วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (1)

จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (1)

โดย หมอดื้อ
20 มี.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

ว่าแล้ว หมอกะว่าผู้อ่านหลังจากพลิกๆหน้าหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ ต้องหยุดมาที่เรื่องนี้แน่ สมัยหมอเด็กๆเคยได้ยินเพลงชื่อนี้...จูบเบาๆเท่านั้นมันทำฉันสั่นไปถึงหัวใจ เนื้อเพลงผิดถูกไปบ้างขออภัยครับ

แต่หลังจากผ่านร้อน-ฝน-หนาว มามากฤดู เริ่มตระหนักความสำคัญของ “จูบ” ขึ้นเรื่อยๆ และมาชอบใจเมื่อได้อ่านบทความของ Chip Walter ใน Scientific American Mind ฉบับพิเศษปลายปี 2009 ทั้งเล่มชื่อ “Sexual Brain” ซึ่งเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ความรู้สึกตอบสนองทางเพศ กามารมณ์ ความผูกพันระหว่าง ชาย-หญิง หรือเพศเดียวกัน ในแง่ของสมอง

“จูบ” นั้นมีหลายแบบ เกิดขึ้นได้ในหลายกาลเวลา กลางวันแสกๆหรือในห้องมืดมิด มีจุดมุ่งหมาย หรือนำไปสู่ผลตามต่างๆกัน (ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) การจูบไม่ว่าจะหนัก เบา นุ่มนวล หิวกระหาย ตะกรุมตะกราม จูบแบบอายๆ รักใคร่อ่อนโยน มีเพื่อสนองความต้องการ ความอยาก (Hungers)

ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางสื่อประสาทและเคมี ซึ่งปลุกเร้าระบบสัมผัส ความตื่นเต้นทางเพศ ความรู้สึกผูกพัน เกิดแรงผลักดัน หรือเกิดความปีติอิ่มเอมใจ

และแน่นอนการตอบสนองทางกาย ทั้งในระดับที่ควบคุมได้และไม่ได้ทางระบบประสาทอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม จูบครั้งแรกอาจเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า คนนี้ใช่เลย หรือไม่ก็เท่านี้จบกัน ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อจากผลการวิจัยระยะหลัง เช่น จากนักจิตวิทยาวิวัฒน์ (Evolutionary Psychologist) Gordon G. Gallup, Jr. จาก University at Albany, State University of New York ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อเดือนกันยายน 2007 ว่า “เมื่อริมฝีปากแนบสนิทนั้นเป็นการเริ่มต้นของการสื่อสารที่สลับซับซ้อน ทั้งรสสัมผัส กลิ่น และการปรับลักษณะท่าทาง (น่าจะอุปมาเหมือนเวลาเต้นรำกันนะครับ) ดิ่งลึกลงไปจนถึงกลไกใต้จิตสำนึก จนทำให้เกิดความตั้งใจหรือตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์ต่อหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์บางคนยังเชื่อว่าพฤติกรรมของการจูบอาจจะยังบ่งบอกต่อไปลึกล้ำว่าเต็มใจที่จะมีลูกด้วยกัน หรือแม้กระทั่งรับที่จะแบกภาระในการเลี้ยงดูลูกในอนาคต

กระบวนการวิวัฒน์ของจูบนั้น นักสัตววิทยาของอังกฤษ Desmond Morris และ Chip Walter ได้เสนอว่า กลไกของจูบนั้นน่าจะเริ่มกระบวนท่ามาตั้งแต่ตอนที่สัตว์ประเภทลิง

เช่น ชิมแปนซีป้อนอาหารให้ลูกตัวน้อย จากการที่เคี้ยวบดอาหารในปากก่อนที่จะประกบปากกับลูกส่งผ่านอาหาร และแม้แต่มนุษย์ในยามหิวโหยตั้งแต่โบราณกาลมีการปลอบประโลมลูกน้อยที่อดอยาก โดยการจูบและเป็นการแสดงความรักความห่วงใย จนมีการพัฒนาที่ดุเดือดยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา

สารฟีโรโมน (Pheromones) ที่เรารู้จักกันดีในสัตว์และพืชหรือแม้แต่ในแมลง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อในการสานสัมพันธ์ (Sexual Attraction) หรือในการบ่งบอกแหล่งอาหาร อาจเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสานสัมพันธ์ของการจูบ

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงว่า คนจะมีตัวรับจับสัญญาณจากฟีโรโมน เหมือนกับหนูและหมูหรือไม่ ตัวจับฟีโรโมน (Vomeronasal Organ) ในสัตว์นั้นอยู่ในตำแหน่งระหว่างจมูกกับปาก นักชีววิทยา Sarah Woodley จาก Duquesne University ตั้งข้อสังเกตว่าในคนน่าจะมีอวัยวะในการรับฟีโรโมนในจมูกเช่นกัน การสานสัมพันธ์โดยผ่านทางชีวเคมี เกิดขึ้นได้จริง

ดังเช่น สาวๆขณะที่อยู่ในรอบประจำเดือนระยะหนึ่งมักจะถูกดึงดูดเข้ากับกลิ่นเหงื่อของหนุ่ม ที่มียีนของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้ากันได้

ดังนั้น ฟีโรโมนในคนซึ่งอาจมี Androstenol ถูกขับออกมากับเหงื่อในผู้ชาย และทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในผู้หญิง และฮอร์โมนในช่องคลอดของผู้หญิงชื่อ Copulins ก็สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน Testosterone ในผู้ชายและกระตุ้นความอยากกระหายทางเพศ

ถ้าฟีโรโมนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจูบจริง การจูบก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของฟีโรโมนให้ยิ่งออกฤทธิ์หนักขึ้นไป และเข้ากระบวนการ เช่น ในแมลง และสัตว์อื่นๆที่นำไปสู่การร่วมรัก แพร่พันธุ์ในที่สุด

สำหรับเคมีต้องกันทางประสาทวิทยาศาสตร์ การจูบนั้นจุดกลไกของประสาทตั้งแต่เมื่อริมฝีปากใกล้จะประกบกัน โดยได้รับกลิ่นและเมื่อประกบกันแล้ว ผ่านทางประสาทสัมผัส ก่อนที่จะจุดชนวนทางอารมณ์ และกายภาพผ่านทางเส้นประสาท

สมองของคนมีเส้นประสาท 12 เส้น มีอย่างน้อย 5–6 เส้นที่ถูกกระตุ้นในการจูบ

ตั้งแต่เริ่มต้นคือเส้นประสาทเบอร์ 1 (Olfactory nerve) ใช้ในการรับดมกลิ่น เบอร์ 5 (Trigeminal nerve) ในการรับสัมผัสเนื้ออุ่นเนื้อเย็นจากริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวคางและขากรรไกร เบอร์ 7 (Facial nerve) ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าและแน่นอนริมฝีปาก เบอร์ 9 และ 10 (Glossopharyneal และ Vagus nerve) ควบคุมการส่งเสียง (อือ อา เป็นต้น) เบอร์ 12 (Hypoglossal nerve) ควบคุมลิ้น...

ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วครับ จริงหรือ จูบครั้งหนึ่งใช้เส้นประสาทสมองแค่ 5–6 เส้นเอง และยังต้องเลือกท่าอีก.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้