มช.พบ'หนอนไหม' กินต้มสุก22ตัวเทียบไวอากร้า ปลุกนกเขาตื่นจากหลับไหล - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

มช.พบ'หนอนไหม' กินต้มสุก22ตัวเทียบไวอากร้า ปลุกนกเขาตื่นจากหลับไหล

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2559 05:19
73,364 ครั้ง


ชายไทยกลุ่มนกเขาเอาแต่หลับเลื้อยขี้เซา เตรียมเฮ กรมหม่อนไหมร่วมกับทีมนักวิจัย ม.เชียงใหม่ พบหนอนไหม 2 สายพันธุ์ไทย “น้อยศรีสะเกษ-1” และ “เหลืองสุรินทร์” มีสาร “ซิลเดนาฟิล” ที่ใช้ผลิตยาไวอากร้า โดยผลการศึกษาเบื้องต้น พบหนอนไหมพันธุ์ไทย 22 ตัว นำมาสกัด ได้สารเทียบเท่าไวอากร้า 100 มิลลิกรัม เล็งนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ เพิ่มมูลค่าให้หนอนไหม แต่เตือนไม่แนะกินสด เสี่ยงติดเชื้อโรค ควรนำไปต้มก่อนเปิบ

นักวิจัยไทยพบสรรพคุณที่คาดไม่ถึงของดักแด้หนอนไหมในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงการวิจัยของ ดร.วิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญกรมหม่อนไหมที่ทำร่วมนักวิจัยด้านเคมีและด้านอาหาร เพื่อศึกษาหาสารสำคัญในดักแด้หนอนไหม เพื่อนำมาเป็นผงปรุงรสอาหารสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร ซึ่งการศึกษาครั้งนี้สืบเนื่องจาก ผู้เชี่ยวชาญกรมหม่อนไหมได้ตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวชาวอีสานที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทั้งๆที่พ่อบ้านทำงานหนัก และมีฐานะยากจนแต่สุขภาพกลับแข็งแรงและมีบุตรหลายคน ด้วยความสงสัยจึงได้มีการสอบถามถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน รวมไปถึงอาหารการกิน กระทั่งรู้ว่าอาหารที่ส่วนใหญ่กินกันบ่อย คือตัวดักแด้จากหนอนไหม เบื้องต้นกรมจึงได้รวบรวมพันธุ์หนอนไหมพื้นบ้านทั้งหมด เพื่อดูคุณค่าทางอาหารสำคัญอื่นอีก

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า ปรากฏว่าในการศึกษาครั้งแรก ซึ่งร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพียงแค่ต้องการแปรรูปทำเป็นผงปรุงรส หรือผงนัวแค่นั้นเอง แต่เมื่อวิจัยลงลึกจึงรู้ว่าหนอนไหมมีสารสำคัญที่คาดไม่ถึง โดยในดักแด้หนอนไหมสายพันธุ์น้อยศรีสะเกษ-1 และพันธุ์เหลืองสุรินทร์ ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยเท่านั้น จากการวิเคราะห์พบว่าหนอนไหมยังมีสารซิลเดนาฟิล (ชื่อสามัญทางยาของไวอากร้า) ที่มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือดแบบเดียวกับยาไวอากร้า

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวอีกว่า ดังนั้น เพื่อให้รู้ว่าสารดังกล่าวในดักแด้หนอนไหมต้องใช้จำนวนมากน้อยเพียงใด และใช้วิธีอะไรในการสกัดให้ได้สารสำคัญ กรมจึงร่วมกับ ผศ.ดร.สมชาย จอมดวง คณะอุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร.ปรัชญา วงศ์ทวีเลิศ ดร.ณัฐชัย ดวงนิล ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ร่วมกันศึกษาต่อ จนกระทั่งรู้หากใช้ดักแด้หนอนไหมสดๆ โดยไม่ผ่านการต้มจำนวน 22 ตัว หลังนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับสารซิลเดนาฟิลปริมาณ 101.57-102.55 มิลลิกรัม มากกว่ากินยาไวอากร้า ขนาด 100 มิลลิกรัม ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมหม่อนไหมได้กล่าวเตือนว่า การนำเอาหนอนไหมมากินสดๆนั้นจะสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ง่าย ซึ่งชายไทยคนไหนที่ต้องการกินดักแด้หนอนไหมเพื่อให้ได้รับสารดังกล่าว ช่วงเวลานี้ วิธีที่ดีสุดคือนำดักแด้หนอนไหมที่ผ่านการต้มเพื่อสาวเอาเส้นไหมไปทอผ้านำมากิน แม้จะได้รับสารซิลเดนาฟิลในปริมาณไม่มากเท่ากับการสกัด แต่ถือว่ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตกรมหม่อนไหมมีแนวคิดจะนำหนอนไหมพื้นบ้านทั้ง 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์น้อยศรีสะเกษ-1 และพันธุ์เหลืองสุรินทร์ มาแปรรูปทำเป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ ที่เพิ่มมูลค่าได้สูงกว่าการทำเป็นเครื่องปรุงอาหารต่อไป

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    82.0%
  • ไม่ชอบ
    2.8%
  • สนุก
    2.3%
  • ประหลาดใจ
    7.8%
  • เสียใจ
    1.5%
  • ให้กำลังใจ
    3.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement