อัยการรอรับ คดีเสี่ยเบนซ์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อัยการรอรับ คดีเสี่ยเบนซ์

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มี.ค. 2559 06:15
3,975 ครั้ง


มอบหมายให้อธิบดีภาค1คุมพงศพัศเยี่ยมครอบครัว‘โต้ง’

อัยการสูงสุดมอบหมายให้อธิบดีอัยการภาค 1 เตรียมดูแลคดีเสี่ยเบนซ์ซิ่งชน 2 ศพ เน้นให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ขณะที่ “พงศพัศ” ลงพื้นที่จันทบุรี เยี่ยมให้กำลังใจพ่อ แม่ และแฟนสาวของ 1 ในเหยื่อเสี่ยเบนซ์ ยืนยันทำคดีอย่างตรงไปตรงมา พร้อมชี้แจงถึงการทำคดีที่ล่าช้าของพนักงานสอบสวนชุดแรก เผยตั้งข้อหาเพิ่มอีก 2 กระทง ส่วน ผบช.ภ.1 นำญาติผู้ตายทั้งสองรายแถลงข่าว มั่นใจการทำงานของพนักงานสอบสวนชุดใหม่

แม้ว่าพิธีพระราชทานเพลิงศพ 2 นิสิตปริญญาโทของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เหยื่อเสี่ยเบนซ์ซิ่งได้ผ่านพ้นไปแล้วแต่คดียังเป็นที่จับตามองของสังคม และรอการพิสูจน์ถึงขบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน นายตำรวจระดับสูงยังตามไปเยี่ยมพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตโดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 มี.ค. ที่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 9 ต.เกวียนหัก อ.ขลุง จ.จันทบุรี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.เป็นตัวแทน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางไปพบกับนายไพบูลย์ ถาวร นางทองทิพย์ ถาวร และ น.ส.กมลรัตน์ วงษ์เกียรติขจร อายุ 28 ปี พ่อแม่และแฟนสาวของนายกฤษณะ หรือโต้ง ถาวร อายุ 32 ปี นิสิตปริญญาโท คณะพุทธศาสตร์ สาขาสันติภาพของ มจร. 1 ใน 2 เหยื่อเบนซ์ซิ่งเพื่อให้กำลังใจ โดยมีนายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รอง ผวจ.จันทบุรี พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน ผบก.ภ.จ.จันทบุรีร่วมให้การต้อนรับ

พล.ต.อ.พงศพัศได้พูดคุยกับครอบครัว “ถาวร” ด้วยความเห็นใจพร้อมได้กล่าวขอโทษเรื่องที่พนักงานสอบสวนชุดแรกทำคดีล่าช้า ตลอดจนชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินคดีล่าสุด พร้อมให้คำมั่นจะเร่งรัดคดีให้เร็วที่สุดและเกิดความยุติธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ครอบครัว จากการพบปะพูดคุยกันครั้งนี้พบว่า ทั้งพ่อและแม่ ตลอดจนแฟนสาวของนายกฤษณะมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น

รอง ผบ.ตร.ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การเดินทางมาพบกับครอบครัว “ถาวร” ในวันนี้ นอกจากจะมาเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือแล้ว ยังเป็นการมาชี้แจงถึงเรื่องกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางตำรวจมีการดำเนินคดีที่ล่าช้า ตลอดจนความคืบหน้าล่าสุดของคดี โดยย้ำว่าหลังจากนี้ทางตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่ทำคดีนี้อย่างเต็มความสามารถ และให้เกิดความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียหายมากที่สุด

ขณะ น.ส.กมลรัตน์ วงษ์เกียรติขจร แฟนสาว กล่าวว่า ตนคาดหวังการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสีย ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งและมีผลสรุปที่ประชาชนต่างรับรู้ถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ เหตุการณ์ครั้งนี้หวังว่ากระบวนการทำงานจะชัดเจน โปร่งใส เสมอภาค โดยเฉพาะกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งคนดีจะต้องได้รับความยุติธรรม สำหรับอัฐิของนายกฤษณะ ส่วนหนึ่งได้เก็บไว้ที่วัดวันยาวบน ต.ขลุง สถานที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพและอีกส่วน รศ.ดร.พระมหาหรรษา ธรรมะหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและเพื่อนๆจะนำไปลอยอังคารที่แม่น้ำคงคา ประเทศอินเดีย สถานที่นายกฤษณะไปแสวงบุญอยู่เป็นประจำ

หลังการพูดคุย พล.ต.อ.พงศพัศเปิดเผยว่า คดีนี้ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่เข้ารับผิดชอบทำคดีแทนชุดเดิมและคดีมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนการแจ้งข้อหาผู้ก่อเหตุคือ นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี คนขับรถเบนซ์เพิ่มเติมคือ ข้อหาขับรถในขณะหย่อนความสามารถที่จะขับรถซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกเหนือจากการแจ้งข้อหาเดิมไปก่อนหน้านี้

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุบผา รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนชุดใหม่ ตัวแทนครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย และทนายของผู้เสียชีวิตร่วมกันแถลงข่าวถึงการดำเนินคดีโดย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ กล่าวว่าได้เชิญญาติและทีมทนายของผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายมาพูดทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินคดีเพื่อให้เกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย หลังเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนทั้งหมด ขณะนี้พนักงานสอบสวนเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานในทุกส่วนอย่างรัดกุม แต่ละขั้นตอนต้องมีผู้เชี่ยวชาญในทุกฝ่ายร่วมด้วย ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสารและหลักนิติวิทยาศาสตร์ต่างๆ

ผบช.ภ. 1 กล่าวอีกว่า สำหรับผลตรวจเลือดเพื่อหาสารเสพติดและตรวจหาสารแอลกอฮอล์ของผู้ต้องหาขณะนี้ยังไม่ทราบผล อยู่ระหว่างรอผลจากโรงพยาบาลสมิติเวช และจากการที่ผู้ต้องหาปฏิเสธตรวจวัดแอลกอฮอล์ในวันเกิดเหตุถือเป็นสิทธิ์แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาอยู่ในอาการมึนเมาขณะก่อเหตุ และรอการพิสูจน์ว่าเมาสารชนิดใด สำหรับคดีนี้ก่อนหน้านี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาขับรถประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต อัตราโทษจำคุก 1-2 ปี ทางผู้ต้องหายอมรับ ภายหลังได้เพิ่มข้อกล่าวหาอีก 2 ข้อหา คือฐานขับรถขณะหย่อนความสามารถหรือขับรถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย อัตราโทษจำคุก 3-10 ปี และขัดขวางการปฏิบัติของเจ้าพนักงาน ซึ่งผู้ต้องหาไม่รับในข้อกล่าวหาที่เพิ่มไปทั้งสองข้อหา

ขณะที่ตัวแทนญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายกล่าวว่า หลังจากที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึก สบายใจขึ้นและมีความมั่นใจในคณะทำงานสอบสวนชุดใหม่ ส่วนกรณีที่มีกระแสในสังคมออนไลน์ระบุว่าทางผู้ต้องหาจะมอบค่าเสียหายจำนวนเงินรายละ 15 ล้านบาท ทางครอบครัวผู้เสียหายเปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อมาแต่อย่างใดและทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น ส่วนจะมีการพิจารณายกเลิกใบขับขี่รถยนต์ของผู้ต้องหาหรือไม่นั้น ต้องดูที่กรมการขนส่งทางบกที่มีอำนาจในเรื่องนี้โดยตรง และพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ทำเรื่องไปยังกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้พิจารณาว่าจะเพิกถอนในอนุญาตขับขี่รถยนต์หรือไม่

เมื่อถามว่านายเจนภพเป็นโรคไบโพลาร์หรือไม่นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบทางตำรวจไม่สามารถระบุได้ต้องรอแพทย์ตรวจพิสูจน์ ส่วนจะมีการคำนวณปริมาณยาหรือไม่ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์ และแพทย์จะต้องแจ้งกลับมาว่าส่งผลอย่างไรกับการขับขี่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการดำเนินคดีไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าใครรวยใครจนตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ขอให้ประชาชนสบายใจ ถ้าหากมีการกดดันหรือพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ก็จะเจออีกข้อหาด้วย ส่วนกรณีที่เขาปฏิเสธว่าเขากลัวเข็มนั้น ตรงนั้นต้องดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้ ผบช.ภ.1 มีการดำเนินการไปแล้ว ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.ได้ดำเนินการทำความเข้าไปหมดแล้ว เรื่องนี้ตำรวจอาจจะทำงานช้าไปไม่ทันเหตุการณ์ซึ่งตนได้คำตำหนิมาเหมือนกัน ในส่วนนี้ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนที่ตำรวจทำงานล่าช้าไป ขณะนี้ข้อหาที่ยังไม่ได้แจ้งกับผู้กระทำความผิดทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งไปหมดแล้ว บางครั้งตำรวจเองก็ทำให้ประชาชนสับสนในการตอบคำถามต่างๆ คดีนี้ไม่ได้ปล่อยให้โรงพักดำเนินการ มีการนำคดีมาดำเนินการ ที่ บก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยาเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ได้เข้าข้างใคร

ขณะที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด กล่าวว่า หากคดีนี้ถึงอัยการจะมอบหมายให้อธิบดีอัยการภาค 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานอัยการรับผิดชอบสำนวนคดีลงไปดูแลควบคุมคดีอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายรวมทั้งผู้ต้องหาด้วยเช่นกันที่ต้องดูว่ามีข้อต่อสู้เรื่องใดบ้าง ต่อข้อถามถึงคดีนายวรยุทธหรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดัง ที่ขับรถเฟอร์รารี่พุ่งชนตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตที่ถนนสุขุมวิท 47 ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์กล่าวว่าคดีนี้ฝ่ายผู้ต้องหายื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาด้วยและยังมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนอยู่บ้าง ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อประเด็นไหนที่ยังไม่ชัดเจน อัยการต้องทำให้ชัดเจน ขณะนี้กำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘พงศพัศ’ เยี่ยมครอบครัว ‘โต้ง’ เหยื่อเบนซ์ซิ่ง เผยนำอัฐิ ลอยแม่น้ำคงคา

ตร. ลั่น คดีเสี่ยรถเบนซ์ชน 2 นศ.ป.โท ทำตรงไปตรงมา ยัน ไม่พบวิ่งเต้น

'เสี่ยรถเบนซ์' ปัดเมาแล้วขับ-รอผลตรวจเลือดหาสารเสพติด

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    11.8%
  • ไม่ชอบ
    35.3%
  • สนุก
    5.9%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    47.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement