VOLVO V40 CROSS COUNTRY D4 TWIN TURBO มีดีที่แรงบิด - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

VOLVO V40 CROSS COUNTRY D4 TWIN TURBO มีดีที่แรงบิด

โดย อาคม รวมสุวรรณ 16 มี.ค. 2559 11:40
4,399 ครั้ง


11,000 ล้านเหรียญที่ผู้บริหารแดนมังกรอัดลงไปสำหรับการพัฒนารถ Volvo รุ่นใหม่ๆ ทำให้ประสิทธิภาพของรถยนต์สวีเดนยี่ห้อนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การถือครองแบรนด์ Volvo ของ Geely โดยไม่เข้าไปวุ่นวายกับดีไซน์เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทำให้สายพันธุ์รถยนต์หนึ่งเดียวจากสแกนดิเนเวียอยู่รอดปลอดภัยแถมยังคงความเป็น Volvo ในแบบที่ลูกค้าเก่าคุ้นเคย ผมกำลังนั่งอมยิ้มอยู่ในเบาะคนขับของ Volvo V40 ตัวถังแบบครอสคันทรี่ รถแฮตช์แบคยกสูง 40 มิลลิเมตร ที่มองแทบไม่เห็นความต่างระหว่าง V40 รุ่นมาตรฐานถูกส่งออกมาตามหลัง V40 รุ่นปกติไม่ยกสูงเพื่อทำให้เกิดทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบรถแนวนี้ V40 Cross Country มีพวงมาลัยสามก้านที่คุ้นตา แป้น Paddle สีเงินทำจากพลาสติดเลียนแบบอัลลอยดูดีและใช้งานได้จริง จากที่เคยควบ V40 เครื่อง 5 สูบแรงๆ พอเปลี่ยนมาขับเจ้า Cross ยกสูงสไตล์อเนกประสงค์ตัวเล็กที่วางเครื่องดีเซลเทอร์โบคู่ ความรู้สึกและสัมผัสในด้านแรงบิดและอัตราเร่งที่ใกล้เคียงกันทำให้ผมแอบคิดถึง XC60 ซึ่งเป็นครอสโอเวอร์รุ่นกลางที่เคยเอาไปร่อนแถวๆ ป่าละอูเมื่อปีที่ผ่านมา

ในเมือง ความมาดมั่นของท่านั่งที่ Volvo เน้นมากในส่วนของเบาะคนขับและแนวทางการออกแบบแชสซีส์ของ Volvo ทำให้ V40 Cross เหมาะมากกับการเป็นรถจ่ายกับข้างหรือรับส่งลูกไปโรงเรียน แม่บ้านจอมซิ่งจะรู้สึกดีแบบเดียวกับที่ผมกำลังรู้สึกเมื่อขับเจ้านี่วกไปวนมาอยู่ในกรุงเทพมหานคร สัดส่วนความยาว 4,370 มิลลิเมตร และกว้าง 1,802 มิลลิเมตรเหมือนกำลังขับ Mazda3 ยังไงยังงั้นหากไม่เอาแรงบิดสุดโหดของ V40 D4 ไปเปรียบเทียบ ขนาดที่กะทัดรัดของ Volvo V40 เหมาะกับการใช้งานในเมืองสำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่มีลูกคนเดียว ระบบความปลอดภัยที่ใส่มาให้ครบเหนือชั้นกว่ารถยุโรปคู่แข่งที่มีราคาสูงกว่าแต่มีออฟชั่นน้อยกว่า Crossover อย่าง X-1 รุ่นใหม่และ GLA250 นั้นมีราคาแพงกว่า สิ่งที่ Volvo ใช้ในการต่อสู้กับคู่แข่งทั้งสองแบรนด์ดังก็คือความสามารถของเครื่องยนต์

Volvo V40 Cross Country D4 เครื่องยนต์ดีเซล ทวินเทอร์โบ ราคา 2,099,000 บาท ไม่ว่าคุณจะคาอยู่โหมดไหนมันก็แรงอยู่ดี เครื่องดีเซลขนาด 2 ลิตร ความจุ 1,969 ซีซี 190 แรงม้า อัดอากาศด้วยเทอร์โบต่างไซส์จำนวนสองตัว ในเมืองที่ไม่มีโอกาศใช้รอบสูงๆ เพื่อเรียกแรงบิด ขับที่รอบต่ำแค่ 1,500 รอบต่อนาทีเมื่อหอยตัวเล็กเริ่มต้นบรรเลงการบูสอากาศเข้าไปยังท่อร่วมไอดีคุณจะสัมผัสได้ถึงแรงดึงอันต่อเนื่อง กดเบาๆ มันก็พุ่งตามเท้าออกจากสัญญาณไฟจราจรราวกับเครื่องเบนซินไซส์โต แรงบิด 400 นิวตันเมตรเหนือชั้นกว่าเครื่อง 3 สูบของ X-1 ไม่เว้นแม้แต่เครื่อง 1.8 ลิตรเบนซินเทอร์โบของ GLA250 อาการกดเป็นพุ่งเหมาะกับคนขับที่ชอบไปเร็วๆ ที่เน้นการตอบสนองในการออกตัวมากเป็นพิเศษ แรงบิดรอบต่ำที่ดีเยี่ยมจากเครื่องยนต์ที่ประจำการอยู่ใน XC60 พอมาอยู่ใน V40 Cross Country ที่เล็กและเบากว่ามากทำให้เจ้าแฮตช์แบคขับหน้าคันนี้ปราดเปรียวมากจนเกินหน้าเกินตารถคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

เกียร์ขับหน้า Aisin AW 8 สปีด มีอัตราทดที่ครอบคลุม และให้ประหยัดน้ำมันมากกว่าเกียร์ 6 สปีดลูกเก่า รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาทีเมื่อขับใช้งานในเมืองด้วยเกียร์ใหม่ทำให้เจ้า V40 Cross ทำอัตราสิ้นเปลืองในโหมก ECO Plus ได้ 16 กิโลเมตรต่อลิตรเท่ากับที่ Volvo เคลมมาให้อย่างพอดิบพอดี ในเมืองกับโหมด ECO มีชุด Auto Start/Stop คอยดับเครื่องยนต์เมื่อจอดรอการเคลื่อนตัวจากสภาพการจราจรเข้าขั้นจลาจลในช่วงเย็นแถบรัชโยธิน คุณจะรู้สึกผ่อนคลายสบายอุรากับเครื่องเสียงดีๆ ที่ Volvo ประเคนใส่มาให้ กำลังขับที่ดีกับซัฟวูฟเฟอร์ปล่อยเสียงเบสอันหนักแน่นและเสียงแหลมที่คมชัด

ระบบเสียงแบบ High Performance Multimedia 4x50 วัตต์ ในรุ่น S และแบบ High Performance 4x45 วัตต์ มาพร้อมลำโพง 8 ตัว ให้เสียงคมชัดด้วยระบบดอลบี ดิจิตอล ที่ให้คุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์และโปรเฟสชั่นแนลเธียเตอร์ คุณภาพเสียงคมชัด น่ารื่นรมย์สำหรับทุกคนในรถ นอกจากนี้ยังมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPod รวมทั้งเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ และดึงเพลงจากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นในระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ได้ในระบบ audio streaming เพื่อความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงคุณภาพสูลำโพงคุณภาพสูงที่วางอยู่รอบห้องโดยสารทำให้สารพัดเสียงเพลงท่ีอยู่ใน USB มีทั้งมิติและความคมชัดจนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปดิ้นรนเสียเงินเพิ่ม ไม่ว่าจะฟังจากวิทยุ ฟังจากแผ่น CD/DVD หรือเล่นเพลงจากอุปกรณ์ภายนอก หากไฟล์ที่บันทึกมามีความละเอียดมากพอคุณก็จะได้รับความเพลิดเพลินระหว่างที่รถติดด้วยชุดเครื่องเสียงที่ดีงามของ Volvo V40 ปล่อยให้พวกนักขับที่ไม่เคยเปิดฟังอะไรทั้งนั้นนั่งเครียดไปบนรถดีกว่า เมื่อยู่ใน Volvo การเปิดเพลงที่คุณชอบคลอไปด้วยในขณะขับขี่จะทำให้รู้สึกได้ถึงความพึงพอใจในเงิน 2 ล้านที่ได้จ่ายออกไป

อยากรู้ว่า D4 Twin Turbo เทคโนโลยี Drive-E Powertrains แรงขนาดไหนก็ต้องเอาออกไปลากกันยาวๆ บนไฮเวย์ ถนนเพชรเกษมจากวังมะนาวไปแยกบายพาสไม่ยาวพอให้ม้า 190 ตัวเริงร่าได้อย่างเต็มที่ รถบรรทุก รถตู้และรถกระบะที่วิ่งอยู่เต็มช่องทางทำให้ไปเร็วไม่ได้ต้องใช้ความระวังในการแซงแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา แรงบิดที่ดีทำให้คุณสามารถแซงได้อย่างเด็ดขาดไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะพ้นหรือไม่พ้น กดคันเร่งหนักๆใน V40 ความที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าเวลาม้าลงพื้นต้องประคับประคองพวงมาลัยให้ดีๆ 400 นิวตันเมตรที่ถูกปล่อยพรวดออกมาทำให้เกิดอาการเป๋หรือดึงที่พวงมาลัยได้ง่ายๆ แรงบิดต่อเนื่องไปจนถึง 5,000 รอบทั้งๆ ที่เป็นเครื่องดีเซลแต่ความจัดจ้านนั้นราวกับเครื่องเบนซินในเวอร์ชั่น T5

เครื่องยนต์ดีเซล 2 ลิตร เทอร์โบคู่ Drive-E Powertrains รุ่นนี้วางอยู่ใน XC60 และเคยทำให้สื่อประทับใจด้านแรงบิดกันมาพอสมควร เมื่อมาวางใน V40 ที่เบากว่ามาก บางจังหวะเวลาลงคันเร่งหนักๆ นี่ถึงกับปลิวกันเลยทีเดียว Volvo เลือกเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเป็นหลักในการพัฒนาเครื่อง Drive-E Powertrains รุ่นใหม่ โดยเน้นหนักไปที่แรงบิดรอบต่ำ ด้วยการทำให้อากาศที่มีความหนาแน่นในปริมาณมาก ไหลผ่านท่อร่วมที่มีขนาดเล็ก การพัฒนาชุดอัดอากาศทำให้ได้เครื่องยนต์ 4 สูบที่มีกำลังมากกว่าเครื่อง 6 สูบรุ่นอื่น เครื่องยนต์ Drive-E Powertrain มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องยนต์ 4 สูบแบบเดิมประมาณ 30-50 กิโลกรัม ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการออกแบบเพื่อทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องดีเซล 4 สูบ ในตลาดรถยุโรปประมาณ 10-20% (ขึ้นกับเครื่องยนต์ที่นำมาเปรียบเทียบ) นอกจากนี้ การลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนกลไกภายในเครื่องยนต์ ประกอบกับการเผาไหม้ที่สมบูรณ์มากขึ้นทำให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังน้อย

ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ 2 จังหวะ ในเครื่องยนต์ D4 ใช้เทอร์โบต่างขนาด 2 ตัว โดยที่เทอร์โบตัวเล็กจะช่วยเพิ่มสมรรถนะในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานที่รอบต่ำ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานเร็วขึ้นจนถึงระดับที่กำหนด เทอร์โบขนาดใหญ่อีกตัวจะรับหน้าที่ต่อจากเทอร์โบตัวเล็ก ทำให้เครื่องสามารถผลิตแรงบิดได้เร็วขึ้นและมีความต่อเนื่องในช่วงเวลาที่นานขึ้น อาการเทอร์โบแลคลดลงมาก เครื่องยนต์ D4 ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบใน Volvo V40 Cross Country D4 มีกำลังในรูปของแรงม้าที่ 190 แรงม้า ในย่านรอบเครื่องยนต์ประมาณ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ในช่วง 1,740-2,500 รอบต่อนาทีเทคโนโลยี i-ART ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงแบบใหม่ที่มาพร้อมเครื่องรุ่นนี้ ติดตั้งเซนเซอร์ควบคุมการทำงานของแต่ละหัวฉีด (หัวฉีดเชื้อเพลิงแบบจ่อตรงแต่ละสูบ หรือ Direct-Injection Fuel System) ให้แรงดันเชื้อเพลิง 2,500 บาร์ (Bar) ฉีดจ่ายในอัตราสูงถึง 9 ครั้งต่อการหมุนของเครื่องยนต์ 1 รอบ

เทคโนโลยี i-ART
Intelligent Accuracy Refinement Technology หรือ i-ART คือการพัฒนาหัวฉีดเชื้อเพลิงโดยใช้คอมพิวเตอร์เซนเซอร์ติดตั้งอยู่ในแต่ละหัวฉีด ทำหน้าที่คอยควบคุมปริมาณการใช้เชื้อเพลิงตลอดเวลา ระบบ i-ART จะช่วยปรับการทำงานของหัวฉีดให้จ่ายเชื้อเพลิงในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละกระบอกสูบอย่างต่อเนื่อง การฉีดเชื้อเพลิงหลายครั้งต่อรอบการทำงาน 1 รอบและใช้ความดันสูงในการฉีดจ่ายเชื้อเพลิง ส่งผลให้เกิดการเผาไหม้ที่แม่นยำ ช่วยลดเสียงดังที่เกิดจากการเผาไหม้ ลดอาการเครื่องน็อกที่มักเกิดกับเครื่องยนต์ดีเซล การปล่อยไอเสียมีค่าที่ลดลง เชื่อมโยงกับระบบส่งกำลังแบบ 8 สปีดที่เน้นลดรอบเครื่องยนต์ทีความเร็วเดินทาง ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงอีก 20% ดีขึ้นทันตาเห็นกันไปเลยทีเดียว เห็นรายละเอียดของเครื่องและเกียร์แล้วหลายคนออกอาการรักพี่เสียดายน้องขึ้นมาทันที พวกชอบเบนซินนั้นเล็งไปที่ V40 รุ่น T5 เครื่องยนต์ 5 สูบสุดแรงในเวอร์ชั่น R-Limited ส่วนพวกชอบประหยัดก็ยังคงยึดมั่นถือมั่นกับเครื่อง D4 ที่ประจำการอยู่ใน Cross Country หอยแบบทวินเทอร์โบที่มีแรงบิดรอบต่ำมหาโหดโคตรแรงสาแก่ใจพวกชอบขับเร็วไปตามๆ กัน

โหมดการขับขี่สูงสุด Performance Mode จอมาตรวัดแบบ TFT thin film transistor จะแปรสภาพจากการแจ้งระดับของการใช้พลังงานในโหมด ECO ที่แถบด้านขวาของจอมาตรวัด มาเป็นแถบสีแดงที่มีเข็มสีเหลืองวิ่งขึ้นเมื่อกดคันเร่งลึกๆ ในจอแสดงผลของย่านกำลังหรือ Power เข็มจะวิ่งจู๊ดขึ้นบนทันทีที่ผู้ขับกดคันเร่งต่อเนื่อง พร้อมๆ ไปกับเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบอัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ผ่านไปยังท่อระบายท้ายทั้งสี่ หม้อพักท้ายที่ออกแบบมาเพื่อการสร้างความเร้าใจด้านการทำงานจากเสียงของเครื่องยนต์จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่รอบเครื่องยนต์ทะยานผ่าน 2,000 รอบ ไปจนสุดที่ 5,500 รอบต่อนาที

ความดังของเสียงจากท่อระบายท้ายไม่ได้ดังแบบแหบพร่า เสียงจากเครื่อง Drive-E Powertrain จากรอบกลางไปรอบสูงสุดคล้ายกับเสียงเครื่องเบนซิน 4 สูบ นอกจากเสียงท่อที่ทุ้มนุ่มนวลแล้วยังมีความโหดของเสียงดูดอากาศจากการทำงานของเทอร์โบดังให้ได้ยินตลอดเวลาหากคุณขับเปิดกระจก เสียงการทำงานของเครื่องยนต์ผ่านหม้อพักและท่อระบายผ่านการปรับแต่งให้เสียงที่ออกมามีความแปลกแยกจาก V40 รุ่นปกติที่เงียบจนน่าใจหาย เมื่อกดคันเร่งหนักเสียงเครื่องยนต์ดีเซลครางออกมาในรอบสูงสร้างความรู้สึกดีๆ ขณะเร่งความเร็วให้กับเจ้าของรถได้พอสมควร

จุดศูนย์ถ่วงของ V40 Cross สูงกว่า V40 T5 อยู่ 40 มิลลิเมตรแต่ไม่ได้ทำให้รถเกิดอาการโคลงตัวเพิ่มแต่อย่างใดทั้งสิ้น รวมถึงอาการหน้าหนักก็ยังถือว่าน้อยกว่าเครื่องเบนซิน T5 อย่างชัดเจน ส่วนหน้าที่เบาขึ้นทำให้การเบรกหนักๆ ที่ย่านความเร็วสูงมีอาการดึงที่พวงมาลัยลดลง ทำให้มันเกาะถนนราวกับตุ๊กแกเมื่อขับทางตรงแม้ตัวจะสูงขึ้น การถ่ายเทน้ำหนักทำได้ดีส่งผลไปถึงการควบคุมพวงมาลัยในโค้งที่ง่ายขึ้นน้ำหนักของเครื่องยนต์ เกียร์ เพลาขับ ที่กองอยู่ด้านหน้าตลอดจนระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า ขณะเบรกที่ความเร็วสูงของรถขับเคลื่อนล้อหน้ามีอาการเป็นรองรถขับเคลื่อนล้อหลังอยู่พอสมควร มันส่งผลไปถึงความแม่นยำของพวงมาลัยเมื่อต้องกระทืบเบรกที่ความเร็วสูง

ส่วนแป้นคันเร่งไฟฟ้านั้นให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นคันเร่งไฟฟ้าแบบ Drive By Wire ซึ่งรถยนต์สมัยใหม่เกือบทุกยี่ห้อเลือกใช้ การตอบสนองต่อการกดคันเร่งมีอาการรีเลย์รอรอบของเทอร์โบแค่นิดเดียว กดเท้าลงไปที่คันเร่ง มันจะตอบคืนด้วยการพุ่งทะยานกระชากกระชั้นทุกครั้ง เครื่องดีเซล D4 แบบ 4 สูบอัดเทอร์โบของ Volvo นั้นถูกออกแบบมาเพื่อการรีดกำลังอย่างต่อเนื่องจากรอบต่ำไปยังรอบสูงอยู่แล้ว เมื่อบวกกับประสิทธิภาพของระบบส่งกำลังซึ่งเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 8 สปีดลูกใหม่ล่าสุดพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift รสชาติและความรู้สึกที่ได้รับซึ่งมีอาการกระตุกเจือปนมาบางๆ พอให้ได้รับรู้การทำงานของเฟืองทดนั้นเจ๋งกว่าเกียร์ CVT อย่างชัดเจน เอาเข้าจริงๆ ผมกลับชอบการบาลานซ์น้ำหนักของ V40 D4 มากกว่า V40 T5 เมื่อลองหวดเข้าโค้งแรงๆ ความแม่นยำของพวงมาลัยไฟฟ้าก็ปรากฏออกมาให้เห็น

สิ่งที่ V40 D4 Cross เป็นรองรุ่นเบนซิน T5 ก็คือเสียงการทำงานในรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังกว่าเครื่องเบนซิน รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องดีเซลก็ยังมากกว่าเครื่องเบนซินแต่ก็ดีกว่าเครื่องดีเซลยุคเก่าของ Volvo ชนิดเทียบไม่ติด การเก็บเสียงขณะวิ่งด้วยความเร็วเดินทาง เสียงลมปะทะตัวถังจะเริ่มได้ยินเบาๆ ที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเสียงบดถนนของยาง michelin primacy lc ขนาด 225/50R17 เงียบจนน่าแปลกใจ ยางรุ่น primacy lc มีเนื้อยางนิ่มใช้ได้และช่วยทำให้การวิ่งในย่านความเร็วเดินทางมีเสียงลดลง ความหนึบแน่นของช่วงล่างอยู่ในเกณฑ์ดี

พวงมาลัยไฟฟ้าตอบสนองด้วยความคล่องแคล่วว่องไว ระบบบังคับเลี้ยวแบบแรคแอนพีเนียนผสมปั๊มเพาเวอร์ไฟฟ้า สัมผัสที่พวงมาลัยส่งออกมาคล้ายกับ BMW 118i พวงมาลัยของ V40 มีน้ำหนักและองศาของการหมุนใกล้เคียงกับ BMW และให้ความรู้สึกค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วนในทุกจังหวะของการหมุน ที่ความเร็วต่ำมันยังช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถได้ง่ายดายขึ้น โดยจะแปรผันน้ำหนักในโหมดสูงสุดหรือ performance ให้หน่วงมืออย่างชัดเจนและเป็นไปอย่างธรรมชาติ ด้วยการปรับน้ำหนักที่ง่ายต่อการเข้าถึง คุณสามารถขับไปบนถนนที่ห่างไกลในต่างจังหวัดทั้งไฮเวย์และทางในชนบท ไม่มีรถแฮตช์แบค 5 ประตูเครื่องยนต์ไม่เกิน 2 ลิตรคันใดที่จะให้อารมณ์และความรู้สึกหลังพวงมาลัยเหมือน Volvo ทำให้ V40 D4 เป็นจักรกลที่แปลกและแตกต่างจากครอสโอเวอร์ทั่วไปที่มีอยู่อย่างดาษดื่น

ตามเอกสารของ Volvo ที่แจกให้กับสื่อมวลชน V40 D4 Cross ใช้เกียร์อัตโนมัติของค่าย Aisin AW เป็นเกียร์ออโต 8 สปีด ควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้าปรับตั้งอัตราทดมาเพื่อการตอบสนองที่ดีราบเรียบและนุ่มนวล (แต่บางจังหวะแอบมีกระตุกตอนเปลี่ยนเกียร์ในโหมด Performance ) แถมยังมีอัตราสิ้นเปลืองลดลง ผมสามารถชิฟเกียร์ได้ในตำแหน่ง +/- ที่คันเกียร์หรือชิฟเกียร์ผ่านแป้น Paddle Shift หลังวงพวงมาลัย การชิฟเกียร์ขึ้นหรือลง เกียร์ 8 สปีดลูกใหม่ทำงานได้อย่างไหลลื่น วิศวกรของ Volvo แจ้งว่า เกียร์ 8 อัตราทดลูกใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อการทดกำลังขณะบรรทุกเต็มพิกัด ใช้ลากจูง หรือใช้ขับบนเส้นทางภูเขาที่มีเนินสูงชัน ขณะเดียวกันเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์หรือเกียร์ 8 ยังช่วยลดรอบเครื่องยนต์และทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง สำหรับตัวเลขอัตราทดในแต่ละเกียร์มีดังนี้

เกียร์1 5.250
เกียร์2 3.029
เกียร์3 1.950
เกียร์4 1.457
เกียร์5 1.221
เกียร์6 1.000
เกียร์7 0.809
เกียร์8 0.673
เกียร์ถอย 4.015
อัตราทดเฟืองท้าย 2.666

V40 Cross Country D4 เครื่องยนต์ Drive-E Powertrain 181 แรงม้าแม้จะเป็นรองเครื่องเบนซิน T5 ใน V40 รุ่นพิเศษ R-Limited ที่มีม้ามากถึง 245 ตัว แต่แรงบิดที่ยอดเยี่ยมของเครื่องดีเซล D4 ทะยานไปถึง 400 นิวตันเมตร แซงหน้าเครื่อง T5 ที่มีแรงบิด 350 นิวตันเมตร ทำให้การขับขี่มีความกระชับฉับไวใส่แบบจัดเต็มได้เหมือนกัน อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของเครื่องยนต์ D4 อยู่ที่ 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้สมรรถนะของ V40 Cross Country D4 ไม่เป็นรองรถครอสโอเวอร์คู่แข่งอย่าง BMW X-1 หรือ Mercedes Benz GLA250 นอกจากเรื่องของชิ้นส่วนอะไหล่ของ Volvo ที่แพงเท่ากับ Benz และ BMW เนื่องจากต้องนำเข้าอะไหล่ทุกชิ้นจากต่างประเทศ

โดยภาพรวม V40 Cross Country D4 เป็นรถอเนกประสงค์ไซส์เล็กที่มีแรงบิดมากเกินขนาดของตัวถังไปไกลทำให้ขับได้สนุก และตอบสนองต่อการวิ่งใช้งานได้ดีทั้งในและนอกเมือง ขนาดตัวถังที่เล็กยังปราดเปรียวและควบคุมได้ง่ายเมื่อขับในเมือง เกียร์ 8 สปีดกับเครื่องดีเซล Drive-E Powertrain อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและมีความประหยัดเชื้อเพลิงในแบบที่ควรจะเป็น ช่วงล่างและการบาลานซ์น้ำหนักทำได้ดีในโค้ง ราคา 2,099,000 บาท ถูกกว่ารถคู่แข่งอยู่พอสมควรแต่ขับได้ดีพอๆ กันและมีบางจุดที่ Volvo ทำได้ดีกว่า แต่ก็มีบางอย่างที่ยังคงตามหลัง Benz และ BMW ความสามารถที่ชัดเจนของมันทำให้ผมรู้สึกเสียดายที่มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยเกินไป


ข้อมูลรายละเอียด V40 Cross Country D4 จาก Volvo Car Thailand

โครงสร้างที่แข็งแกร่งของ Volvo ยุคใหม่ ไล่เรียงตั้งแต่ภายใต้กันชนหน้า-หลังที่ถูกเสริมด้วยโลหะเหล็กกล้า ซึ่งมีค่าความเหนียวเป็นพิเศษ ฝากระโปรงหน้าผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย บานประตูถูกดามด้วยเหล็กกันการยุบตัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ขับหรือผู้โดยสารขณะเกิดอุบัติเหตุ กว่า 20% ของโครงสร้างหลักใน V40 ผลิตขึ้นรูปด้วยโลหะเหล็กโบรอน Ultra high Strength เนื่องจากเป็นส่วนที่จะต้องใช้ในการปกป้องชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เหล็กโบรอนที่ถูกนำมาใช้ มีความยืดหยุ่นสูงกว่าโลหะชนิดอื่น เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทก โครงสร้างที่เสาหน้า เสากลาง และส่วนท้าย ลามมาถึงกรอบบานประตู โดยมีการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกันชนหลังด้วยการใช้คานขวางติดตั้งไว้ภายใน เพื่อป้องกันห้องโดยสารหากเกิดการชนท้ายอย่างรุนแรง โครงสร้างที่ปลอดภัยของ Volvo V40 ผ่านการทดสอบในขั้นตอนของการชนปะทะทั้งด้านหน้าและด้านข้าง โดยมีความแข็งแกร่งลดหลั่นกันลงมาตลอดทั่วทั้งคัน ทุกจุดทุกตำแหน่งเพื่อการกระจายแรง โดยมีส่วนของห้องโดยสาร ซึ่งถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญสูงสุดที่วิศวกรให้ความใส่ใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุการชนปะทะ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นทางด้านหน้า หรือด้านหลัง โครงสร้างของตัวรถในส่วนดังกล่าวจะต้องมีส่วนช่วยในการกระจายแรงปะทะ โดยยุบตัวเพื่อดูดซับแรงกระแทกส่งถ่ายไปยังโครงสร้างของห้องโดยสารให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เมื่อโครงสร้างหลักของห้องโดยสารสามารถคงรูปอยู่ได้ หรือมีความเสียหายน้อยลงจากการกระจายแรงปะทะ หมายรวมถึงความปลอดของผู้ขับและผู้โดยสาร ซึ่งจะได้รับการปกป้องจากรูปแบบของโครงสร้างใหม่ใน Volvo V40

ห้องโดยสารของ V40 Cross Country D4 วางแดชบอร์ดที่ผลิตจากโฟมขึ้นรูปห่อหุ้มด้วยวัสดุคล้ายหนัง แผงคอนโซลกลางใช้อัลลอยเนื้อหยาบที่งดงามสีทองแดง สำหรับแดชบอร์ดที่ใช้โฟมหรือยางเนื้อนิ่มหุ้มด้วยวัสดุพวกหนังสังเคราะห์จะเก็บกักเสียงได้ดีกว่าแบบพลาสติกขึ้นรูป เนื่องจากแดชบอร์ดพลาสติกขึ้นรูปทั้งชิ้นมีราคาถูกกว่าชิ้นงานที่ทำจากโฟมหรือยางแล้วหุ้มด้วยงานไวนิล คอนโซลแบบโฟมขึ้นรูปจึงนิยมใช้กันแค่รถยนต์หรูหราราคาแพง แผงหน้าปัดออกแบบให้เชื่อมโยงกันกับแผงควบคุมบนคอนโซลกลาง ประกอบไปด้วย จอภาพขนาด 6 นิ้ว ช่องแอร์ แผงควบคุมเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลแยกส่วน ซุ้มเกียร์กับคันเกียร์หน้าตาประหลาดที่เรืองแสงในตอนกลางคืน กับถุงหนังแท้สีดำที่ห่อหุ้มคันเกียร์ ก้านเบรกมืออยู่ในตำแหน่งค่อนข้างแปลกแต่ใช้งานได้จริง สำหรับของแต่งภายในห้องโดยสารของ Volvo V40 D4 ประกอบไปด้วย พวงมาลัยทรงสามก้านหุ้มหนังแท้ ก้านวงหุ้มด้วยอัลลอยสวยงามน่าจับ มาตรวัดทรงอวกาศที่คมชัดและอ่านค่าได้ง่าย โดยเฉพาะมาตรวัดความเร็วแบบตัวเลข กับมาตรวัดรอบแบบเข็มซึ่งแสดงภาพผ่านจอมาตรวัด TFT LCD

แผงคอนโซลกลางที่ใช้วัสดุแปลกตาเป็นแผ่นอัลลอยอย่างหนาสีทองแดง Copper Dawn ลายเส้นเล็กๆ ระยิบระยับโทนสีชมพู เมื่อใช้มือลูบก็จะพบกับรายละเอียดที่แปลกประหลาดและให้สัมผัสที่มีราคา ดูทันสมัยและสวยงามแตกต่างจากแผงควบคุมหรือคอนโซลกลางในรถทั่วไป แผงคอนโซลออกแบบราวกับเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีของพวกสแกนดิเนเวีย ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและการเลือกเพลงในอุปกรณ์ iPod ใช้งานค่อนข้างยากและต้องใช้ความคุ้นเคยเรียนรู้การใช้งานสักพัก ตำแหน่งที่ดีเยี่ยมอีกจุดคือเบาะแบบสปอร์ตปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เป็นเบาะที่มีดีไซน์คล้ายกับเบาะของรถแข่ง แต่ใช้ฟองน้ำภายในรวมถึงหนังแท้อย่างนุ่มห่อหุ้มตัวเบาะทำให้นั่งขับหรือโดยสารทางไกลได้สบายตัว แต่เบาะผู้โดยสารตอนหลังนั้น สำหรับคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่คงนั่งได้ลำบากและอึดอัดพอสมควร เนื่องจากหลังคาลาดเทลงไปยังส่วนท้าย ทำให้พื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่ในการวางเท้ามีไม่มากนัก ส่วนคนที่มีรูปร่างปกติสามารถนั่งโดยสารยาวๆ แบบข้ามจังหวัดได้อย่างสบายเนื้อสบายตัว

แผงคอนโซลกลางทั้งแผง ซึ่งเป็นที่อยู่ของชุดควบคุมอุณหภูมิและชุดเครื่องเสียง ตลอดจนปุ่มทรงกลมควบคุมการปรับตั้งฟังก์ชั่นใช้งานของระบบต่างๆ อยู่ในแผ่นคอนโซลโลหะ กรุขอบด้วยวัสดุสีเงินด้าน แผงประตูกรุงานอัลลอยทั้งหมดทุกบาน รวมถึงช่องแอร์ กรอบปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ และบริเวณคันเกียร์ กระจกมองหลังแบบไม่มีกรอบ พนักเท้าแขนสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ออกแบบให้ภายในเป็นช่องเก็บของกับช่องเชื่อมต่อ AUX-USB บนคอนโซลด้านหน้ามีช่องวางแก้วสองตำแหน่งพร้อมฝาปิดพลาสติก กล่องเก็บแว่นกันแดด เบาะผู้โดยสารตอนหลังพับได้ 40/60 หรือพับแบบราบไปกับพื้น เพื่อการขนสัมภาระชิ้นโตหรือสำหรับใส่ของพวกถุงช็อปปิ้งและของกระจุกกระจิกอื่นๆ

มาตรวัดแบบ TFT - Thin Film Transistor ที่สามารถพบเห็นได้ในมาตรวัดของ Honda Civic 1.5 Turbo RS และในซุปเปอร์คาร์อย่าง Ferrari 458 Italia หรือแม้แต่ไฮเปอร์คาร์อย่าง Lamborghini Aventador และ McLaren 650S / 570S รถ V40 T5 ใช้มาตรวัดที่มีหน้าจอคมชัดสูงทรงกระบอก สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของมาตรวัดในระบบดิจิตอลได้สามรูปแบบบนการขับขี่ทั้งสามโหมด คือ

1- โหมด ECO
เป็นการประมวลผลรวมของข้อมูลการขับขี่จากหลายส่วนมาผนวกไว้ด้วยกัน เช่น ความเร็ว รอบของเครื่องยนต์ ตำแหน่งของลิ้นปีกผีเสื้อ ระดับของความต่อเนื่องในการใช้เบรก โดยจะคำนวณออกมาเป็นระดับของความประหยัด ในสภาพของการขับขี่นั้นๆ มาตรวัดแบบ ECO จอแสดงผลทั้งหมดรวมถึงความเร็วรถและรอบเครื่องยนต์จะเป็นสีเขียว มาตรวัดในโหมดนี้ยังแสดงประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงอีกด้วย

2-โหมด Elegance
วางรูปแบบแอนนิเมชั่นเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ขับ จอมาตรวัดวงกลางจะแสดงการทำงานของระบบ ACC ระบบช่วยผู้ขับขี่เข้าจอดอัตโนมัติและระบบแจ้งเตือนป้ายจราจรจำกัดความเร็ว

3- โหมด Performance
ชุดมาตรวัดวงกลางจะเปลี่ยนตัวเองรวมถึงสีที่จะปรับเป็นสีแดงทั้งจอภาพ มาตรวัดรอบขนาดใหญ่ภายในมีตัวเลขความเร็ว ซึ่งหากผู้ขับกดคันเร่งอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขจะวิ่งอย่างรวดเร็วจนอ่านแทบไม่ทันใน V40 T5 S ขณะที่ตัวเลขความเร็วทำงานอาจย่อขนาดลงเพื่อทำงานร่วมกับระบบแจ้งเตือนความเร็วในแต่ละเส้นทาง หรือ ACC

ระบบความปลอดภัย หัวใจหลักของ Volvo

Enhanced Blind Spot Information System (BLIS) With Closing Vehicle Warning (CVW)
เทคโนโลยีที่ก้าวไกลของระบบ BLIS และ CVW ออกแบบมาเพื่อการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ เมื่อมียานพาหนะเคลื่อนเข้ามายังบริเวณด้านข้างของตัวถังทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ซึ่งอาจเป็นมุมที่อับต่อสายตาของผู้ขับ ด้วยการใช้สัญญาณไฟเตือนจากหลอด LED สีแดง ติดตั้งยังบริเวณกรอบกระจกมองข้างด้านในติดกับเสาหน้า ระบบจะแบ่งขั้นตอนของการแจ้งเตือน 2 ระดับให้กับผู้ขับขี่ได้รับรู้ระดับแรกแจ้งเตือนด้วยสัญญาณไฟสีแดงที่ข้างเสาหน้า ส่วนการเตือนระดับที่ 2 จะเพิ่มสัญญาณเสียงแจ้งเตือน ระบบนี้จะใช้สัญญาณไฟกะพริบที่หลอด LED โดยใช้สีแดงไปสู่เสียงแจ้งเตือน เพื่อลดการเฉี่ยวชนที่บริเวณด้านข้างตัวรถ ระบบ BLIS ทำงานร่วมแกนกับระบบแจ้งเตือนยานพาหนะด้านข้าง CVW เพื่อแจ้งผู้ขับอย่างรวดเร็วถึงรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามาทางด้านข้างทั้งสองฝั่ง ระบบ BLIS ทำงานโดยใช้เรดาร์ติดตั้งไว้ที่มุมทั้งสองฝั่งของกันชนหลัง เรดาร์ทั้งสองตำแหน่งจะสแกนพื้นที่ด้านหลังและด้านข้าง การตรวจสอบของระบบ BLIS สามารถทำงานได้เป็นปกติทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ครอบคลุมระยะ 9.5 เมตร จากกระจกมองข้างทั้งสองฝั่ง ทำให้การแจ้งเตือนมีความชัดเจน เมื่อมียานพาหนะเข้ามาในมุมอับสายตา ส่วนสัญญาณเสียงแจ้งเตือน CVW ที่เพิ่มเข้ามา ช่วยแจ้งเตือนรถที่อยู่ในเลนข้างเคียงจากทั้งสองฝั่ง ระบบ CVW มีการทำงานที่ไกลมากถึง 70 เมตร โดยวิศวกรด้านความปลอดภัยของ Volvo ทำการคำนวณในขั้นตอนของการทดสอบ ด้วยเวลาก่อนการชนปะทะด้านข้างน้อยกว่า 3.5 วินาที ระบบนี้จะทำงานแบบอัตโนมัติ ทันทีที่ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นต้นไป

Driver Alert Control (DAC)
ระบบนี้มีการทำงานครอบคลุมไปถึงแรงดันของลมยาง การตรวจสอบสภาวะของผู้ขับขี่ที่ไร้รูปแบบและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (เมา /ง่วง) โดยระบบจะทำการประเมินผลจากการใช้เรดาร์สแกนไปยังช่องแบ่งการจราจร เพื่อตรวจสอบว่ารถเคลื่อนที่อย่างถูกต้องในช่องทางหรือไม่ หากตรวจพบว่ารถเริ่มไม่อยู่ในช่องจราจรที่ถูกต้อง เริ่มมีการเบนออกไปยังทิศทางที่ไม่ถูกต้อง หรือเริ่มมีการส่ายไปมา ระบบ DAC จะทำการแจ้งเตือนทันที ระบบ DAC ใช้กล้องบริเวณด้านหน้าตรวจวิเคราะห์สมรรถภาพในการขับขี่ของผู้ขับ หากตรวจพบว่าผู้ขับ ขับขี่แบบปกติตามช่องทางที่ถูกต้อง ระบบจะไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ทั้งสิ้น ต่อเมื่อผู้ขับขี่เริ่มสูญเสียการวิ่งในช่องทางที่ถูกต้อง หรือรถเริ่มเบนออกไปจากทิศทาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากอาการเมา ง่วงนอน จากการขับขี่ระยะไกลที่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ระบบจะทำการแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์รูปถ้วยกาแฟที่จอบริเวณหน้าปัดส่วนกลางเพื่อให้ผู้ขับทำการจอดพักทันที ระบบ Driver Alert Control (DAC) ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดอุบัติเหตุจากสภาพการณ์ดังกล่าว โดยเตรียมความพร้อมในด้านการเตือนด้วยสัญญาณเสียง และสื่อสารกับผู้ขับผ่านสัญลักษณ์บริเวณกึ่งกลางมาตรวัดดิจิตอล ตัวอย่างข้อความรูปแบบที่แสดงเป็นถ้วยกาแฟพร้อมๆ ไปกับสัญญาณเตือน เพื่อให้ผู้ขับทำการจอดพักทันที ระบบ Driver Alert Control (DAC) ทำงานด้วยความแม่นยำ ตามลักษณะของโปรแกรม ด้วยการสแกนไปยังถนนและเส้นแบ่งช่องจราจร โดยจะเริ่มต้นการทำงานที่ย่านความเร็ว 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นต้นไป และยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อรถมีระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Lane Keeping Aid (LKA)
พัฒนาการล่าสุดของระบบเฝ้าระวังที่ครอบคลุมความปลอดภัย Lane Keeping Aid (LKA) ช่วยควบคุมให้รถวิ่งอยู่ในช่องจราจร และรักษาการเคลื่อนที่ของรถในช่องจราจรนั้นๆ ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ตั้งใจ หากผู้ขับไม่ได้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวก่อนที่จะทำการเปลี่ยนเลน ระบบนี้จะทำการดึงพวงมาลัยให้กลับเข้าสู่ช่องจราจรที่ถูกต้องที่เดิม โดยความช่วยเหลือของระบบผ่อนแรงพวงมาลัยไฟฟ้า EPAS electronic power assisted steering ระบบควบคุมให้รถวิ่งอยู่ในช่องทาง LKA และระบบเตือนขับรถออกนอกเส้นแบ่งจราจร LDW ทำงานโดยมีการตรวจสอบช่องจราจรด้านหน้าด้วยเรดาร์ในกรณีที่ไม่มีเส้นแบ่งช่องจราจร หรือเส้นดังกล่าวหายไป หรือไม่มีความชัดเจน ระบบ LKA จะใช้เส้นแบ่งจราจรที่เหลืออยู่เพื่อรักษาช่องทางต่อไป หาก LKA ไม่สามารถรักษาช่องทางการเคลื่อนที่ของรถได้ ระบบจะแจ้งเตือนด้วยการสั่นที่พวงมาลัย หากผู้ขับต้องการเปลี่ยนเลน ระบบ EPAS electronic power assisted steering จะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยทันทีให้หนักขึ้นเล็กน้อย เพื่อทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนช่องจราจรได้อย่างปลอดภัย และแม่นยำมากขึ้น

Cruise Control with Queue Assist ACC
ใช้เรดาร์ซึ่งทำงานตรวจสอบรถคันข้างหน้า พร้อมๆ ไปกับการรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย โดยทำงานที่ความเร็ว 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ในระบบเกียร์อัตโนมัติ) เมื่อรถยนต์คันข้างหน้าลดความเร็ว จนมีค่าความเร็วต่ำกว่าค่าที่ผู้ขับได้เซตเอาไว้ ระบบ Cruise Control with Queue Assist จะปรับลดความเร็วอัตโนมัติ เมื่อพบกับสภาวะที่ต้องการแรงเบรกเพิ่มขึ้น ระบบนี้จะแจ้งเตือนบนกระจกบังลมบานหน้าเหนือคอนโซลตรงหน้าผู้ขับ ด้วยไฟ LED เป็นการเตือนโดยใช้การกะพริบไฟ LED และเมื่อรถคันข้างหน้าเพิ่มความเร็ว หรือทำการเปลี่ยนทิศทาง รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วที่ผู้ขับได้ตั้งค่าไว้ครั้งแรก ระบบ ACC ได้รับการโปรแกรมมา เพื่อยินยอมให้ผู้ขับเพิ่มความเร็วในการแซงหากผู้ขับเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว พร้อมกับหักพวงมาลัยเพื่อแซงรถช้า จากนั้นระบบ ACC จะเข้ามารักษาระดับความเร็วตามรถคันข้างหน้าแบบอัตโนมัติอีกครั้ง

Park Assist Pilot
ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องจากผลการวิจัยของ TNS ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลกพบว่า หนึ่งในสามของผู้ขับขี่ในยุโรปมีปัญหาในการจอดขนานขอบทาง ส่วนในอังกฤษ สองในสามของผู้ขับขี่ระบุว่าการจอดขนานขอบทางเป็นเรื่องยาก ระบบ Park Assist Pilot ช่วยให้จอดแบบขนานขอบทางได้อย่างง่ายดาย โดยที่ระบบอัจฉริยะจะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงกำหนดความเร็วและเกียร์เท่านั้น ระบบนี้ทำงานโดยเซนเซอร์อัลตร้าโซนิคที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า หลัง และข้างรถ อัตราโซนิคเซ็นเซอร์สำหรับช่วยจอดที่ติดตั้งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งเซนเซอร์บนกันชน 2 จุด ที่มองเห็น 90 องศาทำหน้าที่วัดระยะที่ว่างที่จะจอด เมื่อกดปุ่มที่กลางแผงหน้าปัด ระบบจะทำงาน หากระบบคำนวณว่ามีพื้นที่ว่างทางด้านข้างพอที่จะจอดรถ ระบบจะส่งสัญญาณบอกคนขับและแสดงข้อมูลบนหน้าจอว่าพื้นที่พร้อม รวมทั้งบอกคนขับด้วยว่าให้เปลี่ยนเป็นเกียร์อะไรก่อนที่จะหยุดชั่วครู่และเริ่มทำงานอีกครั้ง ระบบดังกล่าวจะควบคุมการบังคับเลี้ยวโดยอัตโนมัติ และผู้ขับขี่ต้องบังคับเบรก และคันเร่ง

Park Assist Pilot วัดระยะห่างของช่องว่าง หากมีความยาวเป็น 1.2 เท่าของความยาวรถ ระบบจะเตือนคนขับด้วยสัญญาณเสียง และแนะนำให้หยุดรถโดยแสดงข้อความบนหน้าปัด หากพื้นที่ว่างมีจำกัด ระบบจะแจ้งเตือนให้คนขับเดินหน้าหรือถอยหลังเพื่อให้จอดได้ง่ายขึ้น โดยแสดงข้อความและภาพบนหน้าปัดเพื่อให้คำแนะนำทีละขั้นตอนจนกว่ารถจะเข้าที่จอดได้เรียบร้อย และเมื่อจอดเสร็จแล้วระบบจะแจ้งให้ทราบด้วยสัญญาณเสียงและข้อความบนหน้าปัดอีกครั้ง หากไม่ต้องการใช้ระบบ Park Assist Pilot ก็สามารถจอดรถเองได้ โดยอาศัยเซ็นเซอร์ช่วยจอด (Park Assist Sensor) ผู้ขับขี่สามารถสั่งให้ระบบ Park Assist Pilot ทำงานได้เมื่อใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. อย่างไรก็ดี ระบบนี้จะทำงานเมื่อความเร็วของรถต่ำกว่า 30 กม./ชม. โดยจะส่งสัญญาณเตือนให้คนขับชะลอความเร็วลงก่อนที่ระบบจะทำงานเอง

Cross Traffic Alert
ระบบนี้ใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดตั้งทางด้านหลังรถในการตรวจจับเตือนผู้ขับเมื่อมีรถขับผ่านจากทางด้านข้างขณะที่กำลังถอยออกจากซอง ซึ่งเป็นระบบที่มีประโยชน์มากในการขับขี่ในพื้นที่ที่มีความจอแจ และอาจมองไม่เห็นรถที่มาจากด้านข้าง เพราะมีต้นไม้ ของ หรือรถที่จอดด้านข้างบังสายตาอยู่ ระบบนี้จะตรวจดูในระยะ 30 เมตรจากท้ายรถ และสามารถจับวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่ารถ เช่น จักรยานหรือคนเดินเท้าได้ แต่อาจจะมองไม่เห็นเป็นบางครั้ง และในกรณีที่ระยะห่างจากวัตถุนั้นไม่มาก ระบบจะทำงานตลอดเวลาที่วัตถุนั้นยังอยู่ในรัศมี โดยส่งสัญญาณเสียงและมีภาพกราฟิกเตือนที่หน้าปัดรถยนต์

ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information)
ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร จะแสดงป้ายสำคัญบนหน้าปัด และมาพร้อมกับสัญญาณเตือนระดับความเร็ว (Speed Alert) ที่จะแสดงภาพสัญลักษณ์ของป้ายจราจรบนมาตรวัดความเร็ว หากขับขี่ด้วยความเร็วเกินกำหนดเพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจรและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ผู้ขับไม่สามารถอ่านป้ายต่างๆ ได้ทันตลอดเวลา องค์การ European Road Safety Observatory ได้ศึกษาและพบว่า 30% ของอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต เกิดจากการใช้ความเร็วเกินกำหนด ส่วนองค์การ Swedish Road Administration ของสวีเดน ระบุว่า หากทุกคนขับรถไม่เร็วกว่ากำหนด จะสามารถรักษาชีวิตมนุษย์ได้ถึง 100-150 ชีวิตในแต่ละปี ระบบนี้จึงช่วยเป็นหูเป็นตา อ่านและแสดงสัญลักษณ์ที่เป็นสากลบนแผงหน้าปัด เช่น ป้ายจำกัดความเร็ว หรือป้ายห้ามแซง กล้องที่ติดตั้งที่หน้ารถจะสามารถตรวจจับป้ายจราจรที่ได้มาตรฐานของยุโรป

ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติใหม่ (Permanent Active High Beam)
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้ไฟหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบนี้จะเปิดเป็นไฟสูงตลอดเวลา แต่เมื่อมีรถสวนมา ระบบจะลดระดับแสงของไฟสูงให้พ้นจากสายตารถที่สวนมา ขณะเดียวกันก็ยังคงส่องสว่างเป็นไฟสูงในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ที่ไม่รบกวนสายตารถที่อยู่ด้านหน้าหรือที่สวนมา ระบบดังกล่าวทำงานโดยใช้เทคโนโลยีสะท้อนแสงไฟที่ติดตั้งอยู่ในไฟหน้า ซึ่งจะปรับระดับความสว่างของแสงอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อพ้นไปแล้วก็จะปรับมาเป็นไฟสูงเหมือนเดิมเพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจนในยามค่ำคืน ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติยังสามารถทำงานร่วมกับระบบไฟหน้าแบบหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Lights) รวมทั้งเซ็นเซอร์วัดน้ำฝนเพื่อปรับการทำงานของไฟและที่ปัดน้ำฝนซึ่งจะให้ ทัศนวิสัยที่ดีที่สุดแก่ผู้ขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ


ระบบเปิด/ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติเมื่อขับขี่เข้าออกจากที่มืด (Tunnel Detection) ระบบนี้จะเปิดไฟหน้าโดยอัตโนมัติเมื่อรถเข้าสู่ที่มืดหรืออุโมงค์ และเมื่อออกจากอุโมงค์ก็จะปิดไฟหน้ารถหรือกลับมาสู่ตำแหน่งที่ตั้งไว้เดิมโดยอัตโนมัติเช่นกัน ระบบเปิด/ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติเมื่อขับขี่เข้า/ออกจากที่มืดทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบนกระจกหน้าช่วยวัดแสงและคาดสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อสั่งการให้ระบบนี้ทำงาน นอกจากระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้แก่ผู้ขับขี่แล้ว ยังจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ เพราะตามนุษย์ต้องอาศัยเวลาในการปรับการมองเห็นเมื่อระดับของแสงเปลี่ยนไป ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ (City Safety) – ครอบคลุมความเร็วถึง 50 กม./ชม.

V40 เป็นรถยนต์รุ่นแรกของ Volvo ที่มีการปรับปรุงระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมจะทำงานจนถึงความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. เป็น 50 กม./ชม. โดยระบบนี้ ติดตั้งเซ็นเซอร์แบบเลเซอร์ที่กระจกบังลมด้านบนในตำแหน่งเดียวกับกระจกมองหลัง รถจะหยุดตัวเองหากคนขับไม่แตะเบรก ขณะที่รถคันหน้าชะลอความเร็วหรือหยุด หรือเมื่อรถพุ่งเข้าหารถคันหน้าที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยความเร็วสูงเกินไป ดังนั้นจึงช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหากความเร็วของรถคันหน้ากับคันหลังต่างกันไม่ถึง 15 กม./ชม. และช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุหากความเร็วของรถทั้งสองคันต่างกันระหว่าง 15-50 กม./ชม. ระบบดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเนื่องจากมีสถิติระบุว่าการชนท้ายคันหน้าในบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งนั้น 75% เกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 30 กม./ชม. และอีก 50% มาจากการที่ผู้ขับขี่ไม่เหยียบเบรกทันเวลา จากข้อมูลดังกล่าว วอลโว่ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยดังกล่าว และหลังจากระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ออกสู่ตลาดในปี 2554 บริษัทประกันภัยชั้นนำของสวีเดนระบุว่า รถยนต์วอลโว่ที่ติดตั้งระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำมีอัตราการชนท้ายคันหน้าน้อยกว่ารถอื่นๆ ถึง 20%

ถุงลมนิรภัยปกป้องเข่า
V40ใหม่ประกอบด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำของโลกมากมาย อาทิ โครงสร้างความปลอดภัยของตัวถังที่มีทั้งส่วนที่สามารถยุบตัวเพื่อดูดซับแรงกระแทกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และเหล็กเกรดต่างๆ ที่ให้การปกป้องผู้โดยสารภายในตัวรถอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ด้านคนขับ Volvo ได้ติดตั้งถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ไว้ที่เหนือแป้นเบรกและคันเร่ง รวมทั้งยังมีถุงลมนิรภัยในจุดอื่นอีกด้วย เช่น ถุงลมนิรภัยแบบสองจังหวะสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยที่ติดตั้งด้านข้างของพนักพิงหลังสำหรับที่นั่งด้านหน้าที่รองรับสีข้างของคนขับและผู้โดยสาร ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Roll Over Protection System) ที่ประกอบด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง เข็มขัดนิรภัยแบบปรับแรงดึงได้ และม่านนิรภัยทั้งสองฝั่งที่ติดตั้งยาวตลอดจากเสา A ไปยังเสา C เพื่อให้การปกป้องเมื่อเกิดการชนด้านหน้า ด้านข้าง หรือเมื่อรถพลิกคว่ำ เซนเซอร์ตรวจจับความเร็วที่เก็บข้อมูลและประมวลผลก่อนการชนเพื่อปรับให้ถุงลมนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเพื่อการปกป้องสูงสุดเมื่อเกิดการชนทางด้านหน้าในระดับรุนแรงปานกลางหรือน้อย นอกจากนี้ เบาะที่นั่งสำหรับเด็กของ ISOFIX ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานในรถยนต์ Volvo ยังให้การปกป้องสูงสุดสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 10 ขวบ

Volvo V40 Cross Country D4 เครื่องยนต์ดีเซล 2 ลิตร ทวินเทอร์โบ ราคา 2,099,000 บาท.

VOLVO V40 CROSS COUNTRY D4 TWIN TURBO
engine type...............................turbocharged diesel Drive-E Powertrain
Engine manufacturer................Volvo
Engine code
Cylinders Straight .................4
Capacity...................................2 litre 1,969 cc (120.156 cu in)
Bore × Stroke............................82.0 mm × 93.2 mm 3.23 × 3.67 in
Bore/stroke ratio.......................0.88
Valves.......................................double overhead camshaft (DOHC) 4 valves per cylinder
16 valves in total
maximum power output.........190 PS (187.5 bhp) (140 kW) at 4,250 rpm
Specific output..........................95.2 bhp/litre 1.56 bhp/cu in
maximum torque.....................400 Nm (295 ft·lb) (40.8 kgm) at 1,750-2,500 rpm
Specific torque...........................203.15 Nm/litre 2.46 ft·lb/cu3
Engine construction
sump..........................................wet sumped
compression ratio......................15.8:1
Fuel system................................common rail direct petrol injection
bmep (brake mean effective pressure) 2552.8 kPa (370.3 psi)
Maximum RPM
crankshaft bearings
Engine coolant............................Water
Unitary capacity..........................492.25 cc
Aspiration...................................Turbo D
Compressor.................................n
Intercooler...................................Y
Catalytic converter......................Y

performance
Acceleration 0-100km/h..............7.5 s
Maximum speed .........................210 km/h (130 mph)
Power-to-weight ratio.................116.27 PS/g 85.52 kW/g 114.68 bhp/ton 0.05 bhp/lb
Weight-to-power ratio................11.69 kg/kW 19.53 lb/bhp

Engine position..........................front
Engine layout.............................transverse
Drive wheels..............................front wheel drive
Torque split................................N/A
Steering.......................................rack & pinion EPAS
turns lock-to-lock.......................2.730
Turning circle
Front suspension........................macpherson strut
Rear suspension.........................multi link
Wheel size front.........................7.5x17
Wheel size rear...........................7.5x17 michelin primacy lc
Tyres front...................................225/50 R17 michelin primacy lc
Tyres rear.....................................225/50 R17
Brakes F/R..................................VeDi/Di-S-ABS
Front brake diameter...................300 mm
Rear brake diameter....................280 mm
Gearbox.......................................aisin 8 speed automatic with paddle shift
Top gear ratio..............................0.67
Final drive ratio..........................2.67

Wheelbase..................................2,646 mm
Track/tread (front).......................1,552 mm
Track/tread (rear).........................1,540 mm
Length.........................................4,370 mm
Width...........................................1,802 mm
Height..........................................1,458 mm
Ground clearance.........................145 mm
length:wheelbase ratio.................1.65
Kerb weight.................................1,635 kg 3,605 lb
Weight distribution
fuel tank capacity.........................62 litres13.6 UK Gal 16.4 US Gal

Volvo V40 Cross Country D4 Automatic, 2016 MY information summary
What body style?.......................estate/station wagon with 4/5 seats
How long?.................................4370 mm
How heavy?...............................1635 kg
What size engine?......................2 litre, 1,969 cm3
How many cylinders?.................4, Straight
How much power? ....................190 PS / 187.5 bhp / 140 kW @ 4,250 rpm
How much torque? ....................400 Nm / 295 ft.lb / 40.8 kgm @ 1,750-2,500 rpm
How quick?................................0-100 km/h: 7.5 s
How fast?...................................210 km/h, 130 mph
How economical?......................5.0/3.9/4.3 l/100km urban/extra-urban/combined
What carbon dioxide emissions?....Co2 112.0 g/km

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

https://www.facebook.com/chang.arcom

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    91.7%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    4.2%
  • ประหลาดใจ
    4.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement