กรธ.เพิ่มผู้นำฝ่ายค้าน ถกร่วม 11 ประมุข 3 เสาหลัก ผ่าวิกฤติประเทศ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

กรธ.เพิ่มผู้นำฝ่ายค้าน ถกร่วม 11 ประมุข 3 เสาหลัก ผ่าวิกฤติประเทศ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2559 19:00
268 ครั้ง


กรธ.ปรับแก้ร่าง รธน. 3 วัน 231 มาตรา แจง เพิ่ม "ผู้นำฝ่ายค้าน-ประมุข 3 ศาล ในมาตรา 5 พร้อมแจงเหตุปรับแก้ ผู้มีสิทธิลงเลือกตั้ง-บุคคลต้องห้ามไปใช้สิทธิ ระยะเวลาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถือฤกษ์ 13.39 ปิดจ๊อบส่งร่างฯ ให้ รบ. 29 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 59 ที่โรงแรม ดิ อิมพีเรียล บีช หัวหิน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงผลการประชุม กรธ.ในวันที่ 25 มี.ค. ว่า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 23 มี.ค. มาจนถึงวันนี้ (25 มี.ค.) กรธ.เริ่มทบทวนตั้งแต่มาตราที่ 1 มาจนถึงวันนี้ ที่มาตรา 231 ในเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน เราไม่ได้ปรับแก้หลักคิดอะไรที่สำคัญ ถึงแม้จะมีกรรมการบางท่าน ยกหลักแนวคิดขึ้นมา และเราได้หารือกันต่างๆ ซึ่งคงจะไปปรับขยายหลักคิดอะไรไม่ได้ ตั้งแต่เรื่องสิทธิเสรีภาพจนถึงองค์กรอิสระ มาจนถึงการปฏิรูปประเทศคงปรับอะไรไม่ได้ ได้แต่เพียงเพิ่มเติมที่เป็นข้อความที่เห็นว่าอ่านดูแล้ว ไม่สมบูรณ์ เราควรเพิ่มอะไร และมีบางเวลาที่เราไปเอาโจทย์ขององค์กรรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาพิจารณา อย่างจดหมาย 6 หน้า เราก็ได้คิดเบื้องต้นที่ กทม. แล้วก็ต่อกัน

นายชาติชาย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา นายมีชัย ได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องจำนวนเสียงของรัฐสภา ที่จะขอยกเว้นไม่ใช้การเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ที่ต้องเป็นคนที่มีชื่ออยู่ในชื่อที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอมา เมื่อไปสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนข้อเสนอ คสช.นั้น เราก็ตอบไปแล้วว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ณ เวลานี้ยังเหมือนเดิมและทราบจากทางสื่อว่า ทางนายกฯ ก็ดูเหมือนพอใจ ไม่ว่าอะไร ทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้

นายชาติชาย กล่าวต่อว่า ในเรื่องการปรับแก้เรื่องหลัก ไม่มีอะไรตื่นเต้น เป็นเพียงทำให้ข้อความดีขึ้นและรัดกุมมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างมาตรา 5 ในบททั่วไป หมวดที่ 1 ที่เขียนไว้ไม่มีบทบัญญัติใด ของ รธน.เอามาใช้บังคับแก่กรณีใดก็ตาม ก็ต้องวินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเราได้เขียนเพิ่มเติมว่า เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ จัดให้มีการประชุมร่วมกัน ระหว่างประธานสภาฯ ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาล รธน. ประธานศาลปกครองสูงสุด นายกรัฐมนตรี องค์กรอิสระทั้งหมด (5 องค์กร) และเมื่อคิดไปแล้วมองได้ว่า อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะบางกรณีอาจจะเป็นความขัดแย้งหรือเห็นต่าง เราจึงเพิ่มว่าต้องมีการเพิ่มผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ รวมทั้งสิ้น 12 คน เข้ามาร่วมเป็นองค์คณะการประชุมแต่ละครั้งด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์ นำมาตรา 5 วรรค 3 มาใช้ เพื่อให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ได้มีบทบาทร่วมด้วย ทำให้ดียิ่งขึ้น
 
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า ตัวอย่างในหมวดที่ 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 69 ในเรื่องที่รัฐพึงจัดให้มีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เดิมที่ใช้คำว่า ศิลปวิทยาการทุกแขนงหมายความร่วมถึงความรู้ศาสตร์ต่างๆ ที่มีในโลกทุกๆ ด้าน แต่เมื่อมีคนมาให้ความเห็นดูเหมือนจะกว้างไป ทาง กรธ.เลยเพิ่มคำว่า การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ เลยทำให้เกิดการชูเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีให้เด่นขึ้น หรือในมาตรา 76 ที่มีเรื่องการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น โดยในวรรค 2 ที่มีการพูดถึงเรื่องบริหารงานบุคคลในภาครัฐ ที่เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นจุดอ่อนสำคัญประการหนึ่ง จึงมีการเพิ่มว่า รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เดิมที่ไม่มีการพูดถึงกฎหมายพวกนี้ เพราะเข้าใจว่ามีกฎหมายระเบียบบริหารข้าราชการ ของข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการครูแผ่นดินอยู่แล้ว

นายชาติชาย กล่าวต่อ ในเรื่องระบบรัฐสภา มาตรา 96 ที่ กรธ.มีการพิจารณาในเรื่องลักษณะบุคคลต้องห้ามของบุคคลที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวงเล็บ 2 ที่เขียนว่าคนที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ คือคนที่อยู่ในระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่มีการตีความว่า คดีที่ยังไม่สิ้นสุด หรืออยู่ระหว่างการพิจารณา คนๆ นั้น จะถูกเพิกถอนสิทธิหรือไม่ จึงมีการเขียนในวงเล็บ 2 ใหม่ ว่า บุคคลที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แม้คดียังไม่ถึงที่สุด

ส่วนในมาตรา 98 ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทาง กรธ.ได้เพิ่มในวงเล็บ 19 ว่า คนที่เคยพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 144 หมายถึงคนที่เป็น ส.ส.-ส.ว. กรรมาธิการ ไปกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะการแปรญัตติ ทำให้ตนเองได้ประโยชน์ จากการใช้งบประมาณทั้งทางตรงและทางอ้อม และมี ส.ส. หรือ ส.ว. 1 ใน 10 ไปร้องศาล รธน. และเมื่อศาล รธน.วินิจฉัยแล้ว พบว่ากระทำผิด ต้องถือว่าเป็นการขาดคุณสมบัติ และพ้นจากตำแหน่งตามผลของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ คนๆ นั้นก็ไม่มีสิทธิจะมาสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

นายชาติชาย กล่าวต่อว่า ในส่วนมาตรา 235 ในเรื่องของคนที่กระทำผิดต่อกฎหมาย ป.ป.ช.ที่มีผู้ร้องต่อ ป.ป.ช.ว่า มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช. และรวมความถึงตุลาการรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะถูก ป.ป.ช.ไต่สวนเบื้องต้น และจากนั้นก็จะลงไปศาลฎีกา หากศาลผิดจรรยาบรรณร้ายแรง ศาลฎีกาตัดสินว่าผิดก็จะพ้นจากตำแหน่งด้วย และหากมีคดีอาญาก็จะส่งไปที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย บุคคลเหล่านี้จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ด้วยเช่นกัน

นายชาติชาย กล่าวต่อเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ที่เดิมกำหนดให้มีวาระคราวละ 9 ปี แต่ทาง กรธ.พิจารณาเห็นว่าควรลดเหลือ คราวละ 7 ปี มีกรรมการ 9 คน ในมาตรา 206 ว่าด้วยเรื่องการสรรหาและการคัดเลือก แล้วส่งรายชื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ในทางปฏิบัติ อาจจะไม่ได้ตุลาการศาล รธน.มาครบคราวละ 9 คน อาจจะได้มาทีละคน เมื่อพิจารณาได้ใครก็จะต้องส่งเรื่องให้วุฒิสภาเห็นชอบ ส่วนองค์คณะที่สามารถทำงานได้ คือจะต้องมีอย่างน้อย 7 คน ก็สามารถทำงานได้ และถ้าโปรดเกล้าฯ แล้ว ตุลาการมีเท่าไรก็ให้ทำงานไปก่อน
           
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า ในเรื่องการส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญที่เสร็จสมบูรณ์ให้รัฐบาลนั้นจะมีขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม เวลา 13.39 น. โดยจะมีการแถลงข่าวโดยนายมีชัย ที่ห้องงบประมาณอาคาร 3 รัฐสภา ส่วนเหตุใดจึงต้องเป็นเวลา 13.39 น. นั้น อาจจะเป็นเพราะเป็นเลขที่สวยงาม.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    50.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    50.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement