“คิง เพาเวอร์” แจงเงื่อนไขประมูลดิวตี้ฟรี ทำงานรัฐควรมีธรรมาภิบาล - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

“คิง เพาเวอร์” แจงเงื่อนไขประมูลดิวตี้ฟรี ทำงานรัฐควรมีธรรมาภิบาล

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2559 06:01
1,710 ครั้ง


นายสมบัตร เดชาพานิชกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงการให้บริการจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ภายในสนามบินที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เป็นผู้กำกับดูแลว่า ข่าวที่ออกมาค่อนข้างสับสน จึงขอโอกาสชี้แจงความเป็นจริงเพื่อให้สาธารณชน และหน่วยงานรัฐเข้าใจ ทั้งเพื่อให้รับทราบความจริงของเรื่องทั้งหมดด้วย ดังนี้

1.การให้บริการการส่งมอบสินค้าปลอดอากรจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง ณ สนามบินสุวรรณภูมินั้น หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2548 ทอท.ได้ออกเงื่อนไขการประมูล (TOR) เพื่อคัดเลือกผู้รับอนุญาตเพียงรายเดียวเข้าดำเนินการโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้เข้าร่วมประมูลด้วย และหลังจากที่ชนะ ก็ได้จัดตั้งบริษัท คิง เพาเวอร์ สุววรณภูมิ จำกัด ขึ้น และได้ลงนามในสัญญากับ ทอท. เพื่อเข้าดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุใน TOR การประมูลครั้งนั้น มีผู้เข้าร่วมประมูล 5 กลุ่มด้วยกันคือ 1) กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 2) บริษัท มาสเตอร์มายนด์ 3) กลุ่มบริษัทเอื้อวัฒนสกุล 4) กลุ่มบริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า และ 5) กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์

ในเงื่อนไขระบุชัดเจนว่า“ผู้รับอนุญาตจะได้รับสิทธิ์ให้ดำเนินการพัฒนา ตลอดจนบริหารการจัดการพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์สำหรับร้านค้าย่อย ทั้งนี้ ขอบเขตของโครงการไม่รวมถึงการดำเนินงานต่อไปนี้ 1.ร้านค้าปลอดอากร 2.การบริหารพื้นที่เพื่อการโฆษณา และ 3.กิจกรรมการให้บริการสินค้าด้านการขนส่งให้กับผู้โดยสารของท่าอากาศยาน เช่น รถแท็กซี่ รถบัส รถลีมูซีน เป็นต้น

บริษัทจึงมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในฐานะผู้ชนะประมูลที่ได้ลงนามไว้กับทาง ทอท.ในการเป็นผู้ได้รับสิทธิ์คัดเลือกเป็นผู้ประกอบการรายย่อยเข้าประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้า ร้านอาหาร หรือบริการต่างๆ รวมถึงการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร ณ จุด Pick Up Counter ซึ่งคิง เพาเวอร์ได้ดำเนินการมานับแต่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2549 จนถึงปัจจุบันรวมกว่า 9 ปี นั่นย่อมหมายถึงผู้ประกอบการที่ได้ซื้อซองไป รวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลย่อมรู้ และเข้าใจถึงขอบเขตการดำเนินงานตามที่ระบุไว้ใน TOR เป็นอย่างดี

2.การให้บริการจุดส่งมอบสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Pick Up Counter) ณ สนามบินดอนเมืองนั้น ในปี พ.ศ.2555 รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดสนามบินดอนเมืองใช้งานอีกครั้ง ทอท.จึงได้เปิดให้มีการประมูลกิจกรรมภายในสนามบินดอนเมืองขึ้น หนึ่งในกิจกรรมที่ ทอท. เปิดให้ประมูลก็คือ ร้านค้าปลอดอากร และบริการส่งมอบสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง แต่ครั้งนี้ ทอท.ได้นำกิจกรรมร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และกิจกรรมให้บริการ ณ จุดส่งมอบสินค้าผนวกรวมกันไว้ใน TORเดียว

ผู้ชนะประมูลจะได้เป็นผู้ประกอบกิจการเพียงรายเดียวทั้งสองกรณีในสนามบินดอนเมือง “นอกจากคิง เพาเวอร์ ที่ชนะประมูลแล้ว ยังมีผู้ประมูลรายอื่นๆด้วยคือ เดอะมอลล์กรุ๊ปจับมือกับ Shilla (ดิวตี้ฟรีเกาหลี), บริษัทสยามฟิวเจอร์ จับมือกับ Lotte (ดิวตี้ฟรีเกาหลี) และสุดท้ายคือกลุ่มเซ็นทรัล ส่วนสัญญานี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย.2565

3.จากข้อเท็จจริงใน ข้อ 1 และ 2 จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ซื้อซอง TOR รวมผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย ย่อมทราบโดยกระจ่างชัดถึงขอบเขต และสิทธิ์ที่จะได้รับจากการร่วมประมูลของทั้งสองโครงการและเมื่อบริษัทเป็นผู้ชนะ จึงมีสิทธิ์โดยชอบธรรมตามสัญญาที่ได้ลงนามไว้กับ ทอท.ให้เป็นผู้รับอนุญาตและการรักษาไว้ซึ่งสิทธิ์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตนเอง มิได้เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายอื่นแต่ประการใด “ผมเชื่อมั่นว่าหากผู้ประกอบการรายอื่นชนะประมูล เขาเหล่านั้นย่อมจะรักษาสิทธิ์ที่ได้มาของเขาเต็มที่ เช่นเดียวกับที่บริษัทได้กระทำอยู่” แต่ละกลุ่มบริษัทย่อมต้องรับสภาพและเคารพในสิทธิ์ที่เป็นของผู้ประกอบการอื่นอย่างซื่อตรง ยกตัวอย่างเช่น การที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลเพื่อเข้าประกอบการร้าน Duty Free ในสนามบิน Incheon ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งบริษัทไม่ได้รับการคัดเลือกแต่ก็มิได้ทักท้วงประการใด ทั้งยังยอมรับและเคารพในสิทธิ์ของบริษัทเกาหลีใต้ที่ชนะการประมูลดังกล่าวไปด้วย

4.เงื่อนไขการอนุญาต หรือเปิดประมูลหาผู้รับอนุญาตในกิจกรรมต่างๆของรัฐนั้น ผู้เป็นเจ้าของโครงการย่อมมีสิทธิ์จะกำหนดว่า กิจกรรมใดควรผนวกเข้าด้วยกัน หรือแยกจากกัน เพื่อความเหมาะสม ต่างกรรมต่างวาระกันไป เช่น โครงการรถไฟฟ้าต่างๆในการประมูลแต่ละครั้งก็แตกต่างกันออกไป โดยที่บางโครงการอาจเปิดประมูลผู้รับจ้างก่อสร้างเท่านั้น แต่บางโครงการอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นผู้บริหารโครงการ และจัดเก็บรายได้ด้วย

การที่มีผู้กล่าวอ้างว่า โครงการหรือกิจกรรมใดไม่ควรอยู่ด้วยกัน แต่ควรแยกออกจากกันนั้น เป็นการก้าวก่ายดุลพินิจของรัฐ ทั้งที่มิได้เป็นหน่วยงานรัฐ หรือมิได้เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังจากที่โครงการได้เริ่มดำเนินการมาแล้วเป็นเวลานานนั้นก็เพียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ถูกใจ และตรงตามความต้องการของผลประโยชน์พวกพ้องตนเท่านั้น

นอกจากนี้ ความพยายามใช้วิธีข่มขู่ต่างๆ เช่น จะดำเนินคดีฟ้องร้องภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือก “ถูกฟ้องร้องจากการที่รัฐไม่ยอมละเมิดสิทธิ์ หรือสัญญาที่มีอยู่กับเอกชน” หรือจะเลือก “ถูกฟ้องร้องเนื่องจากไปละเมิดสิทธิ์เอกชนที่ได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง” อย่างไหนดูมีเหตุมีผลเป็นธรรมตามกฎหมายมากกว่ากัน

“ผมอยากเรียนว่า การที่หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการเปิดประมูลเพื่อหาผู้เข้ารับสิทธิ์ และจ่ายผลตอบแทนที่ดีกว่าได้แล้ว แต่ภายหลังมีเอกชนรายอื่นที่แพ้การประมูล หรือมิได้เข้าร่วมประมูลกลับได้รับสิทธิ์ต่างๆเช่นเดียวกันกับผู้ชนะประมูลอย่างถูกต้องล่ะก็...การประมูลจะมีประโยชน์อะไร” ทุกฝ่ายจึงควรมีธรรมาภิบาลพอที่จะยอมรับ และเคารพผลแห่งการประมูลและเมื่อสัญญาต่างๆ ได้สิ้นสุดลง ทุกฝ่ายย่อมมีสิทธ์ิโดยเสมอภาคที่จะเข้าร่วมประมูลอีกครั้ง.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    67.6%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    16.2%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    2.7%
  • ให้กำลังใจ
    13.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement