“เสี่ยปั้น” มองเศรษฐกิจติดกับดัก ส่งออกทรุดภัยแล้งซ้ำ! กำลังซื้อหดลงทุนรัฐสะดุด - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

“เสี่ยปั้น” มองเศรษฐกิจติดกับดัก ส่งออกทรุดภัยแล้งซ้ำ! กำลังซื้อหดลงทุนรัฐสะดุด

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มี.ค. 2559 06:30
1,181 ครั้ง


บัณฑูร ล่ำซำ

“เสี่ยปั้น” ฟันธงเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ติดกับดักสารพัดปัญหา ส่งออกติดลบ-เจอภัยแล้ง ทุบจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 3.5% ชี้ทุกประเทศประสบปัญหาเหมือนกันหมด กำลังซื้อถดถอย คนไข้ดื้อยา มาตรการการคลัง-การเงินไร้ผล ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐสะดุดไปหมด ส่วนรายย่อย-รายกลางมีปัญหากู้เงินเป็นหนี้จนถึงคอหอย ชี้รัฐต้องเดินหน้าลงทุน และอัดเงินสู่ประชาชนฐานราก โดยระหว่างนี้คนไทยต้องไม่ทะเลาะให้มีปัญหาการเมืองมาซ้ำอีก

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ยังไม่มีอะไรดีขึ้น และหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ เศรษฐกิจของไทยที่ประเมินกันว่าปีนี้จะเติบโต 3.5% เป็นไปได้ยาก หลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องประสบปัญหาภัยแล้ง การส่งออกปีนี้ติดลบแน่นอน ตอนนี้ทุกประเทศในโลกประสบปัญหาแบบเดียวกันหมด กำลังซื้อในประเทศถดถอยแฟบกันหมด การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทุกประเทศก็ใช้ตำราเดียวกัน ใช้มาตรการทางการคลัง และมาตรการทางการเงิน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็ดื้อยาไม่เห็นผล คนไข้ยังนอนไข้ขึ้นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายของรัฐบาลที่ต้องแก้ไข

“การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังตอนนี้มาถึงจุดที่ไม่ได้อยู่ในตำรา แม้ฉีดยากระตุ้นแค่ไหนก็ไม่ฟื้นเหมือนคนป่วยนอนนิ่งพะงาบๆอยู่ ซึ่งไทยและทั่วโลกก็เจอและจนปัญญาเหมือนกัน เพราะแม้ทุกชาติพยายามโล้ใบเรือเต็มที่แต่ใบไม่กินลม อย่างเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวจนไม่พอต่อคนทั้งประเทศ ขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรปก็ยังไม่ฟื้น ส่วนสหรัฐฯแม้ดีขึ้นบ้างแต่ก็ห่างจากไทยเกินไป ทำให้ภาคส่งออกในปีนี้ไทยติดลบแน่นอน เพราะมีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ ส่วนการลงทุนและการเบิกจ่ายภาครัฐก็ยังติดซ้าย ติดขวา เดินไม่เป็น รวมถึงปัจจัยหนุนที่ควรช่วยอย่างเรื่องลมฟ้าอากาศก็เจอภัยแล้งอีก”

นายบัณฑูรกล่าวต่อว่า ภาครัฐต้องหาทางประคับประคองและผลักดันเศรษฐกิจต่อไป ทุกโครงการจำเป็นต้องเดินหน้าต่อจะปล่อยไว้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนรถไฟทางคู่ไทย-จีน ที่เจรจากับจีนยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะไทยสร้างเองก็ไม่มีเงินจะให้จีนเข้ามาลงทุนหมดก็กลัวหาว่าขายชาติ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่ติดปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระเบียบขั้นตอนราชการ ก็ต้องหาคนมีอำนาจเข้ามาตัดสิน แต่ไม่ใช่หมายถึงให้นายกรัฐมนตรีใช้แต่มาตรา 44 เพราะทุกอย่างไม่มีขาวกับดำต้องหาจุดที่ยอมรับและให้การทำงานเดินหน้าได้ แต่สำคัญระหว่างนี้คนไทยต้องไม่ทะเลาะไม่ให้การเมืองมาซ้ำอีก

ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การใช้มาตรการเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมแต่ตอนนี้คนกู้กู้ไม่ไหว โดยเฉพาะลูกค้าระดับกลางถึงล่างที่กู้เงินกันจนถึงคอหอยแล้ว จนหนี้ครัวเรือนก็สูงจนน่ากลัว ถ้าธนาคารยังปล่อยกู้แบบผาดโผนก็จะเสี่ยงกลับเข้าไปเจอวิกฤติอีก ส่วนลูกค้าระดับบนก็ยังมีช่องที่ปล่อยเงินกู้ได้ แต่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลหันไปซ้ายก็ติดขวาก็ติด มีปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม โครงการไม่ได้ไปไหน

อย่างไรก็ตาม การใส่เงินลงไปในประชาชนฐานล่างมีความจำเป็นต้องทำเพื่อช่วยทำให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่หากลูกค้าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ก็เป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะเข้าไปปล่อยกู้ลูกค้าขนาดกลางและใหญ่ ที่มีความเสี่ยงในระดับสากลและบริหารได้

“การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้เงิน ต้องมีผู้รับผิดชอบกับเงินที่ใช้ หากจะใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือผู้ถือหุ้นของธนาคาร หรือจะใช้เงินภาษีอากร”

นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นย่อมเป็นแรงกดดันไปถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีการทบทวนนโยบายการเงินปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถามว่าการลดดอกเบี้ยจะได้ผลหรือไม่ก็ไม่มีใครการันตีได้ เพราะขนาดธนาคารกลางของญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยจนติดลบแต่เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้นการใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มอย่างที่ตำราว่าไว้ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหาของประเทศไทยที่สะสมมานาน แต่เพิ่งมาแตกช่วงนี้ ดังนั้นเรื่องนี้จะโทษใครไม่ได้

นายบัณฑูรกล่าวอีกว่า ธนาคารกสิกรไทยก็พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ โดยล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือกับหอการค้าและสมาคมการค้า 13 หน่วยงานจาก 10 ประเทศ ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บวก 3 เช่น หอการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศบรูไน หอการค้ากัมพูชา สภาธุรกิจจีน-อาเซียน หอการค้าและอุตสาหกรรมจาการ์ตาอินโดนีเซีย สมาพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมจังหวัดกิฟุ หอการค้าและอุตสาหกรรมโอซากา หอการค้าและอุตสาหกรรมโตเกียวประเทศญี่ปุ่น สมาคมผู้นำเข้าสินค้าจากเกาหลี หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว สหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมสหภาพเมียนมา ธนาคารกสิกรไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงจับคู่ธุรกิจซึ่งมีเอกชนเข้าซื้อขายมากกว่า 300 ราย “เมื่อเอกชนมาพบปะกัน ก็จะมีการเจรจาเรื่องธุรกิจทำให้เกิดกิจกรรมการค้าขายระหว่างกัน ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่แก้ไขอุปสรรคการค้าระหว่างกัน เพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ”.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    64.8%
  • ไม่ชอบ
    17.2%
  • สนุก
    0.8%
  • ประหลาดใจ
    6.6%
  • เสียใจ
    9.8%
  • ให้กำลังใจ
    0.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement