แม่ป่วยเอดส์ โอดลูกถูกสังคมกีดกัน หวั่นไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

แม่ป่วยเอดส์ โอดลูกถูกสังคมกีดกัน หวั่นไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2559 20:01
8,854 ครั้ง


แม่ป่วยเอดส์ ทำงานจิตอาสา ร้องขอความเป็นธรรม ถูกสังคมหมู่บ้านกีดกันลูกสาวเข้าเรียนอนุบาล ต่อสู้มานานกว่า 2 ปี หวังเข้าอนุบาล 1 โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ต้องใช้ผลตรวจเลือดมายืนยัน ทั้งที่ผลเด็กไม่ติดเชื้อ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ ด้าน ผอ.โรงเรียน ยันไม่เคยปฏิเสธไม่รับเข้าเรียน แต่เป็นการทำความเข้าใจกับสังคม

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีข่าวว่า ผู้ที่ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.โคกสูง อ.ปลาปาก จ.นครพนม ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกสังคมหมู่บ้านกีดกันแยกออกจากสังคม เนื่องจากรังเกียจที่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนมากว่า 2 ปี หาทางให้ลูกสาววัย 4 ขวบ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในหมู่บ้าน แต่ไม่สำเร็จ เพราะสังคมไม่ยอมรับ

จนกระทั่งลูกสาวอายุ ได้ 4 ขวบ ถึงเกณฑ์เข้าเรียนอนุบาล 1 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ต.โคกสูง อ.ปลาปาก จ.นครพนม จึงพาลูกสาวเข้าไปสมัครเรียน แต่ทางโรงเรียนได้นำตัวลูกสาวไปตรวจเลือด เอาผลยืนยันมาแสดงต่อสังคม ทั้งที่ผลออกมาแพทย์ระบุว่า ไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด จึงคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ รวมถึงถูกกีดกันทางสังคม แต่ห่วงอนาคตลูกสาวไม่มีอนาคตการศึกษา พัฒนาการไม่ทันเพื่อน จึงปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือผ่านองค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ จนกลายเป็นข่าวแพร่ไปตามสื่อต่างๆ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

โดยภายหลังผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยัง ผู้ใหญ่บ้าน เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งทางผู้ร้องทุกข์ เป็นผู้ป่วยเอดส์ อายุ 44 ปี ที่ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์มานานกว่า 10 ปี ออกมาเปิดเผยว่า ตนพร้อมที่จะเปิดเผยตัว เพราะตั้งใจว่าในเมื่อชีวิตเจอปัญหาแบบนี้ หลังเจอผลตรวจเลือดว่าติดเชื้อเอชไอวี มาตั้งแต่ปี 44 และได้ต่อสู้กับสามี อายุ 45 ปี หลังตรวจพบว่าติดเชื้อทั้ง 2 คน แต่ไม่เคยท้อแท้ ยังต่อสู้ใช้ชีวิตร่วมกัน และศึกษาการดูแลรักษาสุขภาพ ใช้ชีวิตต่อสู้ทำงาน กระทั่งหาเงินสร้างบ้านชั้นเดียวไม่ใหญ่มากนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ก่อนวางแผนปรึกษาแพทย์จนมีบุตรด้วยกัน โชคดีที่ลูกสาวที่คลอดออกมาไม่ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อเอชไอวี สามารถป้องกัน ไม่ให้แพร่จากแม่สู่ลูกได้ หากมีการตรวจรักษาและปรึกษาแพทย์ตลอด

สำหรับการใช้ชีวิต ได้ทำงานเป็นจิตอาสาให้องค์กรเอกชน รวมถึงหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพราะถือว่าเป็นการทำบุญและให้กำลังใจผู้ป่วย ไม่ให้ท้อแท้ ยืนยันว่า ผู้ป่วยเอชไอวีไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และใช้ชีวิตได้ปกติ จนมีปัญหาอันเจ็บปวด ในช่วงลูกสาวอายุได้ 2 ขวบ จะนำเข้าศูนย์ก่อนวัยเรียนในพื้นที่ กลับมีปัญหาสังคมชาวบ้านไม่ยอมรับ เพราะกลัวลูกหลานจะติดเชื้อ ทั้งที่ไม่เป็นจริง ตนพยายามทำความเข้าใจร่วมกับเจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ ผู้บริหารท้องถิ่น แต่ไม่เป็นผล สุดท้ายต้องกับมาดูแลเองที่บ้าน ต่อสู้มา 2 ปี แต่ไม่ท้อ ในที่สุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 ลูกถึงเกณฑ์อายุ 4 ขวบ เข้าชั้นอนุบาล 1 จึงพาไปสมัครที่โรงเรียนประถมศึกษาในหมู่บ้าน แต่ยังต้องเจอปัญหาความไม่เข้าใจจากสังคมบางส่วน ทำให้โรงเรียนได้หารือ และพาลูกสาวไปตรวจหาผลเลือด เพื่อนำมายืนยันกับสังคมหมู่บ้าน

"ตนยืนยันว่าไม่ได้บังคับ เป็นการตกลงร่วมกัน เพื่อจะให้นำความจริงมาให้สังคมรับทราบ ส่วนหนึ่งยอมรับว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ แต่ยินดีทำทุกอย่างให้ลูกเข้าใจ โดยผลตรวจที่โรงพยาบาลอำเภอปลาปาก ออกมาปรากฏว่าไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด ก่อนนำมาหารือพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน และได้รับเข้าเรียนในที่สุด แต่ที่สำคัญ ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้มีการนำปัญหาไปขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานเกี่ยวข้อง จนเป็นข่าวแพร่ออกไป ซึ่งในครั้งนี้ถึงปัญหาจะจบแต่ตนอยากให้เป็นกรณีตัวอย่าง อยากให้สังคมเข้าใจ ให้โอกาสผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่อยากให้แยกแยะ แบ่งแยกคนเหล่านี้ หรือเป็นการดูถูกเหยียดหยาม และอยากให้ผู้ป่วยเข้มแข็ง ออกมาต่อสู้ให้สังคมยอมรับ เพราะผู้ป่วยเอชไอวีทุกวันนี้มีทางรักษา ใช้ชีวิตอยู่ได้ปกติ ตนสู้มากว่า 10 ปี ยังใช้ชีวิตปกติ เพียงอาจมีปัญหาทางสังคมเท่านั้น" แม่ผู้ร้องทุกข์ กล่าว

ด้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ออกมาเปิดเผยชี้แจงข้อเท็จจริงว่า สำหรับปัญหาการกีดกัน หรือมีการละเมิดสิทธิ์เด็กลูกผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีนั้น ยืนยันไม่เป็นความจริง แต่อาจเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนในการหารือแก้ไขปัญหา จึงได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างสังคมหมู่บ้าน โรงเรียน และครอบครัวเด็กที่ประสบปัญหา ก่อนส่งตัวเข้าไปตรวจผลเลือดที่โรงพยาบาล ซึ่งแม่เด็กยินยอมและเข้าใจ เพราะมีปัญหากันมาก่อนในช่วงเข้าเรียนในศูนย์เด็กวัยเรียน จึงต้องหาทางแก้ไขเพื่อยืนยันกับสังคม และผลออกมาไม่ได้มีการติดเชื้อแต่อย่างใด

ส่วนในการดำเนินการ ยอมรับเป็นการหาทางแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเด็ก ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ซึ่งโรงเรียนได้พยายามพูดคุยหารือกับชาวบ้าน ให้เด็กได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ และทางโรงเรียนยืนยันว่าได้รับเด็กเข้าเรียนในระบบเรียบร้อย ไม่มีการปฏิเสธตามที่เป็นข่าว วอนสังคมเข้าใจ และมั่นใจว่าจะดูแลเด็ก ทำความเข้าใจกับสังคมได้ ให้เด็กได้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่น ได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน หากมีปัญหาโรงเรียนพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง และจะพยายามหาทางทุกด้านให้สังคมหมู่บ้านยอมรับ ทั้งการอยู่กับสังคม รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    10.8%
  • ไม่ชอบ
    1.8%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    6.5%
  • ให้กำลังใจ
    80.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement