้องการคำสั่งศาลที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีระบุในพินัยกรรมก็ตาม ดังนั้น ผู้ที่เป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นบุคคลที่ตรงไปตรงมา และร่วมจัดการมรดกกับทายาทตามที่เจ้าของมรดกต้องการ

อย่างไรก็ดี หลังข่าวนางประนอมเข้าร้องทุกข์ต่อนายกฯ เผยแพร่ออกมา ปรากฏว่าแค่ชั่วข้ามคืน ในโลกออนไลน์ก็ร้อนฉ่า เมื่อผู้คนแห่ไปถล่มเพจแม่ประนอม ซึ่งเป็นเพจทางการของแบรนด์แม่ประนอมกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เพราะแม้เป็นเรื่องในครอบครัว แต่สังคมไทยก็ยังให้ค่ากับคำว่าความกตัญญูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุพการี

วันเดียวกัน นายสืบพงศ์ ศรีพงศ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ในนามบริษัทพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยระบุว่า ถูกบุตรสาวคนโตฮุบกิจการ ในเอกสารที่มีการมายื่นร้องเรียนนั้นมีการระบุว่ามีการใช้เงินและบุคคลเข้าแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมในศาลว่า กรณีที่มีการใช้ดุลพินิจ พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนนั้นทางสำนักงานศาลยุติธรรม ไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่กรณีที่มีการกล่าวหาว่าศาลมีพฤติการที่เป็นไปในทางมิชอบ หรือเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆสามารถร้องเรียนมาที่สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) ได้

เมื่อถามว่า การที่นำเรื่องการกล่าวหาดังกล่าวไปร้องเรียนที่ศูนย์บริการประชาชนเกี่ยวกับพฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของศาล จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ นายสืบพงศ์ตอบว่า เป็นสิทธิของคู่ความที่สามารถดำเนินการได้โดยชอบไม่ได้เกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ประชาชนมีสิทธิจะร้อง เรียนได้แต่ถ้าร้องเรียนช่องทางที่ผิดก็แค่ให้มาร้องเรียนช่องที่ถูก ในกรณีที่อ้างว่ามีการกล่าวหาในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาแต่ต้องเป็นการกล่าวหาอย่างมีพยานหลักฐานไม่ใช่การกล่าวหาแบบลอยๆ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    4.6%
  • ไม่ชอบ
    13.1%
  • สนุก
    1.0%
  • ประหลาดใจ
    4.1%
  • เสียใจ
    6.7%
  • ให้กำลังใจ
    70.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement