รวบ 2 ชาวจีน แก๊งค้ายาข้ามชาติ ปลอมบัตรปชช. หนีกบดานไทย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

รวบ 2 ชาวจีน แก๊งค้ายาข้ามชาติ ปลอมบัตรปชช. หนีกบดานไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มี.ค. 2559 03:10
506 ครั้ง


ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเข้าจับกุม 2 หนุ่มใหญ่ชาวจีน แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ทางการแคนาดาต้องการตัว ก่อนหลบหนีมากบดานในไทย ปลอมบัตรประชาชน สวมชื่อคนตาย และตั้งตัวเป็นเอเย่นต์รายใหญ่ค้ายาอีในพื้นที่ห้วยขวาง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 มี.ค. พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธวัชชัย นรินรัตน์ สว.กก 1.บก.สส.สตม. เจ้าหน้าที่สืบสวนตำรวจ สตม.ร่วมกันจับกุมนายแคมล่า หว่อง (Mr.KHAMLA WONG) และนายฟางยง แซ่หยาง อายุ 50 ปี ชาวจีน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด พร้อมของกลางยาอีจำนวน 259 เม็ด ได้บริเวณหน้าร้านคอฟฟี่ ฮาวาน่า ภายในอาคาร ซีที กรีน เลขที่ 270 ถ.พระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง กทม.      

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า วันนี้ได้เข้าจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งมีหมายจับในคดีระหว่างประเทศ มีหมายจับอยู่ที่ประเทศแคนาดาในข้อหาค้าโคเคนหลายร้อยกิโลฯ และได้สืบทราบว่าผู้ต้องหาพร้อมพวกจะเข้ามาขายยาเสพติดในบริเวณนี้ ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับการสั่งการจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้สืบสวนติดตามเรื่องนี้ก็ได้พบตัวนายแคมล่า หว่อง (Mr.KHAMLA WONG) สัญชาติแคนาดา ซึ่งเดิมถือพาสปอร์ตเลขที่ BA764107 สัญชาติ แคนาดา ชื่อนายคาเมียร์ หว่อง ต่อมาในปี 2555 ทางแคนาดาได้ออกหมายจับนายคาเมียร์พร้อมพวก ในข้อหาค้ายาเสพติดระหว่างประเทศร่วมกับแก๊งสหประชาชาติที่รัฐมิชิโคลัมเบีย หลายร้อยกิโลฯ รวมทั้งมีอาวุธสงครามร้ายแรงไว้ในความครอบครอง ซึ่งผู้ร่วมขบวนการนั้นถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ส่วนนายคาเมียร์ หว่อง ได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยและใช้พาสปอร์ตของประเทศแคนาดาจนกระทั่งปี 2556 จากนั้นได้เดินทางออกจากประเทศไทยผ่านทางชายแดนก่อนข้ามไปยังประเทศลาว และย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยก่อนจะสวมบัตรประชาชนในชื่อ นายบังอร บุดสี อยู่บ้านเลขที่ 108 ม.5 ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย     

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า ตนจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย ไปตามบ้านเลขที่ดังกล่าวแล้วเพื่อตรวจสอบว่า นายบังอร บุดสี มีตัวตนอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งบัตรประชาชนดังกล่าวได้ออกไว้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 57 ต่อมาวันที่ 14 พ.ย. 57 และได้นำบัตรประชาชนไปทำพาสปอร์ตไทย จนกระทั่งวันที่ 6 ธ.ค.57 ได้ใช้ในการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศโดยได้เดินทางไปที่ประเทศเวียดนาม และแน่ชัดว่าเป็นการสวมบัตรเพราะเนื่องจากวันเดือนปีเกิดในบัตรใหม่ และหนังสือเดินทางที่เคยใช้ไม่ตรงกันแต่มีภาพของบุคคลคนเดียวกัน โดยหนังสือเดินทางของประเทศแคนาดาระบุวันเกิด 6 ต.ค.12 ส่วนพาสปอร์ตใหม่ระบุวันเกิด 15 เม.ย.09 แสดงว่าเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งต้องเป็นของปลอม จึงได้ตรวจสอบจนทราบว่าเป็นการปลอมบัตรประชาชนของประเทศไทยมากกว่าที่มาสวมบัตรเพื่อใช้ทำหนังสือเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ     

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. ระบุ ผู้ต้องหาปลอมบัตรประชาชนไทย ไปทำหนังสือเดินทาง


พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงปี 2557 ได้ใช้หนังสือเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศในชื่อนายบังอร บุดสี จำนวน 14 ครั้ง ขณะเดียวกันทางการแคนาดาได้ร้องขอแปลงการออกหมายจับของแคนาดาให้เป็นหมายจับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผ่านอัยการฝ่ายต่างประเทศและศาลเพื่อให้เป็นหมายจับอาชญากรข้ามชาติก็จะได้ดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป และการข่าวทราบว่าได้มีการขนยาเสพติดไปประเทศอื่นซึ่งก็ได้ขอหมายจับเช่นเดียวกัน สำหรับนายนายแคมล่า หว่อง คงทราบว่าตัวเองมีหมายจับจึงได้หยุดใช้หนังสือเดินทางเล่มเดิมตั้งแต่ปี 2556 หลังจากหมายจับออกไม่นานก็ไม่ได้มีการใช้หนังสือเดินทางเล่มน้ันอีกเลย

จากการสอบสวนทราบว่า นายแคมล่า หว่อง ได้อยู่ภายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 และเดินทางข้ามแดนโดยใช้หนังสือเดินทางก่อนที่จะลักลอบเข้ามาโดยไม่ผ่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อมาสวมบัตรประชาชนใหม่ โดยมีค่าใช้จ่ายในการสวมบัตรประมาณ 500,000 บาท ก่อนที่จะนำไปทำหนังสือเดินทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหนังสือเดินทางและบัตรประชาชนเป็นของจริง แต่เป็นการสวมบัตรซึ่งทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดอยู่ที่บ้านเลขที่ 108 ตามที่ปรากฏในบัตรประชาชน เบื้องต้นที่สืบทราบมา ขณะนี้ นายบังอร บุดสี ตัวจริงได้เสียชีวิตแล้วแต่ยังไม่มีการแจ้งตายจากทางญาติ ซึ่งเชื่อได้ว่าญาติอาจจะมีส่วนรู้เห็นด้วยและน่าจะมีการทำกันเป็นขบวนการปลอมบัตร ซึ่งทางกองปราบปรามเคยกวาดล้างแก๊งปลอมบัตรไปแล้วครั้งหนึ่งที่จังหวัดหนองคาย เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา   

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา "ร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย" นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของการปลอมแปลงเอกสารยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement