มด ณปภัช กับการทำงานในวันที่ไร้ดูโอ โฟร์ ศกลรัตน์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

มด ณปภัช กับการทำงานในวันที่ไร้ดูโอ โฟร์ ศกลรัตน์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 มี.ค. 2559 06:35
7,339 ครั้ง


“บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ชวนนักร้องนักแสดงสาวค่ายอาร์เอส มด ณปภัช พูดคุยถึงการทำงานในวันที่ไม่มีโฟร์ ศกลรัตน์ ทั้งการทำงานผู้ประกาศข่าวบันเทิงครั้งแรก พิธีกร งานเพลง และเรื่องหัวใจกับมุมมองความรักที่เติบโตขึ้นตามวัยของเธอ

เรียกว่าเดินหน้าลุยงานบันเทิงทุกรูปแบบอย่างจริงจังสำหรับนักร้องนักแสดงสาวค่ายอาร์เอส มด ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ ที่ในวันนี้เธอหันมาทำงานด้านอื่นๆ ในวงการบันเทิงนอกจากการเป็นนักร้อง ทั้งการเป็นพิธีกรภาคสนามรายการ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ทางช่อง 8 เล่นละครหลากหลายบทบาท รวมถึงการรับหน้าที่ผู้ประกาศข่าวบันเทิงครั้งแรกในรายการ “คุยข่าวเช้า” ทางช่อง 8 แม้เส้นทางบันเทิงในวันนี้ของมดจะไร้เงาดูโอรุ่นพี่ โฟร์ ศกลรัตน์ วรอุไร ที่หมดสัญญากับค่ายอาร์เอสไปสักพักใหญ่ และเคยเกิดประเด็นดราม่าหลังแยกวงมาแล้ว แต่ทุกวันในการทำงานของมดยังเป็นวันที่เธอบอกว่าสนุกและได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกด้วย “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ชวนเธอมาพูดคุยกันทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องหัวใจในวันนี้ว่าเธอมีมุมมองความรักที่เติบโตไปตามวัยยังไงบ้าง

มด ณปภัช

ผลงานช่วงนี้มีอะไรให้แฟนๆ ติดตามบ้าง?
ตอนนี้มดมีงานพิธีกรรายการ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” และก็มีอ่านข่าวเช้าในรายการของช่อง 8 อย่าเรียกว่าเปลี่ยนเลยดีกว่า เราได้ลองอะไรใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ท้าทายจากสิ่งที่เราไม่เคยได้ลองทำมาก่อนค่ะ (เป็นผู้ประกาศข่าวนี่เปลี่ยนลุคเรามากเลยนะ?) ยากมากค่ะ ตอนแรกเราไม่คิดว่าเราจะทำได้เหมือนกัน แต่ว่าพอเราลองไปครั้งนึง มันก็เริ่มสนุกนะ เรามีความรู้สึกว่าการที่เรามานั่งอ่านข่าวจริงจัง มันไม่เหมือนการที่เราเป็นพิธีกรรายการ คือมันต้องเป๊ะ ต้องเป็นกลางที่สุด ก่อนจะมาอ่านข่าวเรียกว่าฉุกละหุกกันเลยดีกว่า เพราะอยู่ดีๆ ทางช่องก็บอกว่าลองมาทำไหม เราก็คิดว่าถ้ามีโอกาสดีๆ อย่างนี้ทำไมจะไม่ลอง ก็เลยลองไปซ้อมก่อน พอซ้อมเสร็จปุ๊บ ทีมงานบอกว่าลองอ่านเลยเสาร์ อาทิตย์นี้ เราก็เฮ้ย เอาเลยเหรอพี่ รายการสดด้วยนะ เรายังมือใหม่อยู่ ก็ยอมรับว่าการอ่านข่าวมันค่อนข้างยากมาก จะให้เราจำสคริปต์แล้วมองกล้อง วางมาดนักข่าว ซึ่งเราไม่เคยลองมาก่อน แล้วจะเอาลงสนามจริงเลยเหรอ เขาก็บอกว่าของแบบนี้มันต้องลงสนามจริง ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็โอเคได้ค่ะ

เราเคยเป็นนักร้อง นักแสดง พิธีกร มันช่วยเราในการทำงานผู้ประกาศข่าวได้ไหม?
มดว่าการเป็นพิธีกร เล่นละคร มันช่วยเรื่องการจำสคริปต์แล้วมองกล้องนะ ทำให้เรารู้การแบ่งวรรคที่ถูกต้อง จังหวะการหายใจ เทคนิคการจำ เราได้เอามาช่วยกับตรงนี้ด้วย แต่อย่างที่บอกคืออันนี้ต้องเป๊ะ เราต้องอ่านข่าวตามที่ทีมงานจัดมาให้ มันต้องมีไหวพริบค่อนข้างเยอะ เราก็ยังมีอ่านผิดอยู่ เพราะเราไม่ใช่นักข่าวที่เป็นมืออาชีพขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราเรียนรู้ว่าถ้าเราอ่านผิดแล้วควรจะทำยังไงต่อ ถ้าผิดแล้วเราอย่าหยุด เราต้องไปต่อให้สมูธที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ค่ะ (มาเป็นผู้ประกาศข่าวประมาณ 5 เดือนแล้วเป็นไงบ้าง เริ่มชินรึยัง?) มันก็ชินในระดับนึง แต่สุดท้ายก็ยังเกร็งอยู่ดีเพราะว่ามันเป็นการอ่านข่าวสด แต่จะอ่านแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจะสลับกันไป อาทิตย์เว้นอาทิตย์ อาจจะอ่านแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้ค่ะ

การเป็นผู้ประกาศข่าวทำให้เราพัฒนาความสามารถยังไงบ้าง?
ช่วยในเรื่องการพูดได้เยอะมากเลยค่ะ ทั้งวิธีการออกเสียง ช่วยเรื่องความไวของสมอง คือเราต้องแก้สถานการณ์ข้างหน้าให้ได้ เขาก็ต้องดูระยะเวลาของรายการด้วย เพราะเราอ่านข่าวบันเทิง แล้วช่วงบันเทิงเป็นช่วงสุดท้าย เวลาก็แล้วแต่วันว่าวันนี้มีเวลาเยอะหรือน้อย ถ้าข่าวเยอะแต่เวลาน้อยมันก็บีบลงมาอีก ก็ต้องคอยฟังเขาว่าจะตัดข่าวไหนออก ต้องไวมาก เราก็ต้องเรียบเรียงด้วยเพราะเขาก็จะแจกข่าวให้เราอ่านก่อนเข้ารายการประมาณ 10-15 นาที ให้เราเตรียมตัวแล้วอ่านจับใจความว่าข่าวนี้ใจความคืออะไร เรื่องอะไร ตอนแรกก็ลนมากแล้วพูดเร็วไป จนเขาต้องบอกว่าต้องลดสปีดลงเพราะคนฟังฟังไม่ทัน เราก็ต้องอ่านให้รู้เรื่อง แต่ก็ไม่ใช่การท่อง คืออ่านข่าวก็ต้องมีเม้าท์กัน แต่ก็ไม่สามารถใส่ความคิดเห็นตัวเองลงไปได้ค่ะ เม้าท์ให้เป็นกลางตามเนื้อหาข่าว มันไม่ใช่ง่ายๆ ค่ะ เพราะมันมีกรอบมาแล้ว เราเป็นคนในวงการบันเทิงด้วย เราก็รู้สึกว่าถ้าอ่านข่าวเราก็อ่านให้เป็นกลางตามเนื้อหาข่าวดีกว่าค่ะ

มีผู้ประกาศข่าวที่เราเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานไหม?
จริงๆ ก็ดูพี่ๆ ผู้ประกาศในช่องนี่แหละที่เรานั่งอ่านข่าวด้วย เราเรียนรู้จากพี่เขาค่ะ เราดูเวลาเขาอ่านข่าว เราก็แอบมองเหมือนกัน คือเวลาที่ใครอ่านคนเดียว กล้องจะจับไปที่คนคนเดียว เราก็เห็นพี่เขามองกล้องตลอดเวลา แล้วสคริปต์ยาวมากไม่รู้เขาจำได้ไง แล้วบางทีการพิมพ์เป็นสคริปต์ พวกคำเชื่อมคำต่อมันยังเป็นการเขียน มันไม่ใช่ภาษาพูด แต่พี่เขาพูดคล่องมาก คือเปลี่ยนเป็นภาษาพูดของตัวเองแต่ยังดูเข้าใจ ไหลลื่นมาก เราก็รู้สึกว่าเรายังต้องฝึกอีกเยอะเลยค่ะ

เป็นผู้ประกาศข่าวยากแต่สนุกค่ะ

ฟีดแบ็กที่กลับมาหลังเราเป็นผู้ประกาศข่าวเป็นยังไงบ้าง?
คนดูทั่วไปเขาก็จะบอกว่าเออเนอะ ทำได้ด้วย เขาไม่คิดว่าเราจะทำได้ค่ะ เราเลยรู้สึกว่าโอเค มันก็เป็นอะไรที่ท้าทายอีกหนึ่งอย่าง เราก็อยากลองพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะมดมองว่ามันสนุกค่ะ มีอย่างเดียวที่ยังไม่เคยลองทำคือเป็นพิธีกรบนเวที แต่ยากกว่าเยอะ ส่วนแฟนคลับก็มีบางคนบอกว่ายังไม่คุ้นชินกับบทบาทหน้าที่แบบนี้ เขายังคิดถึงการเป็นนักร้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะผันตัวไปเป็นนักข่าวหรือพิธีกรเลย ก็ยังเล่นละคร ยังเป็นพิธีกร อ่านข่าวบ้าง อย่างน้องเราก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ทำค่ะ

ดูเหมือนช่อง 8 จะให้เราเป็นลูกรัก ได้ทำงานอะไรใหม่ๆ ตลอด?
ไม่หรอกค่ะ มดว่าจริงๆ ช่องให้งานทุกคนนะคะ พี่โด่ง (ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง) ก็จะถามเลยว่าช่วงนี้ว่างรึเปล่า ถ้าว่างก็จะให้ทำนั่นนี่ไม่ให้เราว่าง แต่เราถือว่าดีนะที่ผู้ใหญ่ใส่ใจทุกคนเท่าเทียมกันค่ะ

ถามถึงรายการ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ที่เราทำงานพิธีกรเป็นไงบ้าง?
ก็เป็นรายการที่เราทำมานานหลายปีแล้วค่ะ เราเลยรู้สึกชิน จริงๆ สคริปต์เราแทบไม่อ่านด้วยซ้ำค่ะ เราแค่ดูว่าเคสนี้คืออะไร อยากรู้อะไร ซึ่งบางทีบางเบรกเราก็จะถามคำถามที่เป็นใจความหลัก แต่บางทีด้วยความอยากรู้ เราก็จะถามเพิ่มในเรื่องที่อยากรู้ส่วนตัว ถามเยอะจนบางทีทีมงานบอกว่าบางทีพี่ก็ไม่ต้องเขียนคำถามแล้วล่ะ (ยิ้ม) เราชอบเล่นสดค่ะ มันก็ไม่เชิงว่าเราคิดคนเดียวหรอก เราชอบเสริมเพราะเราคิดว่าการเป็นพิธีกรเวลาไปสัมภาษณ์ เราก็ต้องคิดแทนคนดูว่าเขาอยากรู้อะไร โชคดีที่เราเป็นพิธีกรภาคสนาม ไม่ได้ไปสัมภาษณ์คนในวงการบันเทิงกันเองเลยถามง่ายกว่า มดว่าถ้าเป็นรายการที่สัมภาษณ์คนในวงการบันเทิงมันก็อาจมีกรอบว่าเรื่องนี้ห้ามถาม ก็จะยากขึ้นไปอีก แต่เราโชคดีที่ยังมีอิสระในการถามค่ะ

มีคิดอยากเปลี่ยนสไตล์งานพิธีกรบ้างไหม?
ไม่หรอก เราว่าทุกงานที่เราทำเป็นงานที่เรารักเราชอบ บางทีมีอะไรใหม่ๆ มาแล้วเรายังงงเลยว่าฉันทำได้ด้วยเหรอ เราเคยคิดตั้งแต่แรกเลยว่างานพิธีกรเป็นงานที่ยากมาก พอได้มาทำแล้วมันดี มันได้ฝึกตัวเองเยอะมาก เวลาเราไปออกพิธีกรภาคสนาม อยู่ดีๆ ก็มีคำถามแล่นเข้ามาในหัวเองค่ะ มันเหมือนสมองได้ใช้ความคิด ได้ใช้งานน่ะพูดง่ายๆ (ยิ้ม) มดว่าเรายังรู้ตัวเองเลยว่าบางทีเราเป็นนักแสดงมันใช้อารมณ์เยอะกว่าการใช้ตรงนี้ คือเป็นนักแสดงต้องมีอีโมชั่น เราอ่านบทมาแล้วเราจำ และต้องใช้ความรู้สึกทั้งหมด แต่พิธีกรเราต้องฟังแล้วคิด ถ้ามีอะไรมาก็ใส่เข้าไปเลยค่ะ มันได้ใช้การทำงานที่ดีค่ะ

ที่บอกว่าเราอยากทำงานพิธีกรบนเวทีงานต่างๆ เราได้ลองฝึกบ้างรึยัง?
มันต้องฝึกก่อนน่ะ ต้องแม่นมากๆ แล้วหนึ่งเลยคือที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับมดมากคือการอ่านชื่อคนค่ะ บางทีเราไม่รู้ว่าอ่านถูกหรือผิด แล้วถ้าเป็นชื่อผู้ใหญ่เราอ่านผิดไม่ได้เลยนะ เรายังต้องฝึกตรงนี้ มดเชื่อว่าการเป็นพิธีกรในงานอีเวนต์แบบนี้ เวลามีปัญหาหน้าเวทีต้องแก้สถานการณ์ตรงนั้นให้ได้ แล้วมันจะต้องเร็วกว่าการที่เราทำพิธีกรอยู่ตรงนั้นหลายเท่าค่ะ มันยังต้องฝึกอีกเยอะ (จะมีไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวเลยไหม?) โห ไม่มีเวลาหรอก เราก็เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เวทีจริงนี่แหละค่ะ

แต่หลายคนก็ยังคิดถึงเราในรูปแบบงานเพลง งานละคร?
จริงๆ งานละครเราก็ยังมีอยู่ ยังทำอยู่ แต่ว่าเราก็พักบ้าง ก็ต้องรอทางผู้ใหญ่ดูว่าบทมันเหมาะสมไหม บทนี้อาจจะเหมาะกับคนอื่นมากกว่าค่ะ ถามว่าเรามีส่วนในการเลือกไหมไม่ค่ะ เราไม่ได้เป็นคนมานั่งเลือกบทว่าจะเล่นหรือไม่เล่น เราเป็นนักแสดง คำว่านักแสดงไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ต้องเล่นได้ทำได้ ไม่ใช่คุณมีคำว่านางเอกอยู่แล้วคุณจะเล่นบทอื่นไม่ได้เลย เราไม่ได้ซีเรียส ก็คิดว่าผู้ใหญ่คงมองว่ามันเป็นบทที่เหมาะกับเราแล้วค่ะ (มีบทในใจที่เราอยากลองเล่นไหม?) ลองมาหมดแล้วนะ ดราม่าก็เล่นแล้ว ร้ายก็เล่น คอมเมดี้ก็เล่น บู๊ก็เล่นแล้ว เหลือเล่นเป็นคนบ้าค่ะ

ลองทำงานอะไรหลายๆ อย่าง ได้ประสบการณ์ดีๆ เยอะเลยค่ะ

เคยคิดอยากหาประสบการณ์ทำงานนอกค่ายบ้างไหม?
จริงๆ วงการมันแคบมาก มันก็แล้วแต่ความคิดคน แต่สำหรับตัวเราเอง เรามองว่าเดี๋ยวนี้วงการบันเทิงมันสามารถแจ้งเกิดกันได้เยอะ เพราะมีรายการประกวดเยอะมาก เราเลยมีความรู้สึกว่าใครจะแจ้งเกิดก็ได้ แล้วเรามีความรู้สึกว่าการที่เรามีต้นสังกัดรวมถึงผู้ใหญ่ดูแลคอยสกรีนงานเรา เรารู้สึกว่ามันดีกว่าถ้ามีคนคอยช่วยดูถึงความเหมาะสมว่าเหมาะกับเราไหม เรารู้สึกว่ามันดีกว่าสำหรับเรา บางคนอยากไปลองประสบการณ์ข้างนอก อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ เรียกว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว อยู่ที่การตัดสินใจว่าคุณแฮปปี้ในทางไหนค่ะ

คิดว่ายังไงก็จะอยู่กับอาร์เอสต่อไปเรื่อยๆ?
หนูอยู่กับอาร์เอสมานานมาก (ลากเสียง) ถามว่ามีคิดจะเป็นอิสระบ้างไหม อย่างที่บอกว่าแล้วแต่ความคิดคน อาจเป็นเพราะช่วงอายุเรายังเด็กไง บางทีประสบการณ์ของเรายังไม่เยอะพอที่จะตัดสินใจได้ว่านี่คือสิ่งที่คิดถูกหรือผิด เหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา บางทีการไตร่ตรองของเรายังไม่สมเหตุสมผลหรือยังไม่ดีพอก็ได้ บางทีเราอาจจะมีอารมณ์เด็กๆ เข้าข้างตัวเราเองก็ได้ ซึ่งเรามองว่าการที่เรามีผู้ใหญ่มันดี แต่เราไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นยังไง เพราะเรายังตอบไม่ได้ แต่สุดท้ายไม่ว่าเราจะอยู่ไหนก็ตาม เรามีความรู้สึกว่าอาร์เอสเป็นคนให้กำเนิดเรา เราเกิดจากการที่เขาหยิบเรามาเป็นนักร้อง ทุกวันนี้เราอยู่ได้ มีงานได้เพราะอาร์เอส เราก็รู้สึกว่าแล้วเราจะไปไหนอะ ก็อยู่นี่แหละ อยู่ที่นี่เขาก็ให้งานเราเรื่อยๆ มดก็ยินดีที่จะทำอยู่เรื่อยๆ ค่ะ

แล้วเมื่อไหร่จะกลับมาทำงานเพลงให้แฟนๆ ล่ะ?
อยู่ที่ผู้ใหญ่และเวลาค่ะ ถ้าสมมติทำเพลงเนี่ย เราไม่อยากไปกำหนดเวลาว่าเพลงต้องเสร็จช่วงเวลานี้ มันดูเร่งรีบน่ะ เรามีความรู้สึกว่าเราอยากให้ออกมาดีที่สุด ถามว่าคิดถึงการเป็นนักร้องไหม เอาจริงๆ มันก็คิดถึง ล่าสุดไปดูคอนเสิร์ตเดอะเน็กซ์ เวนเจอร์ เราเห็นพี่ๆ เขาอยู่บนเวทีแล้วเรานึกถึงสมัยที่เราขึ้นเวทีร้องเพลง ก็คิดถึงเวทีนะคะ แต่โชคดีที่ช่อง 8 จัดกิจกรรมช่อง 8 พบเพื่อน แล้วเรายังมีโอกาสได้ร้องเพลงบนเวทีบ้าง แต่เวลาเห็นเวทีใหญ่ๆ ก็ยังคิดถึงค่ะ

คนยังคิดถึง “โฟร์-มด” อยู่ อยากให้กลับมารียูเนียน?
อันนี้ก็เป็นเรื่องอนาคต เราไม่สามารถตอบได้หรอกว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะท้ายที่สุดเรื่องตรงนี้อยู่ที่ผู้ใหญ่หมดเลยค่ะ ถามว่าคิดถึงการเป็นนักร้องกับพี่โฟร์ไหม ใช้คำว่าคิดถึงการเป็น “โฟร์-มด” ดีกว่า คิดถึงการที่อยู่บนเวทีแล้ว เราได้เอ็นจอยกับคนดูมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วการอยู่บนเวที ความสุขที่สุดของการเป็นนักร้องคือการได้ร้องเพลงแล้วคนดูมีความสุขค่ะ แฟนคลับก็มีพูดถึงเรื่องนี้บ้างค่ะ

หลังจากที่มีประเด็นอันฟอลโลว์ไอจีกันตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้ยังได้คุยกับโฟร์ไหม?
ไม่ได้คุยกันเลยค่ะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ทุกคนก็รู้แล้วแหละ เรารู้สึกว่าเรื่องมันจบไปแล้ว เราไม่อยากพูดอะไรแล้ว ทุกคนก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวมดเองไม่ได้มีอะไรอยู่แล้ว เราไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาอยากทำอะไรก็เอาที่เขาสบายใจดีกว่า

ถึงวันนี้ไม่มี โฟร์-มด แล้ว แต่ชีวิตมันต้องเดินต่อไปข้างหน้าค่ะ

เมื่อก่อนที่เราทำงานด้วยกันกับโฟร์ แต่วันนี้ไม่มีเขาแล้ว มันต่างกันเยอะไหม?
มันต่างกันอยู่แล้วแหละ หนึ่งเลยคือการที่อยู่บนเวทีแล้วต้องเอ็นเตอร์เทน ตอนนี้เราต้องเล่นคนเดียว แต่ถ้ามี 2 คนก็มีคนรับส่งมุก พอเราเล่นคนเดียวกับคนดูล้วนๆ มันก็ยากกว่า เราก็ต้องเอาคนดูให้อยู่ค่ะ พอได้ทำเองคนเดียวก็สนุกไปอีกแบบนะ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้ลองมาก่อน แต่พอเรามาอยู่บนเวทีคนเดียวมันมีโหวงเหวงบ้างไหมก็มีบ้าง ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เดอะโชว์มัสโกออน ชีวิตมันต้องเดินต่อไปข้างหน้า เราไม่สามารถมานั่งพูดว่าฉันเสียดายจังเลย ถอยหลังกลับไปแล้วกัน มันก็ไม่ใช่ค่ะ ชีวิตมันต้องก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ ถามว่ามีคิดจะไปร่วมแจมคนอื่นแทนไหมอันนี้ยังไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่มีความคิดนั้นค่ะ เราค่อนข้างยุ่งกับการทำงานค่ะ

เรื่องความรักล่ะ สถานะหัวใจพัฒนาไปถึงไหนแล้ว?
เอาเป็นว่าตอนนี้น่าจะรู้ว่าเป็นยังไง เราอยากมีความเป็นส่วนตัวกับเรื่องนี้ในระดับนึง เราไม่อยากที่จะเปิดตรงนี้เยอะค่ะ เพราะสุดท้ายคนที่พูดคือเราคนเดียวไง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดียังไงก็ตาม เราเป็นคนที่อยู่ท่ามกลางสายตาของประชาชน เราเลยมีความรู้สึกว่าตอบเท่าที่เราตอบได้ แต่เราก็อยากให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เราก็เข้าใจกับการที่เราเป็นคนของประชาชนค่ะ (ที่ผ่านมาเรามีข่าวเรื่องความรักค่อนข้างเยอะ เลยเป็นส่วนนึงที่ทำให้เราเลือกที่จะไม่เปิดเผยเยอะรึเปล่า?) ก็ด้วยค่ะ

คิดว่าจะเปิดก็ต่อเมื่อเราแต่งงานแล้วหรือให้เรามั่นใจกว่านี้ก่อน?
อันนี้เป็นเรื่องของอนาคตเนอะ เราไม่สามารถตอบได้เท่าไหร่ เพราะความสัมพันธ์เนี่ย วันนี้มันอาจจะดี แต่เราไม่รู้ว่าอีกพักนึงมันอาจจะแย่ก็ได้ หรือมันอาจจะดีไปตลอดรอดฝั่งก็ได้ เราคาดเดากับมันไม่ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เลยรู้สึกว่าเราปล่อยให้มันเป็นเรื่องที่เราเจอเองดีกว่า เราอยู่กับมันเองดีกว่าที่อยู่ดีๆ จะเอามาพูดค่ะ เรารู้สึกว่าเราไปเรื่อยๆ แล้วสบายใจกว่า แฮปปี้กว่าค่ะ แต่ในเวลานี้ก็แฮปปี้ดีค่ะ (เขาโอเคไหมที่เราเลือกจะไม่พูดถึงตรงนี้?) ใครที่เข้ามาคุยกับมดก็ต้องเข้าใจแหละค่ะ อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนในวงการบันเทิง เราอยู่ท่ามกลางสายตาของประชาชนเนอะ มันเป็นเราคนเดียวที่พูดค่ะ

ทุกวันนี้เรามองความรักยังไงบ้าง?
เรามองว่ามันเหนื่อยนะ เพราะอนาคตของคนที่จะคบกันน่ะมันไม่ใช่แค่ความรักของคนสองคน มันอยู่กับคนรอบข้าง ครอบครัว ความเข้าใจ การเสียสละ ความซื่อสัตย์ คบกันไปในอนาคตถ้าจะแต่งงานกันแล้วพ่อแม่ไม่โอเคจะทำยังไง เพราะเราก็ต้องแคร์พ่อแม่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่เรารักกันสองคนแล้วมันจบ ถ้าคนเราจะมีครอบครัวไม่ใช่รักกันแล้วแต่งงานกันก็จบ มันคือรักกัน แต่งงาน มีลูก ต้องใช้เงินเยอะเพราะต้องส่งลูกเข้าเรียน ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายของลูกอีก มันค่อนข้างเยอะ เราเลยมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ความรัก มันคือความพร้อมว่าเขาจะพร้อมสำหรับเราไหม แล้วตัวเราพร้อมสำหรับเขาหรือเปล่า มันเป็นเรื่องนั้นมากกว่า คือมันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตไปแล้วค่ะ มันค่อนข้างยากมาก

ถ้ามีความรักแล้วมันทุกข์ สู้เราอยู่คนเดียวแล้วมีความสุขดีกว่าไหม

คิดว่าชีวิตตัวเองจะมีโมเม้นต์แบบนี้เกิดขึ้นไหม?
ไม่รู้ เพราะมันไกลเกินไปสำหรับเรา ไม่ได้วางแพลนว่าอายุเท่านี้ฉันจะแต่งงาน มีลูกตอนอายุเท่านี้ มันไกลเกินไปสำหรับเรามาก เราไม่รู้ว่าเราจะแต่งงานอายุเท่าไหร่ ถามว่าคิดว่าจะแต่งงานไหมก็ไม่รู้เลย หนูแค่รู้สึกว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ ถ้าเราไปคิดและคาดหวังไปไกลมาก ถ้าวันนึงเราผิดหวัง สุดท้ายคนที่เป็นทุกข์ก็คือตัวเราเอง (เคยคิดเผื่อในมุมว่าเราอาจต้องอยู่คนเดียวบ้างไหม?) ถ้าอยู่คนเดียวแล้วมันแฮปปี้ก็อยู่คนเดียวค่ะ เอาจริงๆ ถ้าเกิดการมีชีวิตคู่แล้วมันต้องลำบากมากก็ไม่มีดีกว่าไหม ถ้ามีความรักแล้วมันทุกข์ สู้เราอยู่คนเดียวแล้วมีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ แต่ถ้ามีความรักแล้วมีความสุขก็มีไป ขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักว่ามีความสุขไหม ทุกข์อยู่รึเปล่าแค่นั้นเองค่ะ เราก็ตอบไม่ได้หรอกว่าจะแต่งงานกับคนนี้หรือคนไหน เรามองว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า

สุดท้ายแล้วฝากอะไรถึงแฟนๆ สักหน่อย?
ก็ขอฝากรายการ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ทางช่อง 8 แล้วก็งานอ่านข่าวบันเทิงรายการ “คุยข่าวเช้า” ของช่อง 8 ด้วยนะคะ จะจัดช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่ต้องดูกันว่าหนูจะจัดวันไหนเพราะมันสลับกันไปค่ะ และก็น่าจะมีละครเร็วๆ นี้ค่ะ แต่ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน รอติดตามทางช่อง 8 แล้วกันค่ะ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    37.0%
  • ไม่ชอบ
    50.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    3.7%
  • เสียใจ
    1.9%
  • ให้กำลังใจ
    7.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement