จิ๋วอ้อนป๋า อยากพบใจจะขาด - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

จิ๋วอ้อนป๋า อยากพบใจจะขาด

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2559 08:06
16,443 ครั้ง


‘อลงกรณ์’จวกปชป. เลิกการเมืองน้ำเน่า โหวตประชามติ7ส.ค.

“อลงกรณ์” ฟุ้งปฏิรูปไทยติดอันดับโลก ตอก ปชป.เสนอสร้างสรรค์บ้าง เลิกการเมืองโบราณยุแยงตะแคงรั่วได้แล้ว กรธ. ถึงคิวถกโหมดร้อน ที่มา ส.ส.-ส.ว.-นายกฯ บทเฉพาะกาล “วิษณุ” แจงเคลียร์คิวรอ พ.ร.บ.ประชามติ เปิดเนื้อหากำราบใครทำให้วุ่นวายโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี รัฐบาลขยับเลื่อนวันออกเสียงประชามติไปอีก 1 สัปดาห์เป็น 7 ส.ค. “วันชัย” เร่ง คสช.ปั๊มผลงานอย่าใส่ใจ “ทักษิณ” ยุปฏิวัติทั้งทีต้องเอาให้สะเด็ดน้ำ “องอาจ” ย้ำ คสช.อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ข้อเสนอสุดโต่งระวังพัง “นิพิฏฐ์” หนุน “มีชัย” ยึดหลักให้มั่น “จุรินทร์” เชียร์แก้ รธน.ง่ายขึ้น “สุรพงษ์” เย้ยหมดช่วงฮันนีมูนแล้ว “ทักษิณ” พักยกท่อง “ไนแอการา” คสช.ลั่นไม่คุยกับคนไม่รับกฎหมาย “บิ๊กจิ๋ว” ยันไม่เกี่ยวข้องกับ “นายใหญ่” อ้อนคิดถึงอยากพบ “ป๋า” ใจจะขาด กระตุก คสช.อย่าเพิ่มความเกลียดชัง

จากกรณีที่ฝ่ายการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ดาหน้าโจมตีร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. ล่าสุด นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ตอกกลับพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ควรให้ข้อเสนอแนะแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่ยุแยงตะแคงรั่วแบบการเมืองยุคเก่าๆ จนประชาชนเอือมระอา

“อลงกรณ์” ฟุ้งปฏิรูปไทยติดอันดับโลก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และนายวรพันธ์ เย็นทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายก-รัฐมนตรี ผู้แทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังปัญหาตามโครงการ “สนช.พบประชาชน” โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ขอส่งข่าวไปยังพรรคการ-เมืองที่ระบุว่าไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเลย ขอให้เปิดหูเปิดตา การปฏิรูปเดินหน้าไปได้มาก สปท.ส่งรายการปฏิรูปไปยัง ครม. 8 เรื่อง ซึ่ง ครม.ให้ความเห็นชอบ และกำลังดำเนินการอีกหลายเรื่อง ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดการปฏิรูปและพัฒนาไปมาก ติดอันดับโลกหลายเรื่อง รัฐบาลยังกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าหมายคือการสืบทอดภารกิจการปฏิรูปให้เสร็จ ไม่ใช่สืบทอดอำนาจอย่างที่ฝ่ายการเมืองระบุ

อบต.รวมตัวค้านตัดตอนท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดรับฟังปัญหาจากส่วนราชการ นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ประธานชมรมองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือคัดค้านการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อนายพีระศักดิ์ และนายอลงกรณ์ เพราะเห็นว่าแนวทางการปรับโครงสร้างอำนาจหน้าที่ ขนาด และรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น สปท. อาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในระดับพื้นที่จนไม่สามารถขับเคลื่อนได้มีประสิทธิภาพ เกิดกลุ่มการเมืองระดับพื้นที่เพิ่ม แบ่งแยกประชาชน และไม่สามารถทำให้การบริหารที่เป็นเอกลักษณ์คือความใกล้ชิดประชาชนคงอยู่ได้

ตอก ปชป.เลิกการเมืองน้ำเน่าซะที

นายอลงกรณ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า นัดหารือกับนายสุรชัยถึงประเด็นการตั้งคำถามควบคู่กับการทำประชามติ วันที่ 14 มี.ค. เพื่อหาแนวทางและวิธีการเสนอคำถาม และนำผลการหารือที่ได้เข้าสู่ที่ประชุมวิป สปท.ต่อไป เบื้องต้นกำหนดให้สปท. ต้องส่งคำถามประชามติให้ สนช.ภายในวันที่ 5 เม.ย. ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอเรื่องระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี คิดว่าจำเป็นต้องมี เพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่วังวนก่อนการรัฐประหารอีก ต้องยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองยังไม่ยอมลดราวาศอก เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า หากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ถูกกดดันมากอาจลาออกได้ นายอลงกรณ์ตอบว่า พรรคประชา-ธิปัตย์ควรเสนออะไรที่ดีกว่านี้ ควรเสนอสิ่งสร้างสรรค์มากกว่าการยุแยงตะแคงรั่วแบบการเมืองยุคเก่าๆ ที่ไม่สามารถเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนได้ การร่างรัฐธรรมนูญในภาวะวิกฤติไม่สามารถถูกใจใครได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ถึงคิวถกปรับโครงสร้างการเมือง

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือประเด็นโครงสร้างทางการเมือง วิธีการเลือก ส.ส. ที่มา ส.ว. ที่มานายกรัฐมนตรี และบทเฉพาะกาล คาดว่าการประชุมสัปดาห์นี้จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาพูดคุยกัน เหตุผลที่นำมาพิจารณาช่วงท้ายๆ เนื่องจากมีหลายฝ่ายส่งความเห็นเข้ามามาก และแต่ละข้อเสนอค่อนข้างมีความแตกต่างและซับซ้อนกว่าเรื่องอื่นๆ และการวางกลไกทางการเมืองจะมีผลต่อโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น กรธ.จำเป็นต้องพิจารณาและศึกษารายละเอียดต่างๆให้เกิดความรอบคอบและถี่ถ้วน ส่วนข้อเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ให้มี ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ยังไม่มีการพูดคุยกัน ต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่ส่งมาก่อน มั่นใจว่าการพิจารณาของ กรธ.เป็นไปตามมาตรฐานและหลักวิชาการ ทุกสิ่งยังเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ กรธ.ตั้งใจไว้ เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเสร็จสิ้นประชาชนจะยอมรับได้

เร่งปั๊มผลงานอย่าใส่ใจ “ทักษิณ”

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า เหลือเวลาอีกปีเศษจะมีการเลือกตั้ง ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้าย ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ฝ่ายการเมืองต้องเร่งขยับเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง คสช.ก็ต้อง
เตรียมพร้อมส่งต่ออำนาจให้กับการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะตอบโต้วิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้น เห็นได้ว่า พอนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีขยับ บริวารก็เขยื้อนรับเป็นลูกระนาด มีทีท่าว่าคงไม่ปล่อยให้ คสช.ขับเคลื่อนไปแต่ฝ่ายเดียว แต่ คสช. และแม่น้ำทั้ง 5 สายไม่ต้องวิตกกังวล เวลาของ คสช.เหลือน้อยเต็มทีต้องรีบขับเคลื่อนการทำงาน แข่งกับข้อกล่าวหาโจมตี โดยเฉพาะการปฏิรูปควรประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าจะทำเรื่องใหญ่ๆสัก 4-5 เรื่องให้เสร็จในเวลา 1 ปีที่เหลือ ต้องจัดลำดับความสำคัญและบอกกับประชาชนว่าจะเสร็จเมื่อไร อย่างไร เชื่อว่าประชาชนจะยอมรับและสนับสนุนเต็มที่

ปฏิวัติทั้งทีต้องเอาให้สะเด็ดน้ำ

นายวันชัยกล่าวอีกว่า อย่างรัฐธรรมนูญประกาศให้ชัดเจนไปเลย ให้การปฏิวัติครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก ก่อนส่งต่ออำนาจต้องวางหลักเกณฑ์กติกาให้มั่นใจว่าความเลวร้ายแบบเก่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ควรวางกลไกให้บ้านเมืองมั่นคง สงบเรียบร้อย ยั่งยืนในอนาคตแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าปล่อยให้เป็นประชาธิปไตยแบบพรวดพราด แล้วกลับมาสู่วงจรอุบาทว์อีก จะถือว่าเป็นความเสียหายของ คสช. ที่ทำไม่สะเด็ดน้ำ ถ้ามั่นใจว่าทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน ไม่หวังสืบต่ออำนาจทำไปเลย เพราะคนที่กล่าวหาโจมตีไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายอะไรที่จะเกิดขึ้น

แนะ กรธ.ปรับ ม.54 ชี้จุดอ่อนอื้อซ่า

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน แม้ กรธ.จะแก้ไขแล้ว แต่ยังไม่ตอบโจทย์ และไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ไขปัญหาของ กรธ. ที่ไปเปลี่ยนหมวดสิทธิชุมชนให้อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ แม้เป็นเจตนาดีแต่ไม่แก้ไขปัญหา เพราะไม่มีความชัดเจน จะกลายเป็นปัญหาให้ต้องตีความ และการตัดคำว่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 50 ออกไป ทำให้การดำเนินการใดของรัฐที่จะเข้าข่ายมาตรา 54 จำกัดแคบลงไปมาก รวมถึงไม่มีข้อบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) รวมทั้งไม่บัญญัติเพิ่มเติมเรื่องการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) เป็นข้อเสนอการปฏิรูปของ สปช. ที่สำคัญไม่มีข้อบัญญัติเรื่องการให้ความเห็นประกอบขององค์กรอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ถือเป็นการตัดองค์กรอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 50 ออกไป

ครม.เคลียร์คิวรอ พ.ร.บ.ประชามติ

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ก่อนหน้านี้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งร่างไม่เป็นทางการมาให้ดู มีจำนวน 60 มาตรา กกต.ร่วมร่างกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อความรวดเร็ว และบอกว่าเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ส่งมาวันที่ 14 มี.ค. เพื่อเตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 15 มี.ค. จากนั้นส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจดูความเรียบร้อย 1-2 วัน ก่อนส่งให้ สนช.พิจารณาสัปดาห์หน้า เนื้อหาเดิมที่ กกต.คิดออกเป็น 2 ช่วงคือ ออกเป็น พ.ร.บ. และมีประกาศตามมานั้น ยังไม่ทราบว่ามีการแก้ไขแล้วหรือไม่ แต่บอกไปว่าให้เขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ.นี้ให้หมด หากนำมาประกาศภายหลังในเรื่องของความผิดและโทษจะไม่มีใครเห็น

เปิดเนื้อหาเบ็ดเสร็จ 64 มาตรา

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต.ว่า การประชุม กกต.วันที่ 14 มี.ค. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีทั้งสิ้น 64 มาตรา แบ่งเป็น 3 หมวด เพื่อส่งให้ ครม. วันที่ 15 มี.ค. มีสาระสำคัญคือ คุณสมบัติผู้มีสิทธิออกเสียง มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันออกเสียง กกต.ต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันของบุคคลทุกฝ่าย กรณีหน่วยออกเสียงใดไม่สามารถกระทำการออกเสียง หรือนับคะแนนออกเสียงให้เสร็จสิ้นได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอื่น ให้กรรมการประจำหน่วยประกาศงดการออกเสียง งดการนับคะแนน แล้วรายงาน กกต. และให้ กกต.กำหนดวันออกเสียงหรือวันนับคะแนนใหม่ สำหรับบัตรเสียไม่ให้นับเป็นคะแนนออกเสียง

ขู่คนทำวุ่นวายจำคุกสูงสุด 10 ปี

ส่วนการควบคุมการออกเสียงและบทกำหนดโทษ กำหนดห้าม กกต. เจ้าหน้าที่ กกต. ผู้ได้รับมอบหมายจาก กกต. เจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ขัดขวางไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือผู้ใดกระทำการขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว หลอกหลวง บังคับ ขู่เข็ญ พนัน เรียกรับประโยชน์ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อทุกประเภท หรือในช่องทางอื่นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว ก่อความ
วุ่นวาย เผยแพร่ผลสำรวจความเห็นประชาชนระหว่าง 7 วันก่อนออกเสียงถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง มีความผิดทางอาญา โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี หากผู้ใดทำให้ต้องจัดออกเสียงประชามติใหม่ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

รัฐบาลขยับวันออกเสียงไป 7 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการยืนยันจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะมีการปรับร่างพ.ร.บ.ฯ ในเรื่องของกติกาการใช้สิทธิ คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ กกต.นำไปบัญญัติไว้ในระเบียบ กกต. เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.มีความกระชับขึ้น นอกจากนี้ยังมีการประสานกันภายในระหว่างรัฐบาล กกต. และ สนช. ให้เร่งพิจารณาให้เสร็จทันตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ รัฐบาลเห็นว่าควรกำหนดให้วันที่ 7 ส.ค. เป็นวันออกเสียงประชามติ ไม่ใช่วันที่ 31 ก.ค. ตามที่ กกต.เสนอไปก่อนหน้านี้ แต่ยังอยู่ในกรอบเวลา 120 วัน ที่กฎหมายกำหนด กกต.ได้ขอให้ สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ให้มีผลบังคับใช้ไม่เกินวันที่ 13 เม.ย. ที่ กรธ.จะส่งสรุปร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.จัดพิมพ์ร่างฯเพื่อเผยแพร่ หากล่าช้าจะกระทบต่อการจัดการออกเสียง และการเบิกจ่ายงบประมาณของ กกต.

ย้ำ คสช.อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงว่า ท่าทีของ คสช. และรัฐบาล ที่จะส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึง กรธ. เสนอให้มี ส.ว.สรรหา 200 คน ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้น ถือว่าดีกว่าแอบสั่งด้วยวาจา เหมือนที่เคยสั่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้บรรจุคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) จนทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และควรเปิดเผยหนังสือดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช.และรัฐบาลควรรับฟังคนอื่นด้วย ไม่ควรเอาความคิดตนเป็นใหญ่ อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ไม่ส่งผลดี

ข้อเสนอสุดโต่งระวังเจอสิ่งไม่คาดฝัน

นายองอาจกล่าวต่อว่า กรธ.ต้องคิดให้รอบคอบ ควรดูอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ให้สอดคล้องกับวิธีการได้มา ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วม ก็ไม่ควรมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมาอย่างข้อเสนอ ของ สปท. และ สนช. บางคน ให้ ส.ว.มีอำนาจหน้าที่ มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯได้นั้น ข้อเสนอใดที่แสดงออกถึงความต้องการมากเกินไปอย่างสุดขั้ว ย่อมไม่ได้รับการยอมรับ กรธ.ควรยืนหยัดในจุดยืนบนความพอดี อะไรที่เกินพอดีย่อมไปไม่ถึงฝั่งฝัน ข้อเสนอใดที่สุดขั้ว สุดโต่งเกินไปย่อมเป็นตัวการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองอาจนำไปสู่ปัญหาตามมาอย่างคาดไม่ถึง อยากให้ กรธ.คิดเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ว.เลือกตั้งทางอ้อมจาก 20 สาขาอาชีพใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ให้ผู้สนใจสมัครเป็น ส.ว. ตามกลุ่มสาขาอาชีพเหมือนเดิม แต่ให้เลือกกันเองภายในกลุ่มให้มากกว่าจำนวน ส.ว. 2 หรือ 3 เท่า เช่น กำหนดให้มี ส.ว. 200 คน ก็ให้เลือกมา 400-600 คน แล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกให้เหลือ 200 คน จะได้รับการยอมรับมากขึ้น

“นิพิฏฐ์” หนุน “มีชัย” ตั้งหลักให้ดี

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากข้อเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้มี ส.ว.สรรหาช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เท่าที่ฟัง กรธ.ยังยืนยันบอกไม่เอา ไม่แก้ เพราะผิดหลักการที่วางไว้ อยากให้เป็น ส.ว.แบบเลือกไขว้ อยู่ที่ กรธ.ต้องวางหลักยืนหยัดให้ดี ไม่รู้จะทนเเรงเสียดทานไหวหรือไม่ แต่เราต้องเชื่อมั่นไว้ก่อนว่าคนอย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. มีหลักไม่ยอมเปลี่ยนมากจนไม่เห็นเค้าหลักการเดิม ถ้าเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิม จะถูกเเรงต้านจนมีผลกับประชามติ นายมีชัยคงไม่ยอม คสช.ก็พยายามกดดัน ความจริงควรคุยกันก่อน ไม่เช่นนั้นนายมีชัยจะมีสภาพเหมือนนายบวรศักดิ์ เชื่อว่านายมีชัยคงไม่ยอมถูกกระทำแบบนั้น การเสนอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยไม่คุยกันก่อน เหมือนใช้กระเเสบีบ ต้องยอมรับว่ากระเเสความนิยม คสช.ยังดีอยู่ ดังนั้นนายมีชัยต้องมั่นคงทนเเรงเสียดทานให้ได้

เชียร์หั่นเงื่อนไขแก้ รธน.ง่ายขึ้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ กรธ.มีแนวโน้มจะปรับแก้เงื่อนไขให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้นนั้น ขอสนับสนุน เพราะการกำหนดเงื่อนไขลักษณะนี้ เสมือนปิดทางเกือบจะเรียกว่าทำไม่ได้เลย อาจนำประเทศไปสู่ทางตันในอนาคตได้ ดังนั้นดีที่สุดควรแค่ใช้เสียงเกินกว่าครึ่งของรัฐสภาน่าจะเพียงพอ และยังช่วยลดแรงเสียดทานประเด็นต่างๆที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับลงไปได้ระดับหนึ่ง อาจช่วยให้สังคมมีทางออกไปสู่การแก้ไขได้ในอนาคต รวมทั้งไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นโดยไม่จำเป็น

พท.ขอ กรธ.ให้เห็นแก่ลูกหลาน

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรธ.ไม่ควรเขียนรัฐธรรมนูญเป็นของขวัญให้ใคร ต้องแน่วแน่ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันที่จะทำให้เกิดการเว้นวรรคประชาธิปไตย เช่น ให้มีแต่ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพราะแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่ดี แต่คงมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขในอนาคต เช่น ปัญหาการไม่เคารพผลเลือกตั้งและการตัดสินใจของประชาชน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องหลักนิติธรรม ปัญหาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ความง่ายในการสร้างสถานการณ์ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การแบ่งสีแบ่งฝ่ายที่มีแนวโน้มลดลง ขอให้ มองอนาคตลูกหลาน อย่าเพียงสนองความต้องการเฉพาะหน้า

รัฐบาล-คสช.หมดเวลาฮันนีมูน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากเตือนหัวหน้า คสช. ว่าโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติมีสูง เพราะ พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์เริ่มมีความคิดไม่เห็นด้วยกับการให้มีแต่ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย น่าเป็นห่วงว่า คสช.จะถึงทางตัน การแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. เริ่มถูกเปิดเผยออกมา ปิดเท่าไรก็ปิดไม่มิด นี่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาล และหมู่มิตรที่เคยร่วมกันมาก็แปรเปลี่ยนความรู้สึกดีๆที่เคยมีต่อกัน รวมถึงปัญหาภัยแล้ง แรงงาน ข้าวของแพง ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวผ่านไปได้ หากผู้นำไม่มีความรู้ความสามารถและทีมงานที่เก่งพอ อยากให้รัฐบาลและ คสช.รีบเตรียมรับสถานการณ์ไว้แต่เนิ่นๆ เพราะหมดช่วงเวลาฮันนีมูนแล้ว

ตอกย้ำ ส.ว.ลากตั้งเผด็จการซ่อนรูป

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอให้มีแต่ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะสุดท้ายก็คือการแต่งตั้ง เมื่อถึงเวลาทำประชามติประชาชนจะยอมรับหรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อให้การทำประชามติง่ายขึ้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติ คิดว่ายังมีคนที่ไม่ยอมรับอยู่ แล้วปัญหาบ้านเมืองจะจบได้อย่างไร เพราะที่สุดแล้ว ส.ว.สรรหาจะเป็นเผด็จการซ่อนรูปอยู่ดี แล้วประเทศต่างๆที่จับตาดูเราอยู่จะมองอย่างไร ก่อนหน้านี้เรามีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย รัฐบาลยังอยู่ได้ไม่กี่ปี แล้วแบบนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้อย่างไร ผู้มีอำนาจมองแต่มิติความมั่นคงอย่างเดียว

จวก “วันชัย” หยุดเชลียร์ก่อเกลียดชัง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สปท. กระตุ้น คสช.ให้เร่งปฏิรูปประเทศไม่ต้องกังวลต่อ การโจมตีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะมีจิตใจอคติและทรรศนะที่ชั่วร้าย ว่า นายวันชัยพูดถูกครึ่งเดียว คือการเรียกร้องให้ คสช.สร้างผลงาน เพราะทุกวันนี้ประชาชนลำบากเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ปัญหาภัยแล้งแม่น้ำทุกสายแห้งขอด ไม่อู้ฟู่เหมือนแม่น้ำ 5 สายที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ มีเงินเดือน มีเบี้ย ประชุม มีรายได้ไม่ขาดมือหรือไม่ นายวันชัยเอาพฤติกรรมตัวเองมากล่าวหาคนอื่นหรือไม่ จะเชลียร์ผู้มีอำนาจเพราะกลัวตกงานก็ทำไป แต่การแสดงความเห็นของสมาชิกพรรคเพื่อไทยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครเป็นบริวารใคร ติเพื่อก่อ ถ้า สปท.มีอคติและทัศนคติที่เป็นลบ ไม่รับฟังคำทักท้วงจากผู้เห็นต่าง จะไปปฏิรูป อะไร จะสร้างความปรองดองได้อย่างไร ขอให้นายวันชัยเรียนรู้ว่างานการเมืองไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ก็มีพื้นที่ข่าวได้

โวยปิดช่องหายใจประชาธิปไตย

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้าเอาตามข้อเสนอ พล.อ.ประวิตร จะเป็นการปิดช่องหายใจของระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยควรมี ส.ว.จากการเลือกตั้งบ้าง ให้เลือกตั้ง ส.ว.อย่างน้อยจังหวัดละคนก็ยังดี ส่วนจะมี ส.ว.แต่งตั้งเท่าไหร่ก็ว่าไป ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญดีแล้วไม่อยากให้จุดเล็กๆมาทำให้เป็นปัญหา เพราะในต่างจังหวัดกระแสต่อต้านไม่ค่อยมีแล้ว รัฐบาลจะได้ไม่ต้องออก แรงมาก ถ้าไม่ดึงดันทุกอย่างก็จะเป็นไปตามโรดแม็ป เมื่อถามว่า ส.ว.แต่งตั้งจะมีแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น นายสนองตอบว่า ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน จะให้เชื่อถือได้อย่างไร

“ยะใส” ชี้ ส.ว.เปลี่ยนผ่านคือจุดอ่อน

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เห็น คสช.คิดแต่วางกลไกพิเศษทางอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ลืมออกแบบกลไกปฏิรูปอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเสนอเรื่อง ส.ว.สรรหาที่มีอำนาจพิเศษ 5 ปี เป็นการวางกลไกสืบทอดอำนาจเท่านั้น เหมือนเรายังไม่รู้เลยว่าเรือลำนั้นโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่อยู่ๆจะให้คนจำนวนหนึ่งลงไปนั่งคุมเรือลำนั้น 5 ปี เว้นแต่ว่าเรือลำนั้นยังเป็นเรือของแป๊ะ ตรรกะ ส.ว.สรรหา 5 ปีจึงเป็นตรรกะลอยๆ อาจกลายเป็นจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.ควรทำปฏิรูปให้เสร็จเป็นรูปธรรมก่อนเลือกตั้ง ไม่อยากให้ฝ่ายใดเอาเรื่องนี้มาอ้างเป็นโวหารไปวันๆ แต่ไม่ได้ทำกันจริงจัง

“วัฒนา” โวยเจออำนาจไม่เป็นธรรม

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมและอีกหลายคนเดือดร้อน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เคยถามว่าทำอะไรให้ใครเสียหายหรือยังที่มายืนตรงนี้ รบกวนใคร หรือมีใครเดือดร้อนกับการมายืนตรงนี้นั้น ลูกชายตนจะรับปริญญา และลูกสาวตนจะเดินทางไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาปีนี้ ในฐานะพ่อควรไปร่วมแสดงความยินดีกับลูกชายและส่งลูกสาวไปเรียนต่อ แต่ไปไม่ได้เพราะถูก คสช.ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ยังมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง ทุกคนล้วนได้รับความเดือดร้อนจากอำนาจอันไม่เป็นธรรม

“ทักษิณ” พักยกเที่ยว “ไนแอการา”

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดได้โพสต์ลงอินสตาแกรม เป็นภาพขณะพักผ่อนอยู่ที่น้ำตกไนแอการา ประเทศแคนาดา พร้อมระบุข้อความประกอบภาพว่า “มาพักผ่อนที่ Niagara Falls Canada หลังเสร็จการประชุมนโยบายด้านความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐฯ ฝ่าย think-tank ของพรรคการเมืองสหรัฐฯ และถกเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา” ขณะที่นางพินทองทา คุณากรวงศ์ (ชินวัตร) บุตรสาว ได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นภาพนายทักษิณยืนชื่นชมน้ำตก กับภาพที่นายทักษิณ และพูดคุยผ่านโปรแกรมเฟซไทม์ (FaceTime) กับหลานๆ พร้อมลงข้อความประกอบภาพว่า “คุณตาส่งรูปมาให้ดูว่าไปน้ำตกไนแอการา ที่แคนาดา หลังเสร็จประชุม 2 สาวเลยเฟซไทม์ไปหา คิดถึงคุณตามากค่ะ”

คสช.ลั่นไม่คุยคนไม่รับกฎหมาย

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร “ไฟแนนเชียล ไทม์ส” ของอังกฤษ เรียกร้องการเจรจา ว่า คสช.ต้องทำตามกฎหมาย การเจรจากับคนที่ไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ใช่วิถีปฏิบัติที่จะยอมรับได้ ยืนยันทุกอย่างต้องว่าตามกฎหมาย เพราะจะเป็นวิธีการนำมาซึ่งความปรองดองของประเทศ การแสดงความคิดเห็นของนายทักษิณ หรือนักการเมืองในช่วงนี้ อาจเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเสร็จปลายเดือน มี.ค. เขาคงเห็นเนื้อหาบางส่วนที่อาจกระทบต่อตัวเองหรือกลุ่มตัวเอง แต่รัฐบาลและ คสช. ไม่ได้มองที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรามองอนาคตประเทศ มองการวางรากฐานให้ประเทศมั่นคง คนไทยมีความรู้ความสามารถ มีศักดิ์ศรีเหมือนประเทศอื่น และมีความสามัคคีปรองดอง

“บิ๊กจิ๋ว” ยันไม่เกี่ยวข้องกับ “นายใหญ่”

วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่บ้านพักซอยปิ่นประภาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวว่า ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าการพูดคุยวันนี้ไปเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่เคยรับเงินใครทั้งสิ้น และไม่มีหน้าที่ต้องพาใครกลับบ้าน การทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจบานปลาย และยืนยันว่าไม่เคยรับคำสั่งใคร การทำงานการเมืองของตนเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ในฐานะเคยรับราชการทหาร ต้องสร้างความสันติสุข โดยใช้ยุทธศาสตร์ของตัวเองที่กำหนดไว้ ทั้งโซ่ข้อกลาง ดอกไม้หลากสี

อ้อนคิดถึงอยากพบ “ป๋า” ใจจะขาด

พล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า ยังเคารพรักและคิดถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ อยากพบ พล.อ.เปรมใจจะขาด แต่ไม่กล้า เพราะเคยได้ยินมาว่าท่านไม่อยากพบนักการเมือง แต่ตนยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง ขณะนี้จัดตั้งกองกำลังส่วนที่ 3 มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นกองกำลังที่ระดมคนมีความรู้ มีความคิดเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยเลิกฆ่ากัน และไม่มองทหารเป็นศัตรู โดยกองกำลังดังกล่าวมีแนวร่วมประกอบด้วย ชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่า กว่า 1 ล้านคน ชาวไทยใหม่หลักแสนคน ประชาชนที่มีฐานะยากจนกว่า 10 ล้านคน ประชาชนจากภาคใต้ และผู้ที่วางอาวุธแล้วประมาณ 2-3 แสนคน ภารกิจหลักคือให้ความรู้ประชาชน ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง สลายทุกสีเสื้อ แต่ไม่คิดว่าต้องพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพราะช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่การรบ แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการพูดคุยกับตนก็ยินดีช่วยเสริมการทำงานของผู้ควบคุมประเทศ

กระตุก คสช.อย่าเพิ่มความเกลียดชัง

เมื่อถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจสร้างความขัดแย้งอีกหรือไม่ เพราะถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการสืบทอดอำนาจ พล.อ.ชวลิตตอบว่า นายกฯ และ คสช. ควรนั่งลงคุยกันในเรื่องที่สังคมกังวล เวลานี้คนไม่ชอบทหารมากขึ้น ความยากจนเป็นเรื่องใหญ่ต้องเร่งแก้ไข มากกว่ามาทุ่มเทเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญ หรือต่อว่านักการเมืองเลว นายกฯต้องอดทนและเปลี่ยนบทบาท อย่าสร้างความเกลียดชังเพิ่ม รัฐธรรมนูญมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างความสงบสุขได้ ต้องสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยปวงชน กับเสรีภาพของบุคคล ไม่ให้เกิดสภาพอนาธิปไตยหรือเผด็จการ ส่วนข้อเสนอให้มีแต่ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้น ถ้าจะมี ต้องเป็น ส.ว.สรรหาที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่สรรหาเพื่อเป็นการเชียร์อีกฝ่าย สร้างความไม่เป็นธรรม ส่วนกลไกพิเศษมีได้ถ้ามีความจำเป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการแถลงข่าวของ พล.อ.ชวลิต มีนายทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 (ปตอ.พัน. 5) จำนวน 3 นาย มาร่วมสังเกตการณ์ นำโดย ร.ต.ทวีศักดิ์ สุขเจริญ รองผู้บังคับหมวด ปตอ.พัน. 5 ร.ต.ทวีศักดิ์ระบุว่า มาสังเกตการณ์ตามภารกิจประจำพื้นที่

แจงนายกฯสั่งพักงาน “ธาริต” ได้

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีร่ำรวยผิดปกติ และส่งให้ผู้บังคับบัญชาคือนายกรัฐมนตรี ดำเนินการทางวินัยว่า ปัจจุบันนายธาริตเป็นข้าราชการระดับ 10 อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ยังมีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ผู้บังคับบัญชาคือนายกฯ ตามขั้นตอน เมื่อนายกฯได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช.แล้ว จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการสอบ ระหว่างสอบสามารถให้นายธาริตพักงานก่อนได้ ที่ผ่านมาบางรายก็พัก บางรายก็ไม่ต้องพัก

จี้ ป.ป.ช.สอบปมจดหมายน้อย “วิษณุ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 มี.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย จะส่งหนังสือถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ทำจดหมายถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขอพักการลงโทษให้ผู้ต้องโทษรายหนึ่ง ว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาตรา 123 ก่อนหน้านี้นายเรืองไกรส่งหนังสือถึงนายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชานายวิษณุ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ระบุว่า การทำจดหมายดังกล่าวเกิดขึ้นที่ห้อง ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาราชการ เป็นการทำจดหมายขึ้นในฐานะรองนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และมีกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องหา ที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดมาแล้ว ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องเร่งพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็วว่า นายกฯ ได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยประมวลจริยธรรมหรือไม่ หากไม่ดำเนินการ ป.ป.ช.ควรพิจารณาว่าเป็นการปล่อยปละละเลยหรือไม่

โพลชี้ จนท.รัฐเอี่ยวกลุ่มผู้มีอิทธิพล

วันเดียวกันสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “การปราบปรามผู้มีอิทธิพล (มาเฟีย) ของ คสช.” พบว่าร้อยละ 74.62 เห็นด้วยเพราะเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 73.90 เห็นว่าหากทำได้จริงบ้านเมืองคงสงบเรียบร้อย ร้อยละ 71.74 เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะปราบปรามได้ทั้งหมด เมื่อถามว่าผู้มีอิทธิพลที่ประชาชนคิดว่าควรเร่งปราบปรามมากที่สุดคือใคร อันดับ 1 ร้อยละ 88.87 ระบุว่า ผู้ค้ายาเสพติด ของผิดกฎหมาย อาวุธเถื่อน อันดับ 2 ร้อยละ 78.46 ระบุว่า นักการเมือง นักการเมืองท้องถิ่น อันดับ 3 ร้อยละ 73.26 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ กลุ่มคนมีสี ตำรวจ ทหาร อันดับ 4 ร้อยละ 67.41 ระบุว่า นายทุนเงินกู้นอกระบบ เปิดบ่อน หวยใต้ดิน อันดับ 5 ร้อยละ 61.73 ระบุว่า พวกค้าแรงงาน ค้ามนุษย์ โดยร้อยละ 85.43 เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มีเพียงร้อยละ 1.28 เท่านั้น ที่เชื่อว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    42.0%
  • ไม่ชอบ
    18.5%
  • สนุก
    21.7%
  • ประหลาดใจ
    10.0%
  • เสียใจ
    0.2%
  • ให้กำลังใจ
    7.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement