'บิ๊กต๊อก'จ่อออกหมายเรียก'สมเด็จช่วง'คดีรถโบราณ-ปัดจาบจ้วงยึด กม. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

'บิ๊กต๊อก'จ่อออกหมายเรียก'สมเด็จช่วง'คดีรถโบราณ-ปัดจาบจ้วงยึด กม.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มี.ค. 2559 15:47
880 ครั้ง


รมว.ยุติธรรม ชี้แจงความจำเป็นต้องออกหมายเรียก สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อสอบปากคำกรณีครอบครองรถยนต์โบราณ ยืนยัน หากทำผิดขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมลาออกจากตำแหน่งเอง

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า การตรวจสอบรถโบราณ ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์ใหม่ และขอร้องว่า อย่านำคดีนี้ไปเชื่อมโยงกันอย่างเด็ดขาด แต่ขณะนี้ มีการนำไปขยายความ และระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีพฤติกรรมในการจาบจ้วงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง แต่ขอยืนยันว่า คดีการตรวจสอบรถโบราณ เป็นไปตามกฎหมาย และที่ผ่านมาเพื่อความเป็นธรรมมีการตรวจสอบรถยนต์หรูไปแล้วกว่า 7,000 คัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงคดีนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี

ส่วนการดำเนินคดีนี้ ย้ำว่า ที่ผ่านมาเมื่อการตรวจสอบพบว่า รถยนต์คันที่สมเด็จช่วง ครอบครองอยู่ มีที่มาผิดกฎหมาย จึงจำเป็นต้องสอบสวนตามขั้นตอนอยู่แล้ว เพราะถือว่า สมเด็จช่วง มีสถานะทางสังคมและจำเป็นต้องให้เกียรติอย่างสูง แต่ในอีกทางหนึ่ง สมเด็จช่วง ก็มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตามขั้นตอน ก็จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวน แต่ก็ย้ำว่า ในการสอบสวนต้องให้เกียรติ สมเด็จช่วง เนื่องจากเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ โดยทำเป็นหนังสือเพื่อขอเข้าพบ สมเด็จช่วง และไม่มีการออกหมายเรียก

แต่เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากทีมทนายความของวัดปากน้ำ ในการสอบปากคำ สมเด็จช่วง โดยอ้างว่า พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ต้องส่งคำถามให้ทีมทนายความ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า พนักงานสอบสวน ต้องส่งคำถามก่อนการสอบสวนปากคำ ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ พนักงานสอบสวน จึงมีความจำเป็นต้องออกหมายเรียก เพื่อขอสอบสวนปากคำ ซึ่งสิ่งที่ทำอยู่นี้ เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง แต่ส่วนตัว ไม่ทราบว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะออกหมายเรียก สมเด็จช่วง ในฐานะพยาน หรือ ฐานะผู้ต้องหา เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวนคดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า ถ้าวันหนึ่งพิสูจน์ว่า สิ่งที่ทำไปนั้นขัดหลักกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องล่ารายชื่อเพื่อปลด แต่ส่วนตัวพร้อมลาออกจากตำแหน่งเองอยู่แล้ว แต่คดีนี้ ก็ยืนยันว่า ได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

ส่วนคดีเยาวชนหญิงอายุ 18 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า อธิบดีกรมควบคุมความประพฤติ ต้องควบคุม และมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการควบคุมความประพฤติอยู่แล้ว เพื่อป้องป้องกันการหลีกเลี่ยง การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพราะไม่อย่างนั้น บุคคลใด ก็ตามอาจหลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ด้าน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา ไม่ขอแสดงความเห็นกรณีที่กลุ่มพระสงฆ์เพื่อสันติภาพชายแดนใต้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลาออกจากตำแหน่ง หลังการก้าวล่วงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจะต้องไปพูดคุย พร้อมยืนยันว่า ตัวเองยังพูดคุยกับมหาเถรสมาคมมาตลอด ซึ่งตั้งใจที่จะคุยกันในสัปดาห์นี้ แต่ติดภารกิจกันทั้งสองฝ่าย โดยมุ่งเน้นการทำให้พระพุทธศาสนาเป็นที่ศรัทธาของคนไทยมากขึ้น ส่วนอะไรที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายก็ดำเนินการไป

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีหลายส่วนที่เป็นปัญหา จึงต้องพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง ซึ่งต้องแก้ด้วยการยึดพรหมวิหาร ถึงจะทำให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้ พร้อมเชื่อมั่นว่าสังคมสามารถตัดสินได้เองว่าอะไรถูก อะไรควรหรือไม่ควร

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    56.6%
  • ไม่ชอบ
    31.6%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    11.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement