สมคิด ดึงเกาหลีลงทุน หวัง ดึงความรู้ทางเทคโนโลยีพัฒนาประเทศ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

สมคิด ดึงเกาหลีลงทุน หวัง ดึงความรู้ทางเทคโนโลยีพัฒนาประเทศ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2559 18:10
524 ครั้ง


สมคิด ดึงเกาหลีร่วมพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับไทย จี้ภาคเอกชนปรับตัว เดินหน้าใช้นวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ขณะที่ สุวิทย์ เล็งมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น 20% ของจีดีพีใน 3-5 ปี จากปัจจุบันที่ 14% เผย บีโอไอ เล็งออกมาตรการจูงใจครีเอทีฟ อีโคโนมีเร็วๆ นี้ ด้าน เอกชนเกาหลี สนทำแอนิเมชั่นนิทานพื้นบ้านไทย...

วันที่ 22 มี.ค. 59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-สาธาณรัฐเกาหลี พร้อมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของไทย และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเกาหลี ว่า การประชุมร่วมกับเกาหลีครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าเกาหลีจริงจังกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) มาก จนประสบความสำเร็จไปทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ และช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศเข้มแข็งได้ ทั้งๆ ที่ไทยและเกาหลีเริ่มส่งเสริมในเรื่องนี้มาพร้อมๆ กันเมื่อประมาณกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไทยขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างจริงจัง และไม่มีการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างกระทรวง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัจจุบันไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

"เห็นเกาหลีแล้วฝ่อ เริ่มพัฒนามาพร้อมๆ กัน เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เขาไปไกลมาก แต่เราค่อยๆ ยุบหายไป ขาดการพัฒนาอย่าต่อเนื่อง เกาหลีมีศูนย์พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์นี้จะมีทั้งระบบออนไลน์ และออฟไลน์ อย่างระบบออนไลน์ จะมีการให้ประชาชนส่งไอเดียดีๆ เข้ามา จากนั้นจะคัดเลือก และนำมาพัฒนาต่อโดยภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาสาสมัครในแต่ละด้าน จะคอยให้คำแนะนำแก่เจ้าของไอเดียที่ได้รับการคัดเลือก เพื่อนำมาต่อยอดผลิตเป็นสินค้า หรือนำไอเดียไปสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น ในการสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา 1 เรื่อง ไม่ใช่เขาจะสร้างตามใจชอบ แต่จะมีให้ประชาชนส่งพล็อตเรื่องมาให้ แล้วเอาพล็อตเรื่องที่ได้รับการคัดเลือกมาสร้างจริง ทำให้ได้งานที่มีคุณภาพ ส่วนระบบออฟไลน์ จะมีการจัดสร้างสถานที่ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์ผลงาน เช่น หาฟันดิ้งมาให้การสนับสนุนด้านการเงิน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ของไทยมีอยู่แล้ว เช่น ทีซีดีซี (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) ซึ่งผมเป็นคนริเริ่มไว้ แต่หลังจากนโยบายเปลี่ยน ก็ไม่มีการสนับสนุนต่อ"

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดนี้ ยังจะเน้นการผลักดันให้เกิดธุรกิจหน้าใหม่ (สตาร์ต อัพ) ซึ่งจะเป็นนักรบทางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ผลักดันอยู่ โดยประมาณวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค.นี้ ไทยจะจัดงาน ไทยแลนด์ สตาร์ต อัพ เพื่อเปิดตัวสตาร์ต อัพเหล่านั้น รวมถึงลงทะเบียนสตาร์ต อัพไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อที่รัฐจะได้ให้การสนับสนุนต่อไป ขณะเดียวกัน จะมีการให้ความรู้สำหรับคนอื่นๆ ที่ต้องการเป็นสตาร์ต อัพด้วย อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลนี้ หรืออีกประมาณ 1 ปีครึ่ง จะทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันในการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดันให้เกิดสตาร์ต อัพ ให้ได้ ซึ่งหากทำได้ เศรษฐกิจไทยจะเกิดความเข้มแข็งและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อีกมาก

สำหรับภาคเอกชนไทยนั้น ขณะนี้ ต้องการให้เดินหน้าพัฒนาตนเอง และหานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้กับธุรกิจให้มากขึ้น เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขัน อย่างตอนนี้ จีนหายใจรดต้นคอเกาหลีอยู่ ทำให้เกาหลีต้องเร่งพัฒนาเพื่อหนีให้พ้นจีน

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า จะเร่งบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าเพิ่ม จากปัจจุบันที่มีรายได้ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท หรือ 13.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 20% ของ จีดีพี ในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า โดยประเทศไทยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือ แฟชั่น การออกแบบ และอุตสาหกรรมทางด้านโทรทัศน์ และโฆษณา ซึ่งต้องผลักดันให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวพัฒนาต่อยอดไปสู่เชิงธุรกิจให้มากขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เตรียมที่จะออกสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีการพัฒนา และลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์แก่ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ ทั้งบริษัทขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก รวมถึงจะเป็นครั้งแรกที่จะให้สิทธิประโยชน์ที่ให้เป็นรายบุคคลด้วย

ทั้งนี้ นายสมคิด ได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับ Korea Creative content Agecy (KOCCA) และเอ็มโอยูระหว่างศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) กับ Korea Craft and Design Foundation (KCDF) อีกด้วย

ขณะที่ นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การลงนามเอ็มโอยูกับ KOCCA เพื่อร่วมกันพัฒนาสาระบันเทิงเชิงสร้างสรรค์และนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากเกาหลีมีศักยภาพในการส่งออกธุรกิจบริการด้านสาระบันเทิงเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งไทยสามารถใช้ช่องทางนี้เป็นเกตเวย์ในการพัฒนาสาระบันเทิงของไทยให้เป็นที่ยอมรับของตลาดได้ ในส่วนหอการค้าจะเร่งหารือกับหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปประเด็นที่ต้องกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลี รวมถึงปัญหาอุปสรรคของการพัฒนาธุรกิจบริการด้านนี้ ก่อนเสนอให้ คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) พิจารณา และนำเสนอให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่อ เบื้องต้น เห็นว่าเอกชนไทยมีศักยภาพในธุรกิจบริการนี้อยู่แล้ว แต่ยังขาดความเข้าใจการนำเสนอเพื่อให้ตลาดรับทราบเป็นเพียงการผลิต และใช้ในประเทศเท่านั้น การร่วมมือกับเกาหลีจะช่วยให้ไทยปรับรูปแบบ และเนื้อหาสาระให้ตรงความต้องการตลาดมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยรัฐบาลในการกระตุ้นเพื่อให้เอกชนเข้าใจและเร่งปรับตัว โดยต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วน นายซัง เรียล คิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย มีเดีย เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด กล่าวว่า ตนเห็นว่า อุตสาหกรรมบันเทิงของไทย เช่น ภาพยนตร์ ละคร แอนนิเมชั่น ฯลฯ ของไทยมีศีกยภาพมาก โดยเฉพาะการดีไซน์ ซึ่งบริษัทต้องการร่วมมือกับไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ขณะนี้ในแผนจะนำนิทานพื้นบ้านของไทย รวมถึงของประเทศอื่นๆ ในอาเซียน มาผลิตเป็นแอนิเมชั่นเพื่อออกขายไปทั่วโลก โดยขณะนี้ อยู่ในช่วงของพรี โปรดักชั่นส์ คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    52.2%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    8.7%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    39.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement