วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“คิง เพาเวอร์” แจงเงื่อนไขประมูลดิวตี้ฟรี ทำงานรัฐควรมีธรรมาภิบาล

นายสมบัตร เดชาพานิชกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงการให้บริการจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ภายในสนามบินที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เป็นผู้กำกับดูแลว่า ข่าวที่ออกมาค่อนข้างสับสน จึงขอโอกาสชี้แจงความเป็นจริงเพื่อให้สาธารณชน และหน่วยงานรัฐเข้าใจ ทั้งเพื่อให้รับทราบความจริงของเรื่องทั้งหมดด้วย ดังนี้

1.การให้บริการการส่งมอบสินค้าปลอดอากรจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง ณ สนามบินสุวรรณภูมินั้น หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2548 ทอท.ได้ออกเงื่อนไขการประมูล (TOR) เพื่อคัดเลือกผู้รับอนุญาตเพียงรายเดียวเข้าดำเนินการโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้เข้าร่วมประมูลด้วย และหลังจากที่ชนะ ก็ได้จัดตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ สุววรณภูมิ จำกัด ขึ้น และได้ลงนามในสัญญากับ ทอท. เพื่อเข้าดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุใน TOR การประมูลครั้งนั้น มีผู้เข้าร่วมประมูล 5 กลุ่มด้วยกันคือ 1) กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 2) บริษัท มาสเตอร์มายนด์ 3) กลุ่มบริษัทเอื้อวัฒนสกุล 4) กลุ่มบริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า และ 5) กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์

ในเงื่อนไขระบุชัดเจนว่า“ผู้รับอนุญาตจะได้รับสิทธิ์ให้ดำเนินการพัฒนา ตลอดจนบริหารการจัดการพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์สำหรับร้านค้าย่อย ทั้งนี้ ขอบเขตของโครงการไม่รวมถึงการดำเนินงานต่อไปนี้ 1.ร้านค้าปลอดอากร 2.การบริหารพื้นที่เพื่อการโฆษณา และ 3.กิจกรรมการให้บริการสินค้าด้านการขนส่งให้กับผู้โดยสารของท่าอากาศยาน เช่น รถแท็กซี่ รถบัส รถลีมูซีน เป็นต้น

บริษัทจึงมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในฐานะผู้ชนะประมูลที่ได้ลงนามไว้กับทาง ทอท.ในการเป็นผู้ได้รับสิทธิ์คัดเลือกเป็นผู้ประกอบการรายย่อยเข้าประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้า ร้านอาหาร หรือบริการต่างๆ รวมถึงการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร ณ จุด Pick Up Counter ซึ่งคิง เพาเวอร์ได้ดำเนินการมานับแต่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2549 จนถึงปัจจุบันรวมกว่า 9 ปี นั่นย่อมหมายถึงผู้ประกอบการที่ได้ซื้อซองไป รวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลย่อมรู้ และเข้าใจถึงขอบเขตการดำเนินงานตามที่ระบุไว้ใน TOR เป็นอย่างดี

2.การให้บริการจุดส่งมอบสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Pick Up Counter) ณ สนามบินดอนเมืองนั้น ในปี พ.ศ.2555 รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดสนามบินดอนเมืองใช้งานอีกครั้ง ทอท.จึงได้เปิดให้มีการประมูลกิจกรรมภายในสนามบินดอนเมืองขึ้น หนึ่งในกิจกรรมที่ ทอท. เปิดให้ประมูลก็คือ ร้านค้าปลอดอากร และบริการส่งมอบสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง แต่ครั้งนี้ ทอท.ได้นำกิจกรรมร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และกิจกรรมให้บริการ ณ จุดส่งมอบสินค้าผนวกรวมกันไว้ใน TORเดียว

ผู้ชนะประมูลจะได้เป็นผู้ประกอบกิจการเพียงรายเดียวทั้งสองกรณีในสนามบินดอนเมือง “นอกจากคิง เพาเวอร์ ที่ชนะประมูลแล้ว ยังมีผู้ประมูลรายอื่นๆด้วยคือ เดอะมอลล์กรุ๊ปจับมือกับ Shilla (ดิวตี้ฟรีเกาหลี), บริษัทสยามฟิวเจอร์ จับมือกับ Lotte (ดิวตี้ฟรีเกาหลี) และสุดท้ายคือกลุ่มเซ็นทรัล ส่วนสัญญานี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย.2565

3.จากข้อเท็จจริงใน ข้อ 1 และ 2 จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ซื้อซอง TOR รวมผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย ย่อมทราบโดยกระจ่างชัดถึงขอบเขต และสิทธิ์ที่จะได้รับจากการร่วมประมูลของทั้งสองโครงการและเมื่อบริษัทเป็นผู้ชนะ จึงมีสิทธิ์โดยชอบธรรมตามสัญญาที่ได้ลงนามไว้กับ ทอท.ให้เป็นผู้รับอนุญาตและการรักษาไว้ซึ่งสิทธิ์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตนเอง มิได้เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายอื่นแต่ประการใด “ผมเชื่อมั่นว่าหากผู้ประกอบการรายอื่นชนะประมูล เขาเหล่านั้นย่อมจะรักษาสิทธิ์ที่ได้มาของเขาเต็มที่ เช่นเดียวกับที่บริษัทได้กระทำอยู่” แต่ละกลุ่มบริษัทย่อมต้องรับสภาพและเคารพในสิทธิ์ที่เป็นของผู้ประกอบการอื่นอย่างซื่อตรง ยกตัวอย่างเช่น การที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลเพื่อเข้าประกอบการร้าน Duty Free ในสนามบิน Incheon ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งบริษัทไม่ได้รับการคัดเลือกแต่ก็มิได้ทักท้วงประการใด ทั้งยังยอมรับและเคารพในสิทธิ์ของบริษัทเกาหลีใต้ที่ชนะการประมูลดังกล่าวไปด้วย

4.เงื่อนไขการอนุญาต หรือเปิดประมูลหาผู้รับอนุญาตในกิจกรรมต่างๆของรัฐนั้น ผู้เป็นเจ้าของโครงการย่อมมีสิทธิ์จะกำหนดว่า กิจกรรมใดควรผนวกเข้าด้วยกัน หรือแยกจากกัน เพื่อความเหมาะสม ต่างกรรมต่างวาระกันไป เช่น โครงการรถไฟฟ้าต่างๆในการประมูลแต่ละครั้งก็แตกต่างกันออกไป โดยที่บางโครงการอาจเปิดประมูลผู้รับจ้างก่อสร้างเท่านั้น แต่บางโครงการอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นผู้บริหารโครงการ และจัดเก็บรายได้ด้วย

การที่มีผู้กล่าวอ้างว่า โครงการหรือกิจกรรมใดไม่ควรอยู่ด้วยกัน แต่ควรแยกออกจากกันนั้น เป็นการก้าวก่ายดุลพินิจของรัฐ ทั้งที่มิได้เป็นหน่วยงานรัฐ หรือมิได้เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังจากที่โครงการได้เริ่มดำเนินการมาแล้วเป็นเวลานานนั้นก็เพียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ถูกใจ และตรงตามความต้องการของผลประโยชน์พวกพ้องตนเท่านั้น

นอกจากนี้ ความพยายามใช้วิธีข่มขู่ต่างๆ เช่น จะดำเนินคดีฟ้องร้องภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือก “ถูกฟ้องร้องจากการที่รัฐไม่ยอมละเมิดสิทธิ์ หรือสัญญาที่มีอยู่กับเอกชน” หรือจะเลือก “ถูกฟ้องร้องเนื่องจากไปละเมิดสิทธิ์เอกชนที่ได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง” อย่างไหนดูมีเหตุมีผลเป็นธรรมตามกฎหมายมากกว่ากัน

“ผมอยากเรียนว่า การที่หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการเปิดประมูลเพื่อหาผู้เข้ารับสิทธิ์ และจ่ายผลตอบแทนที่ดีกว่าได้แล้ว แต่ภายหลังมีเอกชนรายอื่นที่แพ้การประมูล หรือมิได้เข้าร่วมประมูลกลับได้รับสิทธิ์ต่างๆเช่นเดียวกันกับผู้ชนะประมูลอย่างถูกต้องล่ะก็...การประมูลจะมีประโยชน์อะไร” ทุกฝ่ายจึงควรมีธรรมาภิบาลพอที่จะยอมรับ และเคารพผลแห่งการประมูลและเมื่อสัญญาต่างๆ ได้สิ้นสุดลง ทุกฝ่ายย่อมมีสิทธ์ิโดยเสมอภาคที่จะเข้าร่วมประมูลอีกครั้ง.