กรธ.ยอม ปรับแก้ร่างรธน. ตามคสช.-ให้ผบ.เหล่าทัพนั่งส.ว. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

กรธ.ยอม ปรับแก้ร่างรธน. ตามคสช.-ให้ผบ.เหล่าทัพนั่งส.ว.

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2559 07:30
2,443 ครั้ง


กรธ.ยอมแล้ว ปรับแก้ร่าง รธน.ตามข้อเสนอ คสช. ให้ ผบ.เหล่าทัพ มีที่นั่งถาวรใน ส.ว.สรรหา หลังเจอ “บิ๊กป้อม” แยกเขี้ยวใส่ เผยโมเดลคัดเลือก ส.ว.ลากตั้ง คสช.ชี้นิ้วจิ้มขั้นตอนสุดท้ายทั้งเข่ง อ้างเพื่อให้เป็นปลาน้ำเดียวกัน แหวกว่ายไปตามแม่น้ำ 5 สาย แถมเพิ่มอำนาจแอ็กอาร์ตให้รัฐบาลรายงานความคืบหน้าปฏิรูปต่อ ส.ว.ทุกๆ 3 เดือน ปรับลดเงื่อนไขปลดล็อกเลือกนายกฯคนนอกให้ง่ายขึ้นไปอีก นายกฯเผยคุยกันแล้วเรียบร้อย เป็นหัวหน้าต้องรู้ครบถ้วนกระบวนความ ชี้ทหารไปเป็น ส.ว. เพื่อชี้แนะผู้ทรงเกียรติ อย่าไปสั่งกองทัพแบบผิดๆ จนเกิดเรื่องเหมือนอดีต ตะลึง! รธน.ฉบับใหม่อาจทำไทยเป็นมหาอำนาจ พท.แฉกลเม็ดสับขาหลอกตบตาประชาชนรับร่าง ท้านายกฯลาออกถ้าประชามติแหกโค้ง ปชป.แนะทำ รธน.ให้ปลอดอำนาจมืด ฟันธงเห็นนายกฯคนนอกเดินเข้าสภาแน่ “บิ๊กโด่ง” ออกโรงลั่น “ราชภักดิ์” ไม่มีหัวคิว พร้อมให้ ป.ป.ช.สอบปมคาใจ บรรดาบิ๊กเบิ้ม คสช.ประสาน เสียงเรื่องจบแล้ว

หลังจากมีเสียงเข้มๆ เขียวๆจากแม่น้ำ 4 สาย สืบเนื่องจากอาการไม่ค่อยพอใจที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะการให้ผู้นำเหล่าทัพเป็น ส.ว.สรรหา โดยตำแหน่ง ล่าสุด กรธ.ยอมแก้ไขในส่วนนี้แล้ว พร้อมเปิดเผยรายละเอียดการคัดเลือก ส.ว.สรรหา ที่ คสช.จะเป็นคนชี้เป้าในขั้นตอนสุดท้ายทั้ง 250 คน

“มีชัย” เผยตั้ง กก.สรรหา ส.ว.9 คน

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เวลา 09.30 น. ที่โรงแรม อิมพีเรียล หัวหิน บีช รีสอร์ท จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่เป็นวันที่ 2 เพื่อทบทวนตรวจสอบความถูกต้องร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 29 มี.ค. วาระพิจารณาทบทวนเนื้อหาเป็นรายมาตราในส่วนของบทเฉพาะกาล นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า การสรรหา ส.ว.จะมีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 9 คน มาจากบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ เพื่อให้เลือกบุคคลมาเป็น ส.ว.ได้อย่างเหมาะสม กรธ.จะกำหนดคุณสมบัติของกรรมการสรรหาให้ชัดลงไปว่าต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ส่วนการกำหนดที่มาของคณะกรรมการสรรหาในรายละเอียดทาง คสช.จะเป็นคนกำหนดเอง เพราะถ้า กรธ.ไปกำหนดตั้งแต่แรกให้กรรมการสรรหาแต่ละคนมีความรู้เฉพาะด้านลงไปเลย จะทำให้มีคนออกมาบอกว่า ทำไมถึงกำหนดด้านนี้ ทำไมไม่กำหนดด้านอื่น เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด การกำหนดลงไปจะเหมือนกับการตัดด้านอื่นๆไป จึงควรเขียนไว้กว้างๆเท่านั้น

แจงข้อดีผู้นำเหล่าทัพเป็น ส.ว.

เมื่อถามว่า ถ้าผู้นำเหล่าทัพ 6 คนเข้ามาเป็น ส.ว.จะช่วยงานด้านการปฏิรูปประเทศได้อย่างไร นายมีชัยตอบว่า ช่วยในแง่ของการบอกเล่าข้อเท็จจริงและความเป็นไปของสถานการณ์ให้ ส.ว.ได้รับรู้ในเวลาที่จะต้องทำงานหรือต้องตัดสินใจอะไร ก็มีแง่ดี ใครสงสัยอะไรก็ไต่ถามกันได้ มิเช่นนั้นอยู่ๆ ส.ว.จะยกทัพไปถามเขาถึงที่ทำงานก็คงเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อถามว่า การเข้ามาเป็น ส.ว.ของผู้นำเหล่าทัพจะเหมือนเป็นหัวเรือของวุฒิสภาทั้งหมดหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ก็อย่าไปคิด ของทุกอย่างมันมีสองแง่ ให้มีความสุขก็คิดในแง่ดีมันก็ดี ถ้าคิดแง่ร้ายมันก็ทุกข์อยู่เรื่อย พอแฟนก้าวออกจากบ้านแล้วก็นั่งคิดอยู่ว่าจะไปนัดกับใคร จะไปเที่ยวที่ไหน ชีวิตทั้งวันก็หมดสุข เป็นเรื่องของความมั่นคง เขาถึงต้องเอาคนในตำแหน่งเกี่ยวกับความมั่นคงเข้ามา อันนี้ก็เพียงแค่ 6 คนเท่านั้น เวลาทำงานทางการเมืองมันก็ใช้การลงคะแนน คิดว่า 6 เสียงคงจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่สิ่งที่จะได้คือข้อมูลและความเป็นไปที่แท้จริง จะเป็นประโยชน์กับวุฒิสภา โดยเฉพาะการดูแลเรื่องการปฏิรูปในฐานะที่ดูมาก่อน

พร้อมจับเข่าคุย “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม”

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังต้องการให้มี ส.ว.จากสรรหาทั้งหมด 250 คน กรธ.จำเป็นต้องไปทำความเข้าใจหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ไม่เป็นไร ก็ไปคุยกับท่าน ทั้งหมดอยู่ที่เหตุผล เราก็อธิบายเหตุผลที่เราคิดให้ท่านฟัง ท่านฟังแล้วก็คงเข้าใจ ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง คนกันเอง เมื่อถามว่า ต้องคุยทางไกลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ต่างประเทศด้วยหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ทางไกลก็ได้ยิน แต่แว่วๆว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนการประชุมทำความเข้าใจกับแม่น้ำ 4 สาย จะมีหรือไม่หลังจากนี้ ส่วนตัวไม่แน่ใจ การเรียกประชุมเป็นอำนาจของนายกฯ ถ้าคิดว่าจำเป็นก็คงมีการประชุม แต่ถ้ายกหูโทรศัพท์พูดกันได้ก็คงไม่ต้องเรียกประชุม อย่างไรก็ตาม ถ้าเขานัดประชุมเราก็พร้อมไปชี้แจงให้เขาฟัง

ยอมล็อก 6 ที่นั่งให้ ผบ.เหล่าทัพ

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงความคืบหน้าการพิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญว่า สืบเนื่องจากหลักการที่ กรธ.ได้รับข้อเสนอ คสช. ประเด็นที่มา ส.ว.สรรหาในบทเฉพาะกาล กรธ.ได้กำหนดให้มี ส.ว.จำนวน 250 คน โดย 200 คนแรกมาจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน 9 คน ที่ คสช.แต่งตั้ง เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมไม่เกิน 400 คน เสนอให้ คสช.เลือกเหลือ 194 คน ส่วนอีก 6 คน ให้มาจากตำแหน่งที่ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด. ผบ.ทบ ผบ.ทร. ผบ.ทอ.และ ผบ.ตร. ซึ่งเป็น การแต่งตั้งโดยตำแหน่ง ปรับแก้จากเดิมที่ กรธ.ไม่ได้กำหนดว่าเป็นข้าราชประจำในตำแหน่งใดบ้าง ขณะเดียวกันจะมีสำรองไว้อีก 50 คน ทั้งนี้จะใช้คุณสมบัติ ส.ว.ตามบทหลัก แต่ยกเว้นเรื่องของการเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน ที่ต้องเว้นวรรค 5 ปีหลังพ้นจากตำแหน่ง ให้ทั้ง 194 คน สำหรับ ส.ว.อีกส่วนหนึ่ง 50 คน จะมาจากการเลือกไขว้จาก 20 กลุ่มอาชีพดำเนินการโดย กกต. ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ให้เหลือ 200 คน จากนั้นให้ กกต.นำรายชื่อให้ คสช.เลือกในขั้นตอนสุดท้าย 50 คน และให้มีสำรองไว้อีก 50 คนเช่นกัน

คสช.จิ้มทั้งเข่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน

“หากเราตั้ง 6 ตำแหน่งไว้กว้างๆ ก็อาจมีเสียงวิจารณ์จากข้าราชการประจำอื่นๆว่า ทำไมไปเลือกตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ คิดว่า คสช.น่าจะสบายใจเพราะไม่ต้องไปตอบคำถามข้าราชการส่วนอื่นๆ คสช.เองก็คงมีเหตุผลที่เสนอมาแบบนี้ ให้คนที่ดูแลความมั่นคงมาอยู่วงในจะได้เข้าใจการทำงานในรัฐสภาด้วย ส่วนข้าราชการส่วนอื่นๆที่ผ่านมา หากอยากเป็น ส.ว.ก็ต้องไปลาออกจากตำแหน่งก่อน หรือหากคณะกรรมการสรรหาเลือกเข้ามา ถ้าเขาอยากเป็น ส.ว.ก็ไปลาออกจากราชการ คสช.คงต้องคิดแล้วว่าการเลือกใครเข้ามาแล้วจะสามารถทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ กรธ.ไม่เคยคิดจะเขียนอะไรเพื่อให้ คสช.สืบทอดอำนาจ งานหลักของ ส.ว.คือ การดันการปฏิรูปและยับยั้งการเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก และที่ให้ คสช.เป็นด่านสุดท้ายในการเลือก ส.ว.ทั้งหมดก็เพราะเราอยากให้เป็นปลาน้ำเดียวกัน ไม่ใช่ให้ คสช.กินรวบ” นายอุดมกล่าว

รบ.ต้องบอกผลงาน ส.ว.ทุก 3 เดือน

นายอุดมกล่าวอีกว่า ส่วนหน้าที่ของ ส.ว.นั้น กรธ.ได้กำหนดบทบาทการเร่งรัด โดยให้รัฐบาลรายงานผลการปฏิรูปทุก 3 เดือน ให้วุฒิสภาทราบ เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดและประสบผลสำเร็จ แต่บทลงโทษยังไม่ได้กำหนดไว้ ส่วนการร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศแม้จะกำหนดว่าเป็นขั้นตอนตามปกติ แต่หากมีปัญหาว่ามีการยับยั้งในเรื่องกฎหมายจากรัฐบาลหรือการตีความว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายปฏิรูปหรือไม่ กรธ.ได้กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาที่ประกอบด้วย ประธานวุฒิสภา รองประธานสภาผู้แทนฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนฯให้เลือกกันเอง แต่ยังไม่กำหนดจำนวนและประธาน กมธ.วุฒิสภาทุกคณะ และหากมีปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมหรือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายการปราบปรามการทุจริต การตรวจเงินแผ่นดิน การเพิ่มเติมโทษในตำแหน่งหน้าที่ หรือแก้ไขให้การกระทำบางอย่างไม่ต้องรับผิด หากมีการยับยั้งตามกระบวนการรัฐสภา ให้กฎหมายนี้มีการพิจารณาร่วมกันของทั้ง 2 สภาโดยหลักการนี้จะบังคับใช้ในช่วง 5 ปีเท่านั้น

ลดเงื่อนไขเลือกนายกฯคนนอก

นายอุดมกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่มานายกฯที่ คสช.เสนอมาว่า ไม่ต้องบังคับให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ 3 ชื่อ กรธ.เห็นว่า ช่วง 5 ปีแรกอาจเกิดปัญหาได้ จึงกำหนดในบทเฉพาะกาลว่า หากสภาผู้แทนฯไม่สามารถเลือกนายกฯตามเกณฑ์ปกติได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ให้ ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯเสนอเรื่องต่อประธานสภาฯเพื่อเรียกประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาขอเว้นการเสนอชื่อนายกฯนอกเหนือจาก 3 รายชื่อ ที่พรรค การเมืองเสนอ หากได้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภาหรือ 450 คนเห็นชอบ ก็ให้สภาผู้แทนฯไปเลือกนายกฯโดยคนในหรือนอกบัญชีก็ได้ ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาหรือ 500 คน เมื่อถามว่า สาเหตุที่ กรธ.ปรับสัดส่วนกรณีปลดล็อกการเลือกนายกฯเสียงเห็นชอบเป็น 3 ใน 5 เป็นการเปิดช่องทำให้มีนายกฯคนนอกง่ายขึ้นหรือไม่ นายอุดมตอบว่า จะว่าง่ายก็ง่าย เราฟังเสียงสะท้อนจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ยังไม่ค่อยเต็มใจที่จะทำตาม และอาจเกิดปัญหาไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จึงปรับสัดส่วนให้ลดลง

นายกฯเผยคุยกันเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเวลา 16.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของ คสช. ในประเด็น ส.ว.สรรหา 250 คน ที่มาจากการสรรหาของกรรมการสรรหาคัดเลือก 400 คน เพื่อให้ คสช.คัดเลือกเหลือ 194 คน ว่าเป็นไปตามนั้น เป็นการหารือร่วมกันทั้งหมด ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรตนต้องรู้เรื่องหมดอยู่แล้ว เพราะเป็นหัวหน้า ไม่ใช่ตนไม่อยู่แล้วแอบไปพูด มันไม่ใช่ ต้องหารือกันตลอด โทรศัพท์ก็มี ได้วางแผนไว้ว่าแค่ไหน อย่างไรที่จะปรับได้ ก็จะยอมปรับให้ ไม่ใช่ว่าต้องการอำนาจไว้มากมาย แต่ต้องการให้มันทำงานได้

ทหารชี้แนะไม่ให้สั่งกองทัพผิดๆ

“อย่าไปเขียนเลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น การจะแต่งตั้งทหารบ้าง อะไรบ้างและยังไงแต่งตั้งทหารมันถูกทุกคนหรือไม่ ก็ไม่เห็นถูกเลย เดี๋ยวก็ต้องไปเขียนต่อกันว่า ต้องเอาหน้าใหม่ เดี๋ยวคนนี้จะต้องเป็น จะเขียนไปทำไม ผมไม่เข้าใจ ไม่มีประโยชน์ ทหารเขาอยู่ด้วยวินัยไม่ว่าจะตั้งใคร มันขัดคำสั่งไม่ได้ ขัดคำสั่งก็ปลดเท่านั้นเอง ขอให้คนสั่งทำให้ถูกต้องก็แล้วกัน ถ้าถูกต้องทหารก็ทำให้หมดอยู่แล้ว เพราะเขามีวินัย เว้นแต่จะสั่งไม่ค่อยถูก ดังนั้น การที่มีทหารเข้าไปก็เพื่อจะเสนอว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกอย่างไร ผิดอย่างไร ควรจะทำอย่างไรเท่านั้นเอง จะได้ไม่ไปสั่งเขาผิดๆ ถูกๆ แล้วก็เกิดเรื่องเหมือนที่ผ่านมา” นายกฯกล่าว

ประชามติไม่ผ่านอย่าโทษรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเต็มใจที่จะพาให้บ้านเมืองนั้นไปได้ ขอให้พอเสียทีกับการเอาชนะคะคาน ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญทำไม่ได้ ประชามติทำไม่ได้ แล้วกลับมาโทษว่ารัฐบาลทำให้ไม่ผ่าน เพราะอยากจะอยู่ต่อ พูดอย่างนี้มันไม่ถูก เหมือนกับไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ใช่หรือไม่ “ก็ในเมื่ออยากจะเลือกตั้งก็ให้ อยากมีรัฐธรรมนูญก็ให้ ในเมื่อผมให้ตั้งเยอะตั้งแยะ ผมขอไว้บ้าง ขอเพื่อใคร ขอเพื่อบ้านเมืองหรือเปล่า ใช่มั้ย คิดให้ดี อย่าเขียนอะไรที่ทำให้วุ่นวาย” เมื่อถามว่า จะมีการประชุมแม่น้ำ 4 สายอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า การประชุมก็เป็นการเล่าให้ฟังกัน แต่ถ้าจะประชุมอีกครั้งจะทำอะไรกันอีก เพราะตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือทำความเข้าใจ แต่ถ้าจะคุยกันต่อแล้วเขาจะปรับแก้กัน ก็แล้วแต่ท่าน

รธน.อาจทำไทยเป็นมหาอำนาจ

เมื่อถามว่า เป็นการพอใจทั้งสองฝ่ายใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ถ้าถามผม ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน ต้องดูว่าประชาชนพอใจหรือเปล่า ผมเอาประชาชน ผมไม่สนใจใครทั้งสิ้น ผมทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายไหน ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองด้วยซ้ำ ไม่ได้ห่วงตัวเองเลยสักนิด แล้วคุณไม่ห่วงผมหรือ ประเทศชาติคุณก็ไม่ห่วงอีก แล้วตกลงมันจะอยู่กันยังไง แล้วพวกนี้ พวกทหารเขาอยู่กันยังไง เขาเสียสละชีวิตกันมาเยอะแยะ หรือจะตีกันต่อไป ก็ตามใจ และอย่ามาโทษผมก็แล้วกัน ประเทศไทยวันนี้ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ถ้าแข็งแรงกว่านี้ก็คงมีข้อเสนอมาก แต่วันนี้ยังไม่แข็งแรง และคงจะต้องแข็งแรงด้วยรัฐธรรมนูญก่อนมั้ง รัฐธรรมนูญคงช่วยให้แข็งแรงขึ้นเยอะ อาจทำให้ประเทศเป็นมหาอำนาจก็ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้”

“บิ๊กป้อม” ยันไม่ใช่เกมต่อรอง

ที่โรงแรมคอนราด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สายต่อ กรธ.ว่า ไม่ใช่เรื่องต่อรอง เพียงแต่ให้ กรธ.ดูว่าสมควรทำอะไรบ้าง รัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อบ้านเมืองในอนาคต ตนก็บอกไปว่ามีความคิดแบบนี้ ก็ไม่เป็นไรแล้วแต่ กรธ.จะต้องไปคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ในช่วง 5 ปีเท่านั้นเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเดินหน้า และให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามกลไกตามรูปแบบที่รัฐบาลและ คสช.วางไว้ เมื่อถามถึงกรณีที่ กรธ.ยอมรับบทเฉพาะกาลให้ ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.แต่ไม่ยอมรับการประกาศชื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่เป็นไร แล้วแต่ท่าน ข้อดีข้อเสียของการไม่ประกาศชื่อนายกฯนั้น ตนคงตอบไม่ได้ เพราะ ครม.และ คสช.ประกาศมาเป็นแบบนี้ กรธ. เองก็หวังดีกับบ้านเมืองเช่นเดียวกัน ก็ให้ชั่งน้ำหนักกันดู อย่างไรก็ตาม ครม.และ คสช.ให้ความสำคัญเรื่อง ส.ว.สรรหาเป็นหลัก เพราะเป็นกลไกการปฏิรูปในอนาคต

ย้ำช่วงเปลี่ยนผ่านต้องเข้มข้น

เมื่อถามว่า กรธ.ตอบรับถือว่าเป็นการพบกันครึ่งทางใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า อย่าบอกว่าพบกันครึ่งทาง อะไรรับได้ก็รับ อะไรรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ทำ ไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องทำ เมื่อถามว่าแสดงว่ารับได้กับแนวทางของ กรธ. พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ได้บอกว่ารับได้หรือไม่ได้ เพียงแต่ยื่นข้อเสนอไป เพราะ ส.ว.สรรหาเป็นกลไกช่วยปฏิรูป ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ออกเลย อย่าไปพูดว่าครึ่งใบหรือเต็มใบ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไปว่าจะให้เป็นประชาธิปไตยอย่างไร เพียงแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านต้องทำเรื่องปฏิรูปให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ซึ่งขณะนี้สถานการณ์กำลังเดินไปด้วยดี ประเทศก็สงบ เมื่อถามว่า หากทุกอย่างไปด้วยดีจะปรับลดเวลาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีลงมาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เขากำหนดมาแล้วว่า 5 ปี อย่าทำเป็นเด็กเล่นไปได้

รับบทเฉพาะกาลไม่เป็นสากล

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.รับข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สายเพียงครึ่ง ทาง ว่า ต้องเป็นไปตามความเห็นของ กรธ. เพราะท่านมีอำนาจหน้าที่โดยตรง เราขอเพียงบางเรื่อง เช่น ส.ว.สรรหา ส่วนตัวคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นสากล แต่ในบทเฉพาะกาลอาจยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องความเป็นสากล แต่ได้เรียนแล้วว่าเราเน้นเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลัก ในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณาเอง เมื่อถามว่า พรรคการเมืองขอให้สามารถรณรงค์สำหรับการทำประชามติได้ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า สามารถทำได้เลย หากเป็นการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ แต่ถ้าออกมารณรงค์เพื่อไม่ให้ใช้สิทธินั้นทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย แต่ถ้ารณรงค์โดยบอกว่าดีหรือไม่ดีโดยใช้ความเห็นส่วนตัว แบบนี้คงไม่ดี เพราะประชาชนจะสับสนว่าคนหนึ่งบอกดี คนหนึ่งบอกไม่ดี แบบนี้คงไม่เป็นประโยชน์

“วิษณุ” ไม่คิดประชุมแม่น้ำ 4 สาย

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุอาจมีการประชุมแม่น้ำ 4 สาย เพื่อหารือถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ กรธ.ปรับแก้ว่า ยังไม่ได้ยินว่าจะมีการนัดประชุม และแม่น้ำสายที่ตนอยู่ยังนิ่งและไหลลึก การปรับแก้ดังกล่าว กรธ.ได้ชี้แจงเหตุผลให้ทราบแล้ว ซึ่งรับฟังได้และตนก็แจ้งไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ แม้ไม่เป็นไปตามข้อเสนอทั้งหมดของแม่น้ำ 4 สาย แต่ก็ไม่มีใครขัดข้องหรือมีปฏิกิริยาใดๆออกมา และคงไม่จำเป็นต้องชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร เบื้องต้นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้แจ้งให้นายกฯ ทราบด้วยวาจาแล้ว

โต้ล็อกตัว ส.ว.สรรหาไร้สาระ

เมื่อถามว่า ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ตนไม่ได้รอ เพราะชัดเจนแล้ว จะไม่ตอบว่าทุกอย่างอยู่ที่นายกฯ เนื่องจากจะกลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะคิดว่าไม่ใช่ ส่วนที่นายมีชัยระบุว่าสมาชิกในแม่น้ำ 4 สาย สามารถเป็น ส.ว.สรรหาได้ โดยไม่ติดเงื่อนไขต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน 90 วันนั้น ไม่มีที่ไหนห้าม แต่ถ้าเป็นข้าราชการอยู่ต้องลาออก มองว่ากระแสข่าวล็อกตัวบุคคลเป็น ส.ว.สรรหาถือเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องธรรมดาที่สื่อจะดักทางไว้อย่างนั้น แต่ไม่ต้องคิดว่าดักแล้วเขาจะหลบ เมื่อดักแล้ว ไหนๆสังคมคาดหมายแล้ว เขาอาจทำแบบนั้นเสียเลยก็เป็นได้ เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ฝ่ายการเมืองต่างไม่เห็นด้วย แต่เหมือนต้องการบีบให้รับร่างไปก่อนหรือไม่ เพราะหากไม่รับร่างใหม่ที่จะได้อาจมีเนื้อหาหนักหนากว่านี้ นายวิษณุตอบว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ เมื่อถามอีกว่า หากต้องร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นไปได้หรือไม่ว่าไม่ต้องทำประชามติแล้ว นายวิษณุตอบว่า ตนไม่ควรพูด เพราะอาจจะกลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมตรงนั้น อย่าเผยไต๋ออกไป และยืนยันไม่ใช่การแบะท่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 เพราะตนยืนยันให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

บ่น กกต.ใช้งบประชามติเยอะ

เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะงบประมาณที่ใช้ในการทำประชามติ จำนวน 2,991 ล้านบาท นายวิษณุตอบว่า ทราบตัวเลขดังกล่าวแล้วคงมีการหารือภายหลังได้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์จาก กรธ. ในวันที่ 29 มี.ค. แล้วคงจะมีการต่อรองกับสำนักงบประมาณ เมื่อถามว่าตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงไปหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ส่วนตัวมองว่ายังสูงอยู่ เพราะเป็นตัวเลขเดียวกับครั้งที่ผ่านมา ที่กำหนดให้แจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 80 ของครัวเรือนผู้มีสิทธิออกเสียง เมื่อตัดเงื่อนไขดังกล่าวไปแล้ว จะเพิ่มตรงไหนก็ต้องแจกแจงกับสำนักงบประมาณ แม้การจัดพิมพ์บทสรุปร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่น่าจะทำให้เพิ่มขนาดนี้

กกต.ปรบมือบัตร 1 ใบถูกใจใช่เลย

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งให้สัมภาษณ์กรณีที่ กรธ.ยืนยันใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวว่า บัตรเลือกตั้งจะ 1 หรือ 2 ใบ ไม่เป็นปัญหาในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แต่ถ้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะเพิ่มต้นทุนขึ้น การใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ น่าจะสะดวกกับการจัดการของ กกต. มากกว่า และสามารถลดต้นทุนในการจัดการ อย่างไร ก็ตาม บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ จะส่งผลต่อประโยชน์ทางการเมือง สะท้อนความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ อยู่ที่การออกแบบของ กรธ. ส่วนที่สนช. ไม่ให้ใช้เครื่องลงคะแนนในการทำประชามติก็ไม่เป็นปัญหา ยืนยันว่าถ้าได้ใช้เครื่องลงคะแนนในการทำประชามติก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มงบประมาณในการจัดซื้อเครื่อง เพราะ กกต.มีอยู่แล้ว 200 เครื่อง

เปิดแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด”

จากนั้นนายสมชัยเป็นประธานเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” พร้อมกล่าวว่า แอพพลิเคชั่นนี้ กกต.มุ่งเน้นจะใช้ในการเลือกตั้งปี 2560 เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความสุจริตเที่ยงธรรม แต่ได้นำมาใช้ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นด้วย เมื่อประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ทุจริตต่างๆสามารถถ่ายภาพนิ่ง คลิปวีดิโอ บันทึกเสียง ส่งผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ กกต.จะรักษาข้อมูลในทุกส่วนไว้เป็นความลับ สามารถดาวน์โหลดได้ในวันที่ 11 เม.ย. ซึ่งจะเป็นวันเริ่มต้นของกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับแอพฯนี้ใช้งบประมาณดำเนินการ 1.8 ล้านบาท หวังว่าจะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะทำทุจริตให้เกรงกลัวและไม่กล้ากระทำผิด

พท.จี้เปิดเสรีรณรงค์ประชามติ

ด้านความเคลื่อนไหวพรรคการเมือง นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าขอเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด โดยมีข้อเสนอและคำถามถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่า 1.ควรให้พรรค การเมืองรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้ 2.ให้สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และประชาชนจัดเวทีเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญได้ ไม่ใช่ให้เฉพาะ กกต.จัดเวทีเท่านั้น 3.สนช. ควรปรับแก้เนื้อหาร่างกฎหมายการออกเสียงลงประชามติที่เกี่ยวกับการกำหนดโทษสำหรับความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงความคิดเห็นต่างๆในช่วงการรณรงค์ เพราะเป็นการตีกรอบที่เข้มงวดเกินไป จนอาจทำให้สื่อมวลชนและประชาชนไม่กล้าแสดงออกทางการเมืองได้ 4.การอนุญาตให้ใช้เครื่องลงคะแนนได้นั้น เหมาะสมแล้วหรือ ประเทศมีเงินและมีความพร้อมหรือยัง มีมาตรการป้องกันไม่ให้มีการทุจริตจากการใช้เครื่องลงคะแนนเพียงพอหรือไม่ 5.ควรชี้ให้ชัดหรือให้ประชาชนออกเสียงว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ ผู้มีอำนาจหรือประชาชนต้องการนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้บังคับ

ซัด คสช.-กรธ.สมประโยชน์

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีที่ กรธ. มีมติรับข้อเสนอของ คสช. ที่ให้กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรกว่า ความจริงไม่ใช่เรื่องพบกันครึ่งทาง เพราะทั้ง กรธ. และ คสช. ถือเป็นพวกเดียวกัน แต่เป็นเรื่องสมประโยชน์กันมากกว่า ในขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญตัวจริงกลับเป็นผู้เสียประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะในที่สุดแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.นี้ ก็ไม่ได้ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่ประการใด ถ้าเอาอย่างนั้น กรธ.ก็ควรจะแก้ไขข้อความในร่างฯมาตรา 3 เสียด้วยที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” เพราะไม่เช่นนั้นก็จะขัดแย้งกันเอง อายชาวโลกเปล่าๆ

“ประยุทธ์” ต้องออกถ้า รธน.ไม่ผ่าน

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์–โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนต้องรับผิดชอบว่า ประชาชนไม่ใช่คนเลือกกรรมการไปเขียนรัฐธรรมนูญ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละคนทำงานตามใจ ตามคำสั่งของ คสช. และมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาควบคุมในการร่างเป็นไปตามความต้องการของ คสช. ดังนั้นคนที่รับผิดชอบสูงสุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ จะให้ประชาชนรับผิดชอบได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง มีคนอื่นมาใช้อำนาจ ถ้าประชาชนเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ คือคนรับผิดชอบ ต้องลาออกถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

แฉวิธีสับขาหลอกตบตารับร่าง

“มีหลายวิธีที่ดำเนินการอยู่เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่าน เปรียบเทียบว่ามีการกำหนดราคารัฐธรรมนูญไว้จริงแค่ไม่เกิน 30 บาท แต่ตั้งราคาไว้ 100 บาทเมื่อได้ 40 ถึง 50 บาทก็เอาแล้ว คือเขียนเผื่อไว้แล้วลดหย่อนลงมา เพื่อให้รัฐธรรมนูญดูสวยงาม อย่างไรก็ตาม คิดว่าภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างนี้ รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็อยู่กันยาก พวกที่ไม่เอาด้วยกับนโยบาย คสช.ก็ต้องบอกว่าสืบทอดอำนาจ คำนี้เป็นของแสลงของประชาชน มีตัวอย่างปี 35 พฤษภาทมิฬ ถ้ามีอีกก็จะเกิดปัญหาใหญ่ในภายหลังจะมีเรื่องลุกลามบานปลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ ส่วนฝ่ายตรงข้าม คสช.ถึงจะชนะคะแนนก็จะหวุดหวิด เข้ามาก็จะโดนกลไกกับดักล้มรัฐบาล ก็จะเกิดความขัดแย้งยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกับดักของประเทศทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้แน่นอน” นายวรชัยกล่าว

ปชป.แนะทำ รธน.ปลอดอำนาจมืด

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เข้าใจดีว่าทั้ง คสช.และแม่น้ำ 4 สายอยากมีอำนาจเต็มมือในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี แต่ข้อเสนอบางข้อไม่ใช่เรื่องง่ายที่ กรธ. จะยอมรับได้ เช่น การให้ ส.ว.สรรหา มีอำนาจอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะทำให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฝ่ายบริหารได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ กรธ.ควรเน้นเนื้อหาสาระ อย่ากังวลกับใบสั่ง ทำรัฐธรรมนูญให้ประชาชนยอมรับในที่สุด โดยคำนึงถึง 3 หลักการสำคัญ คือ 1.สร้างความสมดุลในอำนาจบนพื้นฐานของนิติรัฐ นิติธรรม โครงสร้างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระและศาล 2.สร้างเสริมกลไกต่างๆให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น หรือไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา 3.ลดความเคลือบแคลงสงสัยในอำนาจซ่อนรูป

ฟันธงนายกฯคนนอกมาแน่นอน

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การกำหนดให้มี ส.ว. สรรหา 200 คนและเลือกไขว้กลุ่มอาชีพอีก 50 คน เท่ากับผู้มีอำนาจมีคะแนนในมืออยู่แล้ว เมื่อรวมกับพรรคเล็กหรือพรรคขนาดกลางที่เป็นพรรคอะไหล่ คงหาเสียงสมาชิกรัฐสภาเพื่อโหวตปลดล็อกเลือกนายกฯคนนอกได้แน่ ตนฟันธงได้ว่าหากเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ก็มีนายกฯคนนอกแน่ ส่วนระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ให้เป็นเขตเล็กเบอร์เดียว ก็ไม่ตอบโจทย์ประเทศ แต่ตอบโจทย์ กรธ.ที่คิดเรื่องนี้มาไกลโดยไม่ฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่ลดข้อขัดแย้งแตกแยก ซ้ำจะยิ่งง่ายต่อการซื้อเสียง แข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะเขตเลือกตั้งเล็กลง เช็กหัวคะแนน เช็กผลคะแนนง่ายขึ้น เช็กบิลกับชาวบ้านได้อีก เอื้อวงจรอุบาทว์ธุรกิจการเมืองคืนชีพเหมือนเดิม ตนเห็นว่าเขตใหญ่ 3 คนเลือก 3 คน ใช้บัตรสองใบ ซื้อเสียงยากกว่า เพราะต้องจ่ายมากขึ้นและให้ทั่วถึงซึ่งทำได้ยาก

“บิ๊กตู่” โชว์วิสัยทัศน์ดันเอเชียมั่งคั่ง

ด้านภารกิจนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 22-24 มี.ค. วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติโป๋อ๋าว เมืองโป๋อ๋าว มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมโป๋อ๋าว ฟอรัม ฟอร์ เอเชีย (Boao Forum for Asia) และกล่าวในพิธีเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า เชื่อว่าเอเชีย จะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสรรค์สร้างภาพร่างให้เป็นจริงเพราะเอเชียคือฐานการผลิต คือโรงกลั่นความคิดสร้างสรรค์ คือห้องแล็บที่ประสบความสำเร็จในการค้นคว้านวัตกรรมที่เข้าถึงและยกระดับชีวิตผู้บริโภคของโลก และความเชื่อมโยงที่ทุกประเทศกำลังเร่งสร้างขึ้นในภูมิภาคจะนำไปสู่การหลอมรวมที่ไร้พรมแดนและไร้ขีดจำกัด ยิ่งไปกว่านั้นคือความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง มั่งคั่ง สำหรับชนรุ่นหลัง คู่ขนานไปกับการรักษาโลกให้ยั่งยืนตลอดไป ทุกฝ่ายต้องสนับสนุนให้เกิดการระดมทุนสาธารณะเพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลก

ชู ศก.พอเพียง–ประชารัฐนำทาง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไทยเสริมสร้างความมั่นคงให้ชนรุ่นหลังและต้องทำตั้งแต่วันนี้ ประการแรกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจับมือร่วมกันทำงานภายใต้กลไกประชารัฐ โดยมีภาคเอกชนเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงเพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการจ้างงานสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน ไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางในการพัฒนาในทุกระดับและภาคส่วน ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้เป็นเงื่อนไขสำคัญ ไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดังกล่าวกับทุกประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปีนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่ไทยจะผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลงมือผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) และได้รับความไว้วางใจจากมิตรประเทศกำลังพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม G-77 โดยพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันภายในกลุ่มบวกกับประเทศพัฒนาแล้วในลักษณะไตรภาคี เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมโดยให้ความสำคัญกับการลงมือทำ

ตั้งศูนย์บริหารน้ำโขงสู้ภัยแล้ง

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในแม่โขง-ล้านช้าง ที่ประชุมตกลงกันว่าเราจะตั้งศูนย์ติดตามเรื่องการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำ โดยประเทศท้ายน้ำคือเวียดนาม วันนี้จีนได้ปล่อยน้ำมามากพอสมควรหากมีการตั้งศูนย์ฯเรียบร้อยจะเป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการปล่อยน้ำมาเมื่อไหร่ และจะพิจารณาร่วมกันถึงการปล่อยน้ำว่าแค่ไหนอย่างไร โดยประเทศสมาชิกได้ขอกันว่าเมื่อไรก็ตามที่มีสภาวะภัยแล้งขอให้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมการรองรับน้ำที่ปล่อยมา ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมาไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้ท่วมพืชผลการเกษตร จีนก็จะแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้เตรียมการได้อย่างถูกต้อง ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ว่าจะปลูกพืชกันอย่างไร และข้อสำคัญต้องนึกถึงประเทศท้ายน้ำ น่าเห็นใจเพราะเราเป็นอาเซียนด้วยกัน

“บิ๊กโด่ง” ยันราชภักดิ์ไม่มีหัวคิว

ส่วนความเคลื่อนไหวเรื่องการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่เป็นประเด็นคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ แถลงข่าวภายหลังศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แถลงผลสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ไม่พบทุจริตว่า ขอพูดครั้งสุดท้าย โครงการนี้ไม่เคยมีการหักค่าหัวคิว และตนไม่เคยยอมรับแต่ต้นว่ามีการหักค่าหัวคิว อธิบายสื่อมวลชนไปแล้วว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ตรงนั้นเป็นการดำเนินงานโรงหล่อที่ไปว่าจ้างเอกชนที่เป็นที่ปรึกษา รวมถึงผลสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตนก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้า แต่ สตง.พูดเองมาเป็นเดือนแล้ว และ สตง.ไม่จำเป็นต้องมาเกรงใจตน เพราะเป็นหน่วยงานอิสระ ส่วนข้อสงสัยโรงหล่อนำเงินมาบริจาคนั้น เป็นการตกลงกับบริษัทเอกชนตั้งแต่แรก ซึ่งสามารถตรวจสอบวันที่บริจาคเงินได้ ไม่ใช่เป็นการบริจาคเงินเพื่อลบล้างความผิดแต่อย่างใด

พร้อมให้ ป.ป.ช.สอบถ้ายังคาใจ

“หลังจากนี้หาก ป.ป.ช.คาใจประเด็นใด ตนพร้อมให้ตรวจสอบ แม้ในใจคิดว่าเมื่อเคลียร์แล้วน่าจะพอได้แล้ว ผมก็รู้สึกสบายใจ มีกำลังใจที่จะดำเนินการต่อไป กับ ผบ.ทบ.พร้อมทำงานร่วม ไม่ได้ขัดแย้ง รวมถึงต้องขอขอบคุณ ศอตช.ที่ตรวจสอบ และยืนยันไม่เคยมีปัญหากับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. เจอกันก็คุย แต่เรื่องนี้ไม่คุย เพราะเราโตกันแล้ว เจอกันก็ไม่เคยขอร้องให้ช่วย ยืนยันว่าตั้งแต่มีปัญหาเกิดขึ้น ผมไม่เคยน้ำตาคลอ แต่อาจจะเป็นคนตาแฉะเลยทำให้ดูเหมือนน้ำตาคลอ” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

“บิ๊กต๊อก” ชี้จบแล้ว–ข้องใจร้องมา

ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวว่า ศอตช.ถือว่าทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อ สตง.สอบเสร็จ ก็ส่งผลสอบให้ ป.ป.ช.สอบต่อ แต่หลังจากนี้ถ้าใครมีหลักฐานก็ส่งมา ตนพร้อมสอบใหม่ จะได้สบายใจ ส่วนที่ใครคิดว่ารู้เห็นกันนั้น ตนเข้าใจว่ารู้สึกกันได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรมันก็ควรจบ และถ้า สตง. ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.ทำไม่ถูกหลักการ ก็ไร้ความเชื่อถือไปเอง ส่วนประเด็นราคากลาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรอบคอบแล้ว เป็นราคากลางที่กำหนดให้เหมาะสม มันไม่ใช่ราคาที่ทางรัฐกำหนดมา สำหรับค่าที่ปรึกษานั้น มันเป็นสิทธิของโรงหล่อจะให้เงินกับใครก็ได้ เขาไปให้กันเองด้วยสิทธิของเขา ไม่เกี่ยวกับเงินราชการ และหลัง ศอตช.แถลงผลสอบ กับ พล.อ.อุดมเดชยังไม่ได้คุยกัน และไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน รวมถึงทำหน้าที่ตรงนี้ก็ไม่ได้หนักใจอะไร เพราะถ้าตนทำไม่ได้ นายกฯต้องหาคนใหม่ และคนใหม่ต้องเก่งกว่าตน

“บิ๊กป้อม” ก็จบแล้ว–บิ๊กหมู “จบด้วย”

ที่โรงแรมคอนราด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนไม่ติดใจ มันจบไปแล้ว ไม่มีแล้ว พอแล้ว เลิก จากนั้น พล.อ.ประวิตรได้หันไปถาม พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ว่า “หมู จบยัง” ซึ่ง พล.อ.ธีรชัย หันมาตอบสั้นๆว่า “จบแล้ว” ก่อนเดินแยกกันไป พล.อ.ประวิตรยังกล่าวย้ำอีกว่า ไม่มีแล้วจบหมดแล้ว เขาไม่โกงก็โอเค ถ้าโกง สตง.เอาตายอยู่แล้ว หลังจากนี้ก็ทำงานอย่างเดียว

“จตุพร” ยังข้องใจขอยื้อพิสูจน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านทางยูทูบว่า ตนไม่เคยตั้งธงว่าผลการตรวจสอบจะพบการทำผิด แต่ถ้าบริสุทธิ์จริง ทำไมห้ามพวกตนและกลุ่มนักศึกษาเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ และผู้เกี่ยวข้องยังถูกปลดออกจากราชการ หนีไปต่างประเทศ และทำไมเกือบเดือนก่อน ศอตช.แถลง พล.อ.อุดมเดชถึงพูดกับสื่อว่า ผลสอบ สตง.ไม่พบการทุจริต ราวกับมีข้อสอบรั่ว ส่วนที่ ป.ป.ช.จะสอบต่อ ก็ไม่ได้หวังจะทำความจริงให้กระจ่างได้ แต่สะท้อนถึงปัญหายังไม่จบ ต้องพิสูจน์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    14.3%
  • ไม่ชอบ
    67.1%
  • สนุก
    15.5%
  • ประหลาดใจ
    0.4%
  • เสียใจ
    1.5%
  • ให้กำลังใจ
    1.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement