ทีเอ็มบี มองศก.ไทยปีนี้สโลว์ไลฟ์ ทรงตัวที่ 2.8% หวั่น ภัยแล้ง ซ้ำเติม - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ทีเอ็มบี มองศก.ไทยปีนี้สโลว์ไลฟ์ ทรงตัวที่ 2.8% หวั่น ภัยแล้ง ซ้ำเติม

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2559 14:25
831 ครั้ง


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มอง ศก.ไทยปีนี้สโลว์ไลฟ์ ทรงตัวที่ 2.8% จากศก.โลกไม่ฟื้น ฉุดส่งออกหดตัวแรง แต่ยังคงมีนโยบายรัฐ-ท่องเที่ยวหนุน  หวั่น ภัยแล้ง กระทบกำลังซื้อเกษตรกร...

วันที่ 18 มี.ค.59 นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 2.8% โดยจะได้รับปัจจัยหนุนมาจากนโยบายภาครัฐ ทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้นที่ส่งผลดีต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างน้อย ครึ่งปีแรก ส่วนมาตรการลงทุนระยะยาว ประกอบด้วย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1.8 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 8 ปี ที่จะเร่งการทำสัญญา 20 โครงการให้แล้วเสร็จปีนี้ เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ตลอดจนมาตรการระยะยาวในด้านการส่งเสริมการลงทุนซุปเปอร์คลัสเตอร์พื้นที่ 9 จังหวัด การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ

"มุมมองการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปี 2559 เป็นในลักษณะเศรษฐกิจไทยสโลว์ไลฟ์ เศรษฐกิจโลกสโลเวอร์ กล่าวคือ โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงส่งจากเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่สามารถทำงานสอดคล้องกันมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ปรับสู่ระดับปกติที่จะสามารถรองรับเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2559 มีแนวโน้มขยายตัวในระดับทรงตัวที่ 2.8" 

อย่างไรก็ตาม นอกจากการขับเคลื่อนของนโยบายภาครัฐแล้ว การท่องเที่ยวยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 32.5 ล้านคน โดยมาจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน ราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ และปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร

"เศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน มีสัญญาณแผ่วลงช่วงต้นปี โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัวแรง และมีแนวโน้มที่จะแผ่วต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนที่จะดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลังตามทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และเศรษฐกิจคู่ค้าหลักฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมส่งออกทั้งปีหดตัว 4.5% แต่ยังมีสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโต เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนในตลาดออสเตรเลีย และตลาด CLMV หมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และเครื่องจักรเกษตรกรรมใน CLMV" 

ส่วนเศรษฐกิจโลก ยังฟื้นตัวในระดับที่แตกต่างกัน และนำไปสู่นโยบายการเงินโลกที่สวนทางกัน ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้นจากการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ยูโรโซน และญี่ปุ่น ยังเผชิญกับพายุเศรษฐกิจ ทำให้การเติบโตอยู่ในระดับทรงตัว และต้องจับตาด้านเสถียรภาพของสหภาพยุโรปจากการถอนตัวของอังกฤษ ส่วนเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 7% แต่ยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภค และการเติบโตของภาคบริการเข้ามาทดแทนภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ส่วนเศรษฐกิจอาเซียนภาพรวมยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงิน ธนาคารคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ระดับต่ำ สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่า จะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มอยู่ในทิศทางทรงตัวที่ 1.5% อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลง หากความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.1% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้าที่ 0.9% โดยมาจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง และราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าคาด

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ธนาคารประเมินว่าในระยะสั้นค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า เนื่องจากจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการปรับขึ้นดอกเบี้ย สหรัฐฯ ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ภาพรวมค่าเงินบาททั้งปี 59 เคลื่อนไหวในกรอบ 34.50-35.50 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีแนวโน้มชะลอลงมาอยู่ที่ 4.1% เป็นผลของการชะลอลงของสินเชื่ออุปโภคบริโภค ขณะที่สินเชื่อธุรกิจยังเติบโตได้ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐ เช่น สาธารณูปโภค ก่อสร้าง รวมถึงภาคบริการและโรงแรมที่เติบโตตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

ด้านเงินฝาก มีแนวโน้มเติบโต 3.7% ตามการขยายตัวของสินเชื่อและการปรับลดวงเงินคุ้มครองของเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทในเดือนส.ค. ทำให้ธนาคารต้องสร้างฐานเงินฝากเพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขันเงินฝากมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางด้วยอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่สูงกว่าเงินฝาก ส่งผลให้สภาพคล่องธนาคารปรับตัวลงเล็กน้อย

ด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.63% จาก 2.55% ณ สิ้นปี 58 โดยมาจากกลุ่มสินเชื่อและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    58.8%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    41.2%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement