ปักไว้เป็นอุทาหรณ์! รู้ทันภาวะเสี่ยงขณะคลอด ภัยร้ายคร่าชีวิตแม่ลูกได้ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ปักไว้เป็นอุทาหรณ์! รู้ทันภาวะเสี่ยงขณะคลอด ภัยร้ายคร่าชีวิตแม่ลูกได้

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2559 05:30
47,084 ครั้ง


ถือเป็นเรื่องที่สร้างความหดหู่ใจทุกครั้ง ที่มีข่าวแม่หรือลูกเสียชีวิตในระหว่างการคลอด ซึ่งกรณีล่าสุดเกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่ง ต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลังจากขาดอากาศหายใจไปนานถึง 5 นาที ในระหว่างผ่าคลอดลูก... เรื่องราวนี้เองสร้างความกังวลใจให้กับว่าที่คุณแม่มือใหม่ ต่างเกิดความกลัว และวิตกกังวลถึงความปลอดภัยระหว่างคลอดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมัวเครียดและกังวลใจไปก็คงไม่ช่วยอะไร เพราะจะยิ่งส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์อยู่ดี ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้เชื้อเชิญ นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช รพ.จุฬาฯ มาไขข้อข้องใจและช่วยอธิบายความรู้ให้คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ ได้ทำความเข้าใจง่ายๆ ถึงกระบวนการคลอดว่า เส้นทางก่อนการเข้าสู่ห้องคลอด จนกระทั่งคลอดลูกน้อยออกมานั้น คุณแม่ต้องพบเจอกับอะไรบ้าง? เพื่อจะได้เตรียมรับมืออย่างถูกวิธีที่ปลอดภัยทั้งแม่และลูก... 

อุทาหรณ์! ขาดอากาศหายใจนาน 5 นาที ระหว่างผ่าคลอด สาเหตุเกิดจาก...!?

นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช รพ.จุฬาฯ กล่าวถึงกรณีของหญิงสาวที่เกิดภาวะขาดอากาศหายใจไปนานถึง 5 นาที จนทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราว่า โดยส่วนใหญ่การขาดอากาศหายใจของแม่มักจะเกิดจากภาวะผิดปกติของแม่หรือภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่ทำให้เกิดการขาดอากาศหายใจขึ้นได้ เช่น ชัก เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอด้วยเหตุบางประการ แต่ทั้งนี้ เคสดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ทราบว่าคุณแม่มีภาวะผิดปกติใดๆ มาก่อนหรือไม่ แต่ยืนยันว่าภาวะความกลัว ความเครียด เกร็งมากเกินไป ไม่สามารถทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้

หญิงสาวต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลังจากขาดอากาศหายใจไปนานถึง 5 นาที ในระหว่างผ่าคลอดลูก
คุณแม่ต้องแยกให้ออก! ’เจ็บท้องหลอก’ VS ‘เจ็บท้องจริง’ คืออะไร?

สืบเนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้น ทีมข่าวฯ จึงได้นำความรู้ในเรื่องของกระบวนการคลอด มาฝากคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายให้ได้รู้และทำความเข้าใจก่อนคลอด นพ.สมชาย เริ่มต้นอธิบายถึงระยะของการคลอดให้ฟังว่า โดยธรรมชาติของการตั้งครรภ์ เมื่อถึงเวลาใกล้จะคลอด ไม่ว่าจะครบกำหนดหรือไม่ครบกำหนดก็ตาม จะต้องมีอาการแสดงคือ การเจ็บครรภ์ที่เกิดจากมดลูกบีบรัดตัว ซึ่งหลังจากผ่านเดือนที่ 6 มาแล้ว จะรู้สึกว่ามดลูกมีการบีบตัวหรือหดตัวเป็นระยะๆ เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะการเจ็บท้องคลอด โดยยิ่งใกล้คลอดเท่าไร การหดตัวของมดลูกจะถี่และรุนแรงขึ้น จนรู้สึกปวดจี๊ดๆ แล้วหายไป

ซึ่งลักษณะอาการเช่นนี้ สำหรับคนที่ไม่เคยคลอดมาก่อนอาจจะนึกว่าเป็นการเจ็บท้องคลอดจริงๆ แต่แท้จริงแล้ว อาการที่เกิดขึ้นนี้คือ การ ‘เจ็บท้องหลอก’ หรือ ‘เจ็บท้องเตือน’ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนคุณแม่ว่า มดลูกเตรียมพร้อมที่จะมีการคลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคลอดในวันนี้พรุ่งนี้เลย ซึ่งอาจจะนานกว่านั้นหรือนานเป็นเดือนเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่จะต้องแยกให้ได้ว่าตัวเองกำลังเจ็บท้องจริง หรือเจ็บเตือน เพื่อจะได้เตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้อย่างถูกต้อง โดยลักษณะอาการของการเจ็บท้องเตือน ก็จะมีอาการ เช่น 1. ระยะเวลาการเจ็บท้องจะไม่แน่นอน เดี๋ยวถี่เดี๋ยวห่าง เจ็บท้องมากบ้างน้อยบ้างไม่สม่ำเสมอ บางรายก็เจ็บติดๆ กันหลายครั้งแล้วก็หยุดเจ็บ 2. ถ้าลุกขึ้นเดินหรือเคลื่อนไหวแล้วจะดีขึ้น 3. ไม่มีเลือดหรือมูกปนเลือดออกมาจากช่องคลอด และ 4. มักเจ็บบริเวณช่องท้อง

การเจ็บท้องจริง คุณแม่จะรู้สึกว่ามีอาการเจ็บครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และเจ็บถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยจะรู้สึกได้ว่า เริ่มเจ็บที่ส่วนบนของมดลูกก่อน จึงจะเจ็บร้าวลงไปข้างล่าง

ส่วนการ ‘เจ็บท้องจริง’ นั้น คุณแม่จะรู้สึกว่ามีอาการเจ็บครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และเจ็บถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยจะรู้สึกได้ว่า เริ่มเจ็บที่ส่วนบนของมดลูกก่อน จึงจะเจ็บร้าวลงไปข้างล่าง ซึ่งลักษณะของอาการที่เกิดขึ้น เช่น 1. ท้องแข็งตึง 2. ถ้าเดินหรือเคลื่อนไหวจะเจ็บมากขึ้น 3. ส่วนใหญ่มักจะมีมูกหรือมูกปนเลือดออกมาทางช่องคลอดมากขึ้น หรือบางคนอาจจะถึงขั้นถุงน้ำคร่ำแตก หรือที่เรียกกันว่า ‘น้ำเดิน’ และ 4. ถ้ามีอาการเจ็บทุก 10 นาที เพราะฉะนั้นหากมีอาการเหล่านี้ คุณแม่จะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

รู้ก่อนคลอด! เจ็บครรภ์ 3 ระยะของการคลอดธรรมชาติ ที่คุณแม่ควรรู้

ทั้งนี้ ระยะของการคลอดทางช่องคลอด หรือคลอดแบบธรรมชาตินั้น จะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ...

ระยะที่ 1 ระยะเจ็บครรภ์จริง จนปากมดลูกเปิดหมด เป็นระยะที่เมื่อคุณแม่เริ่มเจ็บท้องคลอดแล้ว โดยส่วนศีรษะของทารกจะลงมาอยู่ในมดลูก ทารกจะหันหน้าไปทางสะโพกด้านใดด้านหนึ่งของแม่ หลังจากนั้นมดลูกจะหดตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยความถี่และความรุนแรงของการเจ็บท้องจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกได้เลยว่า มดลูกบีบตัวแน่นขึ้นอย่างช้าๆ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วก็จะคลายออก โดยที่คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บ แต่อีกพักหนึ่งก็จะเริ่มเจ็บแบบเดิมอีกในช่วงแรกๆ ของการเจ็บท้องคลอด 

การหดตัวของมดลูกจะเกิดขึ้นทุกๆ 15-30 นาที โดยมดลูกจะหดตัวอยู่ครั้งละประมาณ 45-60 วินาที ซึ่งการที่มดลูกหดตัวและดึงรั้งขึ้นสูงนั้น จะมีผลทำให้ผนังปากมดลูกบางลง โดยใช้เวลาเฉลี่ย 8-12 ชั่วโมง สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก ส่วนคุณแม่ที่เคยคลอดลูกตามธรรมชาติมาก่อน ถือว่ามีประสบการณ์แล้ว จะใช้เวลาน้อยลงคือ เพียง 4-5 ชั่วโมง ทั้งนี้ อัตราความถี่การหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่ปากมดลูกบางลงตามลำดับ 

เมื่อปากมดลูกบางลง จนมีการบีบตัวทุกๆ 3-5 นาที ปากมดลูกก็จะกว้างออก โดยการเปิดออกของปากมดลูกสำหรับคุณแม่ครรภ์แรก จะใช้เวลา 3-5 ชั่วโมง จากนั้นมดลูกจะบีบตัวแรงและถี่ทุกๆ 2-3 นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ห้ามเบ่ง แม้ว่าคุณแม่จะรู้สึกว่าอยากเบ่งก็ตาม เพราะการเบ่งขณะที่ปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่นั้น อาจเป็นอันตรายได้ เพราะฉะนั้นการที่ทารกจะผ่านปากมดลูกออกมาได้นั้น ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดกว้างพอๆ กับขนาดศีรษะเด็กก่อน คือ ประมาณ 10 เซนติเมตร

หากคุณแม่แข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวและภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดอากาศนั้นค่อนข้างน้อยมาก

ระยะที่ 2 ระยะที่ปากมดลูกเปิดหมด จนทารกคลอดออกมา หลังจากปากมดลูกเปิดกว้างเต็มที่ การบีบตัวของมดลูกจะเริ่มห่างออก ส่วนศีรษะของทารกในครรภ์จะเดินทางมาถึงเชิงกราน ทารกจะหมุนเอาส่วนใบหน้าคว่ำลง ศีรษะค่อยๆ เคลื่อนลงมาจนถึงปากมดลูก กล้ามเนื้อเชิงกรานของคุณแม่จะยืดออก เพื่อให้ทารกโผล่ออกมา ช่วงนี้คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ หากกรณีที่ปากมดลูกยังเปิดกว้างไม่เพียงพอ คุณหมออาจต้องกรีดปากช่องคลอดให้กว้างพอที่ทารกจะออกมาได้ ขณะที่ศีรษะของทารกพ้นจากปากช่องคลอด ไหล่ของเด็กจะหมุนตามทันที เพื่อนำลำตัวให้พ้นช่องคลอดออกมา เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วสูติแพทย์จะหิ้วส่วนขาของเด็กชูขึ้นให้ศีรษะห้อยลง เพื่อให้ของเหลวที่ค้างในทางเดินหายใจไหลออกมาจนหมด

ระยะที่ 3 ระยะที่ทารกคลอดออกมาเสร็จ จนถึงระยะที่รกกับถุงหุ้มตัวทารกหลุดคลอดออกมาหมด หลังจากนั้นจะเป็นช่วงที่รกและเยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำหลุดออกมา โดยจะเกิดขึ้นภายใน 10-30 นาที หลังเด็กคลอด โดยรกจะแยกตัวหลุดจากผนังมดลูก แล้วถูกขับออกมาทางช่องคลอดด้วยการบีบตัวของมดลูกครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้ แพทย์จะฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้มดลูกคุณแม่หดตัวกลับไปสู่ขนาดเล็กเกือบเท่าปกติ จากนั้นคุณหมอจะดูแลความเรียบร้อย เย็บแผล แล้วให้คุณแม่นอนพักในห้องคลอดเพื่อดูอาการอีก 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็จะให้ไปพักผ่อนที่ห้องพักฟื้นได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 

ปัจจุบันกระบวนการคลอดนั้น คุณแม่ทั้งหลายจะสามารถเลือกวิธีการคลอดได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดคือ ควรจะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ตามดุลพินิจของแพทย์

ทั้งนี้ การคลอดธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยาใดในการช่วยบรรเทาการปวดระหว่างคลอด เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากคุณแม่ต้องการจะให้ร่างกายตัวเองอยู่ในการควบคุม และออกจากช่วงพักฟื้นได้เร็ว แต่ทั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการคลอดธรรมชาตินั้น คุณแม่ก็ต้องมีความพร้อมและเตรียมตัวคลอดมาอย่างดี ซึ่งข้อดีของการคลอดแบบทางช่องคลอดแบบธรรมชาตินั้น จะช่วยให้คุณแม่และลูกไม่ได้รับผลข้างเคียงใดๆ 

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณแม่มือใหม่จะต้องรู้ กรณีคลอดทางช่องคลอด สิ่งสำคัญคือ เมื่อมีอายุครรภ์ใกล้ๆ ครบกำหนด โดยมีการแสดงอาการเจ็บครรภ์ เช่น มูกเลือดออกจากช่องคลอด ปากช่องคลอด หรือมีน้ำเดิน อาการเหล่านี้เป็นการแสดงให้รู้ว่าน่าจะมีอาการใกล้คลอดแล้ว จะต้องมาโรงพยาบาลทันที นอกจากนี้ ภาวะอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาวะของคุณแม่ เช่น หากมีอาการปวดหัว สายตาพร่ามัว เจ็บซับซ้อน หรืออาการผิดปกติในร่างกายอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอด หรือลูกในครรภ์มีอาการดิ้นน้อยลงผิดปกติ คุณแม่ก็ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที แม้ว่าจะยังไม่เจ็บครรภ์ก็ตาม”

คลอดธรรมชาติอาจน่ากลัว ลองดูวิธีนี้ ‘การผ่าคลอด’

นอกจากวิธีการคลอดผ่านทางช่องคลอดแล้ว นพ.สมชาย ยังอธิบายต่อว่า อีกวิธีทีเป็นทางเลือกสำหรับคุณแม่ คือ การผ่าคลอด โดยจะผ่าทางบริเวณช่องท้อง แต่ทั้งนี้ วิธีการผ่าคลอดจะเกิดขึ้นในกรณีที่แพทย์มีความเห็นว่าการคลอดด้วยวิธีปกติจะทำให้คุณแม่หรือลูกมีความเสี่ยงมากเกินไป แพทย์จึงจะแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดคลอด โดยความเสี่ยงที่ว่านี้ อาจเนื่องมาจาก 1. ภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งจะขวางทางออกของลูกน้อย 2. คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป 3. ลูกตัวใหญ่เกินกว่าที่จะคลอดปกติ 4. คุณแม่มีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงหรือมีความเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ครรภ์เป็นพิษ 5. ลูกมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องนำเด็กออกจากครรภ์โดยเร็ว 6. ลูกเอาก้นลง 7. มีภาวะสายสะดือย้อย หรือสายสะดืออยู่ต่ำ จะทำให้คลอดได้ยาก 8. คุณแม่เป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งสามารถติดต่อสู่ลูกน้อยผ่านการคลอดทางช่องคลอด ดังนั้น หากมีความเสี่ยงเหล่านี้ที่เกิดขึ้น แม้ว่าคุณแม่จะเลือกเป็นวิธีการคลอดธรรมชาติก็ตาม แต่ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีการผ่าตัดคลอดแทน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

กระบวนการผ่าตัดคลอด เริ่มจาก... ?

สำหรับขั้นตอนกระบวนการผ่าตัดคลอด จะเริ่มจากวิสัญญีแพทย์ เริ่มซักประวัติการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว รวมทั้งตอบคำถามต่างๆ ที่คุณแม่สงสัย โดยแพทย์จะเจาะตัวอย่างเลือดและให้คุณแม่ลงชื่อในหนังสือแสดงความยินยอมแพทย์ โดยจะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลางและต่อสายน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำที่แขน เพื่อที่แพทย์จะสามารถสังเกตระดับสารน้ำในร่างกาย และให้ยาแก้ปวดเพิ่มเติมได้หากคุณแม่ต้องการ

รู้ทันกระบวนการผ่าคลอด บริเวณช่องท้อง
เตรียมการก่อนผ่าคลอด ที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้!

กระบวนการก่อนผ่าตัดคลอดนั้น วิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ นั่นคือ การบล็อกหลัง โดยการฉีดยาเข้าช่องเหนือช่องน้ำไขสันหลังหรือการฉีดยาเข้าช่องน้ำไขสันหลัง และใส่สายสวนไว้ในกระเพาะปัสสาวะ สำหรับระบายปัสสาวะ โดยจะทิ้งไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด 

ถึงเวลาพบหน้าลูกน้อย เข้าสู่ขั้นตอนการผ่าตัดคลอด?

เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มลงมือผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อนำลูกน้อยออกจากถุงน้ำคร่ำสู่อ้อมอกของคุณแม่ ซึ่งการผ่าตัดจะเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณแม่จะรู้สึกถึงแรงกดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการผ่าตัดคลอดค่อนข้างทำได้ง่ายขึ้น และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังหลังจากการผ่าตัดคลอด คือ การลุกนั่งหรือเดินในวันแรก จำเป็นต้องมีผู้ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่ามีหลายรายที่เป็นลมไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากระบบการทำงานของร่างกายยังไม่กลับมาทำงานปกติดีนัก ประกอบกับผลของยาฉีดระงับปวดอาจทำให้เวียนศีรษะ และเป็นลมได้โดยง่าย

วิธีไหนดี จะผ่าหรือจะคลอด ใครเป็นคนเลือก !?

นพ.สมชาย อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันกระบวนการคลอดนั้น คุณแม่ทั้งหลายจะสามารถเลือกวิธีการคลอดได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดคือ ควรจะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ตามดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งไม่ควรเลือกเองว่าอยากจะคลอดหรือผ่า แต่ทั้งนี้ หากสามารถคลอดเองได้ก็ควรจะใช้วิธีการคลอด แต่สำหรับเด็กที่ตัวโตหรือตัวใหญ่มาก จึงจะใช้เป็นวิธีการผ่าตัดคลอดแทน เพราะหากฝืนใช้วิธีคลอดทางช่องคลอดก็อาจจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาและช่องคลอดของแม่ฉีกขาดมากกว่าปกติ

การฝากครรภ์จะช่วยให้คุณหมอได้ดูแลติดตามทารกในครรภ์ได้ หากมีภาวะผิดปกติใดๆ จะได้รู้ทัน
ภาวะเสี่ยงระหว่างคลอด ส่วนใหญ่เกิดจาก...!?

ทั้งนี้ สำหรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างคลอดนั้น มีสาเหตุมาจากอะไรนั้น? นพ.สมชาย กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ในช่วงระยะการเจ็บครรภ์นั้น ขณะที่มดลูกเกิดการบีบรัดตัว เลือดจะไหลไปสู่ทารกน้อยลง เพราะฉะนั้นหากทารกในครรภ์มีสุขภาวะไม่ดี เช่น ตัวเล็กมาก เติบโตช้าในครรภ์ ทารกก็จะขาดออกซิเจนในครรภ์ หรือเกิดภาวะขาดอากาศชั่วขณะ ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะผิดปกติต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่ในกรณีที่ทารกในครรภ์มีสุขภาวะดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์มาก่อน ทารกก็จะสามารถต่อสู้กับสภาวะนี้ได้ ก็จะไม่มีผลใดๆ เพราะเมื่อไรที่มดลูกเริ่มคลายตัว เลือดก็จะไหลกลับสู่ทารกปกติ 

ส่วนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ในระหว่างการคลอดนั้น หากคุณแม่แข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวและภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดอากาศนั้นค่อนข้างน้อยมาก เพราะแม่สามารถหายใจได้เอง แต่หากคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น ลมชัก ซึ่งมีอาการชักขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดอากาศชั่วขณะได้เป็นระยะๆ และอีกสาเหตุที่จะทำให้เกิดภาวะขาดอากาศได้ก็คือ คุณแม่มีความดันโลหิตสูงและความดันพุ่งมากๆ ในขณะที่เจ็บท้องคลอด ก็อาจส่งผลให้เส้นเลือดในสมองแตกได้

การฝากครรภ์ จะทำให้ทั้งแม่และลูกอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้นค่อนข้างน้อยมาก
น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด (AFE) ภาวะร้าย คร่าชีวิตแม่ลูกได้ 

นพ.สมชาย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาจากหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้น สาเหตุที่ทำให้คนไข้เกิดภาวะการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพในแม่สูงนั้น เป็นภาวะที่เรียกว่า น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด (Amniotic fluid embolism หรือ AFE) โดยเกิดจากน้ำคร่ำหรือสิ่งที่ลอยอยู่ในน้ำคร่ำ เช่น เซลล์หรือขนของทารก เข้าไปในกระแสเลือดของแม่ผ่านทางรก และไปเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ทำงานต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ซึ่งเป็นผลให้ระบบไหลเวียนเลือด การทำงานของหัวใจ และการทำงานของปอดล้มเหลว เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างการคลอดระยะที่ปากมดลูกมีการขยายตัวออกเต็มที่ เพราะฉะนั้นในระหว่างที่มีการคลอดทารกออกมา หรือระหว่างการผ่าตัดคลอด หรือแม้แต่ภายหลังการคลอดทารกทางช่องคลอดก็ตาม เคยมีรายงานว่าสามารถเกิดภาวะนี้ขึ้นได้หลังจากคลอดทารกไปแล้ว 48 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของการเกิด AFE นั้น จะน้อยมากคือประมาณ 1 ใน 80,000 แต่เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่และทารกเป็นอย่างมาก 

หญิงสาวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลังจากขาดอากาศหายใจไปนานถึง 5 นาที ระหว่างผ่าคลอดลูก

โดยจากการศึกษาพบว่า 75% ของแม่ที่รอดชีวิตมักจะมีความผิดปกติของระบบประสาท และในส่วนของทารก เพราะฉะนั้นหากทารกยังมีชีวิตอยู่ในระหว่างที่เกิดภาวะ AFE เมื่อคลอด ประมาณ 70% ของทารกจะรอดชีวิต แต่ 50% ของทารกที่รอดชีวิตนั้น มักจะได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท อย่างไรก็ตาม AFE เป็นภาวะที่ยังไม่สามารถป้องกันได้ และทำนายล่วงหน้าได้ยากมาก เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด (AFE) 

- ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก
- ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาหลายครั้ง
- มีขี้เทาของทารกปนอยู่ในน้ำคร่ำ
- มีบาดแผล หรือรอยถลอกบริเวณปากมดลูก
- ทารกเสียชีวิตในครรภ์
- มดลูกมีการบีบรัดตัวอย่างรุนแรงและถี่มาก
- ปากมดลูกเปิดออกอย่างรวดเร็วและคลอดทารกออกมาอย่างรวดเร็ว
- มีปริมาณน้ำคร่ำมาก
- มดลูกแตก
- เนื้อเยื่อของทารกในครรภ์อักเสบ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ทารกตัวโตมาก
- พบในการตั้งครรภ์ทารกเพศชายมากกว่าการตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง
- คุณแม่ที่มีประวัติการแพ้ ซึ่งในอเมริกาพบว่าผู้ที่มีภาวะ AFE เคยมีประวัติการแพ้สูงถึง 41%

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    70.5%
  • ไม่ชอบ
    6.6%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.3%
  • เสียใจ
    1.9%
  • ให้กำลังใจ
    20.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement