'บิ๊กต๊อก' ฉุน 'ทีมทนายสมเด็จช่วง' หัวหมอ ให้ส่งคำถามก่อนสอบปากคำ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'บิ๊กต๊อก' ฉุน 'ทีมทนายสมเด็จช่วง' หัวหมอ ให้ส่งคำถามก่อนสอบปากคำ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2559 23:10
4,079 ครั้ง


รมว.ยธ.เผย ยอมรับฉุนทีมทนาย "สมเด็จช่วง" หลังต่อรองส่งประเด็นคำถามมาก่อน ชี้ถึงมีอำนาจแต่ให้เกียรติพระชั้นผู้ใหญ่ แถมมีที่ไหนเจ้าพนักงานไปสอบถึงที่ ด้านอธิบดีดีเอสไอลั่นไม่ส่งคำถามกลับไป พร้อมเดินหน้าตามหลักฐานที่มี รอคำตอบ "หลวงพี่แป๊ะ" จะให้ปากคำที่ดีเอสไอหรือวัดปากน้ำ 21 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.59 ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรณีเป็นผู้ครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร หลังฝ่ายกฎหมายวัดบอกให้กำหนดประเด็นคำถามส่งกลับมาก่อนว่า แม้ตนจะเป็นรัฐมนตรีแต่ไม่เคยสั่งการอะไรหน่วยงานอื่นๆ และไม่เคยสั่งลงไปในรายละเอียดมาก ให้ทำตามขั้นตอน แต่วันนี้ที่สั่งเพราะเห็นว่าท่านเป็นพระผู้ใหญ่มีฐานะในสังคม เข้าใจเป็นเรื่องที่อ่อนไหว อะไรที่ทำได้ก็ทำเพื่อเป็นการให้เกียรติกัน ตอนแรกมีคนมาถามตนว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่เป็นการให้เกียรติ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายถ้าได้ตามที่เราต้องการ และท้ายสุดรถคันนี้จะหายไปไหนได้เดี๋ยวเขาก็เอามาคืน โดยตอนแรกจะไปส่งโรงซ่อมซึ่งจริงๆ แล้วทำไม่ได้ มันผิดกฎหมาย ต้องนำมาส่งหลวง พร้อมทั้งมีการพูดคุยมาโดยตลอด แต่อย่าไปทำถึงขั้นจัดเจ้าหน้าที่ไปยึดกลับมาเดี๋ยวก็กลายเป็นข่าวอีก
       
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การเดินทางเข้าพบพระผู้ใหญ่ ตนกำชับให้นำดอกไม้ ธูป เทียนแพ ไปด้วยเพราะเรานับถือศาสนาพุทธเพื่อทำให้เหมาะสม โดยปกติตนไม่เคยเข้าไปยุ่งยากว่าจะสอบปากคำใครซึ่งเป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่กลัวเรื่องนี้การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตนเน้นย้ำถามตลอดว่าอย่าลืม ดอกไม้ ธูปเทียนแพไปเคารพท่าน แต่ท้ายสุดทางวัดกลับให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอห้ามพกโทรศัพท์ติดตัวเข้าไป ก็ไม่เป็นไร เราเห็นแก่สมเด็จช่วง ก็ไม่ต้องไปสัมภาษณ์อะไรและให้เดินออกมา โดยวันนั้นทางดีเอสไอไม่มีการสัมภาษณ์อะไร ให้กลับมาตั้งหลักคิดดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เผอิญการให้ข่าวของทนายพูดไม่ค่อยดี ตนยอมรับว่าควันออกหู เพราะถ้าไม่ให้สัมภาษณ์ก็จบ ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงและถ้าต้องยื่นเงื่อนไขกำหนดข้อประเด็น ซึ่งการสอบปากคำไม่เคยมี แต่ถ้าหากดำเนินการเสร็จเรียบร้อยก็อาจให้ได้เช่นกัน
       
"ถ้าสมมติมีการตั้งคำถาม 3-4 ประเด็นให้ตอบ และหากมีในประเด็นข้อสงสัยตอบไม่เคลียร์ก็ต้องส่งคำถามกลับไปใหม่ เป็นการถามกลับไปกลับมาอีกกี่ครั้ง แต่ถ้าเป็นการคุยกันนั้นจะอธิบายได้ว่าหมายความคืออย่างไร ทั้งนี้ วิธีการสอบสวนกระทำโดยการตอบโต้แต่กระทำไม่ได้โดยความเข้าใจเพราะท้ายที่สุดของเหล่านี้มันต้องไปประกอบหลักฐานเพื่อที่จะฟ้องหรือไม่ฟ้อง และเดี๋ยวมันจะเป็นประเด็น คุณตอบมาแล้วผมเข้าใจอย่างนี้ ผมก็ผนวกเลยว่าผิดแล้วก็เอาเลยแต่มันไม่ใช่ โดยต้องมีการถามและคนที่ตอบได้ คือ เจ้าประคุณสมเด็จฯ เรื่องนี้ทนายจะไปรู้ได้อย่างไรและระหว่างสอบสวนทนายก็ให้ปากคำไม่ได้" รมว.ยุติธรรมกล่าว
       
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 21 มี.ค.นี้ ดีเอสไอจะเดินทางไปสอบปากคำ หลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปากน้ำภาษีเจริญ จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ไปก็ไป แต่หากไม่อยากไปก็เรียกมา ดีเอสไอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำได้ทั้งหมดและถ้าเกิดมีปัญหามากจะเรียกมา ถ้าไม่มาก็ออกหมายจับ แต่หมายจับอยู่ที่ศาล และตนไม่อยากยุ่ง ต้องไปถาม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และบอกให้สัมภาษณ์ได้แล้ว ซึ่งเมื่อวานตนสั่งห้ามหมดเดี๋ยวจะเกิดประเด็น ตนจึงจะเป็นคนพูดเอง ทำไมตนถึงพูดเพราะเป็นคนสั่งให้ทำและวันหนึ่งเรื่องที่ตนสั่งกลายเป็นประเด็นข้อต่อรองซึ่งตนจะรับผิดชอบเอง
       
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การสอบปากคำสมเด็จช่วงจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ต้องออก และการส่งหนังสือกลับไปทำไม่ได้เพราะมันไม่จบ ซึ่งไม่เคยมีวิธีการลักษณะแบบนี้มาก่อน ตนถามอธิบดีดีเอสไอและตำรวจก็บอกมาว่าไม่เคยมี การสอบปากคำคือต้องเชิญมาที่นี้ หรือไปที่ไหนก็ต้องมาสอบ และต้องให้ปากคำด้วยตัวเองไม่มีทนายเข้ารับฟังแต่เราก็ยอมให้ทนายเข้าฟังหมด ตนจึงถามว่าตอนทำหนังสือไปเพื่อนัดวันเวลา แล้วทางทนายวัดปากน้ำฯ ก็ได้นัดหมายมาเองทุกอย่าง ตนเตือนอธิบดีดีเอสไอให้พูดคุยกับฝ่ายเลขาฯ วัดปากน้ำให้เรียบร้อยแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไรเพื่อให้เกียรติท่าน จัดเอาห้องไหน ใช้ใครกี่คน คุยให้เสร็จก่อนเดินทางไป รวมทั้งสั่งให้ระดับรองอธิบดีดีเอสไอไป ไม่ใช่เด็กๆ ไป สั่งถึงขนาดนี้แต่สุดท้ายมันออกมาอย่างนั้น ตนไม่ค่อยสบายใจ ทั้งหมดคุยกันเรียบร้อยแล้วแต่พอมาแถลงเป็นขั้นกำหนดกรอบประเด็นคำถาม มันไม่ใช่ สงสัยทนายวัดมีการพูดคุยกับฝ่ายเลขาฯ วัดกันหรือเปล่า
       
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวปิดท้ายว่า การออกหมายเรียกต้องไปถามอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งจริงๆ แล้ววันนี้ก็ออกได้แต่ตนไม่แน่ใจเพราะเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ทั้งนี้มันก็ควรเป็นอย่างนั้นไม่รู้ว่าจะรออะไรเพราะหนังสือได้ส่งไปทางวัดปากน้ำฯ เรียบร้อยแล้ว โดยในหนังสือมีการเขียนไว้ชัดเจนหมดและการประสานก็ชัดเจน ทุกสื่อก็รู้หมด เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ เพียงแต่ว่ามาตั้งแง่ทำให้ยุ่งยากขึ้นไปอีก ตนคิดว่าสมเด็จช่วงไม่รู้เรื่อง แต่ลูกศิษย์พยายามหัวหมอซึ่งมันไม่ถูกกาลเทศะ และหากสมเด็จช่วงไม่รู้เรื่องรถทุกขั้นตอนก็ขอให้ตอบมา ได้แค่ไหนแค่นั้นพอ เจตนารมณ์คือการเดินทางไปสอบสมเด็จช่วง และถ้าท่านไม่รู้ก็คือไม่รู้ รู้ก็คือรู้ ระบบการสอบปากคำเป็นอย่างนี้ จะให้ทนายตอบได้หรือ มันไม่ได้ เพราะไม่ใช่ในชั้นศาลที่สามารถตอบแทนหรือค้านได้ เพราะเป็นการประกอบสำนวนของพนักงานสอบสวนเมื่อรวบรวมเสร็จก็ส่งต่อไปยังอัยการ โดยอัยการอาจเห็นต่างก็ได้เพราะต้องทำทีละขั้นตอน ไม่ใช่พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องแล้วอัยการทำตาม มันไม่ใช่ แต่คือการพยายามรวบรวมหลักฐาน และผู้ครอบครองต้องตอบเอง การมาบอกว่าท่านไม่รู้คือการไม่ให้สอบสวนอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่ ถ้าไม่รู้ก็ตอบไม่รู้ รู้ก็รู้ ว่าไปตามกรอบ
       
ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในส่วนสมเด็จช่วงนั้นขึ้นอยู่กับทางท่านแล้วจะให้สอบปากคำหรือไม่ แต่ทางดีเอสไอจะไม่ทำหนังสือชี้แจงประเด็นสอบไปให้ หากท่านไม่ประสงค์จะให้ถ้อยคำอีก ทางพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการตามพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วได้เลย สำหรับพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ และเลขานุการส่วนตัวสมเด็จช่วง ขณะนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอประสานทนายความหลวงพี่แป๊ะ และรอคำตอบว่าท่านจะเข้ามาให้ปากคำที่ดีเอสไอหรือจะให้ไปสอบที่วัดในวันจันทร์ที่ 21 มี.ค.นี้ ทั้งนี้ ดีเอสไอจะประชุมคณะพนักงานสอบสวน วันที่ 21 มี.ค.นี้ และวันที่ 22 มี.ค. คาดว่าคงจะมีบทสรุปเบื้องต้นและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าใครจะตกเป็นผู้ต้องหาและพยานในคดีนี้
       
ขณะที่ นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กล่าวว่า ดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไรก็ทำไปเป็นสิทธิ์ของดีเอสไอ แต่การดำเนินการต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่เป็นไปตามกฎหมายก็จะเกิดผลเสียต่อดีเอสไอเอง ทั้งนี้ ตนเคยหารือกับดีเอสไอหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับการสอบปากคำสมเด็จช่วง พร้อมทั้งตนได้ยื่นหนังสือให้ดีเอสไอก่อนเดินทางมาสอบปากคำสมเด็จช่วงที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ว่าประเด็นที่จะสอบปากคำมันกว้างเกินไปสำหรับพระชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวมันเกิดนานมาแล้ว และสมเด็จช่วงก็ไม่รู้เรื่องอะไร ตนยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรมออกมาพูดแบบนั้น ทั้งที่ฝ่ายกฎหมายของวัดปากน้ำได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้ดีเอสไอทำหนังสือประเด็นคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาสอบปากคำสมเด็จช่วงที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อีกครั้ง
       
อย่างไรก็ตาม หากดีเอสไอมีหมายเรียกสมเด็จช่วงจริง ทางวัดก็จะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ในกรณีสมเด็จช่วงครอบครองรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย ตนในฐานะทนายความก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจงให้สมเด็จช่วงท่านทราบว่า ท่านมีสิทธิ์และสามารถดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ ตามกฎหมายการสอบสวนของดีเอสไอมาตรา 24 อนุ 4 ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ดีเอสไอสามารถทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมาสอบปากคำสมเด็จช่วงได้ และตนคิดว่าดีเอสไอก็คงเข้าใจข้อกฎหมายนี้ดี.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    51.4%
  • ไม่ชอบ
    33.6%
  • สนุก
    1.9%
  • ประหลาดใจ
    11.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    1.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement