เศรษฐกิจวอด 1.53 แสนล้าน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เศรษฐกิจวอด 1.53 แสนล้าน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มี.ค. 2559 07:15
2,634 ครั้ง


หอการค้าหวั่นภัยแล้งลากยาวกดจีดีพีทรุด 1.1%

“ม.หอการค้าไทย” หวั่นภัยแล้งลากยาวถึงเดือน ต.ค.กระทบจีดีพีทรุด 1.1% ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย 1.53 แสนล้านบาท ดันหนี้ครัวเรือนภาคเกษตรทะลุ 1.6 แสนล้านบาท หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งบ้านประชารัฐ จ่ายเงินช่วยค่าครองชีพข้าราชการ ช็อปช่วยชาติ จะช่วยดึงจีดีพีให้เพิ่มขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทย พบว่าสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และปริมาณน้ำที่มีน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียด้านธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งสิ้น 41,416.74 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นภาคเกษตร 1,049.98 ล้านบาท ภาคการค้า 14,087.06 ล้านบาท ภาคบริการ 20,590.95 ล้านบาท และภาคการผลิต 5,688.75 ล้านบาท และคาดว่าจะกระทบต่อข้าวนาปี-นาปรังรวมทั้งสิ้น 77,861.63 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้แบ่งกลุ่มผลกระทบไว้ 3 กรณี หากปัญหาภัยแล้งสามารถสิ้นสุดในช่วงเดือนเมษายนนี้ และปริมาณผลผลิตไม่เสียหายมาก นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยได้ทันเวลา เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร 48,588.42 ล้านบาท และส่งผลกระทบจากภาคธุรกิจทางตรงและทางอ้อม 12,870.64 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 61,459.06 ล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ปีนี้ 0.44%

ส่วนกรณีที่ 2 หากสถานการณ์ภัยแล้งสิ้นสุดไม่เกินเดือนมิถุนายนนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร 77,861.63 ล้านบาท และผลกระทบจากภาคธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 41,416.74 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 119,278.37 ล้านบาท หรือกระทบต่อจีดีพี 0.85% ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นไปได้มากที่สุด ส่วนกรณีที่ 3 หากสถานการณ์ภัยแล้งมีระยะยาวถึงเดือนตุลาคม 59 ผลกระทบจากภาคเกษตรจะมีทั้งสิ้น 91,106.48 ล้านบาท ผลกระทบจากทางตรงและทางอ้อม 62,653.21 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 153,759.69 ล้านบาท หรือกระทบต่อจีดีพี 1.10%

“ภาคธุรกิจมองตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยปีนี้ขยายตัวที่ 2.5-3.5% โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างช้าๆ โดยมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่น และหนี้ของภาคครัวเรือน”

นอกจากนี้ จากการสำรวจตัวอย่างเกษตรกร 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ โดยสำรวจเมื่อวันที่ 7-16 มีนาคม 59 พบว่า หากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงจะส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของภาคเกษตรปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ 167,452.09 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.1% จากปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 57.7% และหนี้นอกระบบ 42.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่อยู่ที่ 149,322.69 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 58.2% และหนี้นอกระบบ 41.8%

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า จากการสำรวจ ยังพบว่า ปัญหาภัยแล้งกระทบต่อต้นทุนการผลิต 98.6% ปริมาณผลผลิต 3.7% ต้นทุนการหาแหล่งน้ำ 90.1% รายได้จากการทำการเกษตร 4.8% หนี้สินของครัวเรือน 69.1% และการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน 44.6%

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ทำการสำรวจ ยืนยันว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการปรับตัวโดยหันไปทำการค้าขายเพิ่มขึ้นถึง 26% เปลี่ยนชนิดพืชในการเพาะปลูก 25.1% ไปรับจ้างรายวัน 11.9% และทำการขุดบ่อกักเก็บน้ำ 11.9% เป็นต้น ทั้งนี้ จากการสำรวจยังพบว่า เกษตรกรตัวอย่างไม่สามารถแบกรับภาระหรือรับมือได้เลยถึง 21.4% และแบกรับได้น้อยมาก 25.2% และแบกรับได้น้อย 33.9% ส่วนแบกรับภาระได้ปานกลาง 14% แบกรับได้มาก 5.3% และแบกรับภาระได้มากที่สุด 0.1% โดยปัญหาของเกษตรกรที่รัฐบาลควรดำเนินการแก้ไขมากที่สุด คือ แหล่งน้ำ 19.8% ระดับราคาสินค้าเกษตร 17.4% สร้างรายได้เกษตรกรให้มั่นคง 17.1% เป็นต้น

ขณะที่การสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่าหากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าหากไม่ได้รับแก้ไข เชื่อว่า จะกระทบต่อยอดจำหน่าย 89.5% ต้นทุน 13.3% แหล่งวัตถุดิบ 31.9% เป็นต้น และพบว่าจะกระทบต่อความเสียหายทางธุรกิจในทางตรงขนาดเล็ก 0.94 ล้านบาท และธุรกิจขนาดกลาง 1.22 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ 1.67 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.12 ล้านบาท

สำหรับสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการหลังจากภาวะภัยแล้ง คือ การสร้างกลไก หรือแผนสำรองในการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้ง การบริหารจัดการระบบเขื่อน การวางแผนการบริหารจัดการน้ำระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างพื้นที่ป่าในการกักเก็บน้ำธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือธุรกิจที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติ คือ ยืดเวลาชำระหนี้เงินกู้ หรือพักชำระหนี้ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศ ดูแลเสถียรภาพของวัตถุดิบของประเทศ โดยเฉพาะทางด้านของสินค้าเกษตร การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

ด้านนายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามของศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำรวจพบความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งทั้งในและนอกเขตชลประทาน ครอบคลุมพื้นที่ 2.87 ล้านไร่ (ข้อมูล ณ 17 มีนาคม 2559) เกษตรกรได้รับผลกระทบ 272,743 ราย.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    44.4%
  • ไม่ชอบ
    1.4%
  • สนุก
    27.8%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    26.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement