'เพื่อไทย' โวยรัฐปิดกั้นสิทธิแสดงเห็นต่าง ประชามติ ร่างฯ ปี 59 - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

'เพื่อไทย' โวยรัฐปิดกั้นสิทธิแสดงเห็นต่าง ประชามติ ร่างฯ ปี 59

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2559 12:20
1,184 ครั้ง


พท.เปรียบมาตรฐานประชามติ ปี 59 ด้อยกว่า ปี 50 ไม่เป็นธรรมหลายจุด ปิดโอกาสแสดงความเห็น จำกัดสิทธิการแสดงออก ตั้งแต่ขั้นจัดทำจนเผยแพร่ ของฝ่ายเห็นต่าง แต่กลับให้ มท.-กห. ชี้นำ ปชช.รับร่างฯได้

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.59 นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรฐานการลงประชามติ ปี 2559 ด้อยกว่าปี 2550 โดยเปรียบเทียบการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 จะเห็นข้อเหมือนและข้อแตกต่างกันอันเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดวันออกเสียงประชามติ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ  ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติและเป็นผู้จัดและควบคุมการออกเสียงประชามติตามที่สภาร่างรัฐธรรมนูญมอบหมาย แต่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ให้ กกต.ประกาศวันออกเสียง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการออกเสียง ซึ่งจะตราเป็นกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2. การออกเสียงร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับถือเกณฑ์เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิที่มาออกเสียงประชามติ โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แต่มีข้อแตกต่างตรงที่ปี 2550 นับรวมทั้งส่วนที่เป็นบัตรเสียและไม่ประสงค์ลงคะแนนด้วย แต่ปี 2559 จากคำอธิบายของรัฐบาลจะไม่นับรวมบัตรเสียและไม่ประสงค์ลงคะแนนมาไว้ในจำนวนผู้มาออกเสียงประชามติ แต่นับเฉพาะบัตรที่ลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น 

นายชูศักด์ กล่าวต่อว่า 3. เกณฑ์อายุของผู้มีสิทธิออกเสียง ปี 2550 ถือเกณฑ์อายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 ม.ค.ของปีที่มีการออกเสียงประชามติ ส่วน ปี 2559 ถือเกณฑ์อายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 4. การเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญรณรงค์แนวคิดของฝ่ายตน ปี 2550 ถือว่าเปิดกว้างมาก แต่ ปี 2559 จำกัดความคิดและการแสดงออก ตั้งแต่ระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจนถึงช่วงเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตั้งตัวแทนและไปลงทะเบียนต่อ กกต. เพื่อบันทึกเทปความเห็นเพื่อที่ กกต.จะนำออกอากาศเผยแพร่เท่านั้น ถ้ามีการรณรงค์เหมือนปี 2550 อาจเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่ กกต.กำลังนำเสนอ สนช. และอาจกระทำไม่ได้ถ้าไม่มีการยกเลิกประกาศการห้ามชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมือง ในขณะที่ คสช.และรัฐบาลกลับใช้กลไกของรัฐทุกรูปแบบผ่านกระทรวงมหาดไทยและกลาโหมชี้นำให้ประชาชนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญมานานแล้วตั้งแต่ยังไม่เป็นร่างที่ยุติ 

"จากข้อเปรียบเทียบดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์และกลไกของรัฐทุกรูปแบบ เพื่อต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของประชาชนให้ได้ ขณะที่จำกัดการแสดงออกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่กระบวนการยกร่างยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือจำกัดบทบาทของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกรณีเช่นนี้ จึงไม่อาจถือว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงออกอย่างเท่าเทียม ซึ่งขัดต่อหลักการและสาระสำคัญของการออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นคะแนนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิที่มาออกเสียงประชามติเท่านั้น ไม่ว่าบัตรลงคะแนนนั้นจะเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย ก็ถือว่าผู้นั้นออกมาใช้สิทธิแล้ว" นายชูศักดิ์ กล่าว.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    63.9%
  • ไม่ชอบ
    4.6%
  • สนุก
    25.8%
  • ประหลาดใจ
    5.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement