จักรทิพย์รับมีนายพล 200 ตร.อิทธิพล มีเรียกคุย ลั่นถ้าผิดโดนย้ายแน่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

จักรทิพย์รับมีนายพล 200 ตร.อิทธิพล มีเรียกคุย ลั่นถ้าผิดโดนย้ายแน่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มี.ค. 2559 05:52
7,015 ครั้ง


“ศรีวราห์” นำตำรวจทหารลุยค้นบ้านผู้มีอิทธิพลใน 2 อำเภอชายแดนเขมร เขตจังหวัดสระแก้ว พบเพียงการกระทำความผิดจิ๊บๆจ๊อยๆ “จักรทิพย์” สั่งปรับแผน สงสัยข่าวรั่ว พร้อมเผยแต่ละหน่วยส่งชื่อผู้มีอิทธิพลที่เป็นตำรวจถึงมือแล้ว มีกว่า 200 นาย มีระดับนายพลด้วย โดยเรียกเข้ามาพูดคุยแล้วบางส่วน ลั่นไม่มีช่วย หากตรวจพบผิดชัดเจน เจอเด้งออกนอกพื้นที่เป็นดาบแรก ส่วนวินัยและอาญาตามมาดาบสอง คาดอาทิตย์หน้าได้เห็นคำสั่งแน่ ออกตัวลั่นเสียงดัง ปราบผู้มีอิทธิพลครั้งนี้ ไม่ได้สกัดกั้นคนเห็นต่างรัฐบาล แต่ทุกอย่างทำตามกฎหมาย ไม่มีกลั่นแกล้ง ด้าน “บิ๊กป้อม” ให้ “บิ๊กหมู” รวบรวมรายชื่อมาเฟีย รับมีชื่อ ตร.-ทหารเอี่ยว

การกวาดล้างตรวจค้นผู้มีอิทธิพลตามนโยบายรัฐบาลยังดำเนินการต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มี.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง พร้อมนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.สระแก้ว และ พล.ต.ศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ ผบ.กกล.บูรพา พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบก.ภ.จ.สระแก้ว นำกำลังทหารตำรวจกว่า 100 นาย เข้าแยกย้ายตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยและบ้านผู้มีอิทธิพลหลายจุด อาทิ บ้านเลขที่ 219 หมู่ 1 ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ของนายพลาย มั่นปืน อายุ 56 ปี กำนัน ต.ทัพเสด็จ พบปืนลูกซอง 4 กระบอก ปืนลูกโม่ 1 กระบอก ปืนแก๊ป 1 กระบอก นอกจากนี้ ยังพบไม้พะยูงแปรรูปยาวประมาณ 1 เมตร หนา 2 นิ้ว 15 แผ่น เจ้าหน้าที่ยึดไว้ตรวจสอบ

จากนั้นได้เข้าตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ในต.ทัพเสด็จ อีก 2 แห่ง แห่งแรกเป็นโกดังเก็บถ่านที่นำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา แห่งที่สองเป็นโกดังเก็บข้าวเปลือก พบแรงงานผิดกฎหมาย 5 คน และไม้พะยูง 16 แผ่น ส่วนเจ้าของอยู่ระหว่างตรวจสอบ นอกจากนี้ ชุดทำงานของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ยังเข้าตรวจค้นโรงบรรจุถ่านไม้ของบริษัท เอชทีเค เจริญผลการค้า ที่บ้านโคกทหาร ม.5 ต.ทัพเสด็จ มี น.ส.ธนนัทต์ เกตุทองมา เป็นเจ้าของ ก่อนเข้าตรวจสอบลานรับซื้อมันสำปะหลัง ข้าวเปลือก และไม้ยูคาลิปตัส ของบริษัทโชคองอาจ ต.ทัพเสด็จไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย

ไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์สั่งการให้กำลังตำรวจทหารลงพื้นที่ตรวจค้นเป้าหมายใน อ.คลอง-หาด จ.สระแก้ว จุดแรกเข้าค้นที่บ้านนายทองทศ มากสาคร อดีต ส.จ.สระแก้ว ไม่พบของผิดกฎหมาย จุดที่ 2 ที่ร้านเกษตรยนต์ ก็ไม่พบของผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ส่วนจุดสุดท้ายเข้าตรวจค้นที่บ้านนางมรกต ศิริภัย อายุ 42 ปี สมาชิก อบต.บ้านไทรทอง พบปืน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 5 นัด เจ้าหน้าที่ยึดไว้ตรวจสอบ

หลังการตรวจค้น พล.ต.อ.ศรีวราห์เผยว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ให้นำกำลังทหารและตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านและแหล่งผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อ.ตาพระยา และ อ.คลองหาด รวม 12 จุด โดยพื้นที่ทั้ง 12 จุดนั้น เป็นบ้านและโกดังเก็บสินค้าของผู้มีอิทธิพลใน จ.สระแก้ว ตามที่ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวในพื้นที่ จากการตรวจค้นไม่พบอาวุธสงคราม แต่พบการกระทำผิดกฎหมายประเภทลักลอบนำเข้าถ่านจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศ และแรงงานผิดกฎหมายจำนวนหนึ่งในบ้านของนายพลาย กำนัน ต.ทัพเสด็จ นอกจากนี้ ยังยึดเลื่อยยนต์ตัดไม้อีก 1 เครื่อง ของนายสังเอิน มากกว่าวงค์ อายุ 49 ปี สารวัตรกำนัน ต.ทัพเสด็จ ที่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 1 รวมทั้งจับกุมนางพิมพ์ มากกว่าวงค์ อายุ 52 ปี ชาวกัมพูชา ภรรยานายสังเอิน สวมบัตรประชาชนไทย ชื่อนางพิมพ์ กล้าจัด ชาว จ.สุรินทร์ ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ทางญาติไม่ได้แจ้งตายไว้ เจ้าหน้าที่นำตัวดำเนินคดีพร้อมสั่งขยายผลในคดีสวมบัตรประชาชนไทยด้วย

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า มีรายงานรายชื่อตำรวจที่อยู่ในเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาถึงตนเกือบครบแล้ว มีกว่า 200 นาย เพียงแต่ยังไม่ได้เปิดดู ที่ผ่านมา ไม่เคยระบุจำนวนตำรวจระดับนายพลว่ามีกี่คน ทุกอย่างยังเป็นความลับ แต่ได้เรียกมาคุยแล้ว บอกแต่เพียงว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอย่างที่ตนเคยบอก เมื่อรับเอกสารมาแล้วข้อมูลอาจจะเออเรอร์ อาจเป็นข้อมูลเก่า ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย แต่ถ้าพบว่ามีความผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะดำเนินการ 2 ส่วน คือ ด้านวินัยและอาญา ส่วนกรณีที่จะต้องเรียกนายตำรวจที่ไปติดตามนักการเมืองกลับมาหรือไม่ ต้องดูที่เหตุผลความจำเป็นก่อน และขอตัวไปถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ไม่กังวลในการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ว่าเป็นใครต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายสกัดกั้นกลุ่มบุคคลที่เห็นต่างกับรัฐบาล ขอบอกเลยมันเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกันเลย ไปคิดกันเองก็ว่ากันไป ตนไม่ได้คิดด้วย การเมืองก็คือการเมือง ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง คำสั่งมานโยบายมาก็ดำเนินการ ให้เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง พวกเราจะรู้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มผู้มีอิทธิพลไม่มีอยู่แล้ว หากตรวจสอบพบมีความผิดจริง จะมีคำสั่งให้ออกนอกพื้นที่หรืออย่างไรก็ว่ากันไป คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีคำสั่งให้เห็น การดำเนิน การครั้งนี้ให้เครดิต ผบช.ภ.แต่ละภาค เพียงแต่ยังต้องตรวจสอบเพื่อความชัดเจน เนื่องจากไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังต้องสกรีนให้โอกาสผู้ที่มีรายชื่อเหล่านั้น ต้องให้ความเป็นธรรม ที่ผ่านมายังไม่มีตำรวจรายใดที่มีรายชื่อเข้ามาติดต่อตน ขณะนี้ไม่มีนกรู้ มีแต่นกบาดเจ็บ สำหรับรายชื่อตำรวจระดับนายพล อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยนี่แหละ ได้พูดคุยแล้วไม่มีอะไร คงไม่ต้องให้ ผบช.ภ.คุยเพราะระดับเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ปรับแผนและงานด้านการข่าว หลังพบว่าการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นท่ี บช.ภ.2 อาจข่าวรั่วไปถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพล กระทบการทำงานของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษก ตร.กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งข้อมูลมายังพี่น้องประชาชนในกรณีที่พบเห็นพฤติกรรมการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น หรือข้อร้องเรียนที่จะเป็นประโยชน์ในการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล แจ้งสายด่วนได้ที่ศูนย์ บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลข 1111 ศูนย์รับแจ้งข้อมูลข่าวสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 1599 และศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย หมายเลข 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วน พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ในฐานะรองโฆษกตร.กล่าวว่า ในวันนี้ครบกำหนดที่แต่ละ บช.จะต้องส่งรายชื่อผู้มีอิทธิพลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจะตรวจสอบรายชื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นข้อมูลให้ชุดของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ไปดำเนินการ ส่วนกรณีที่มีรายชื่อตำรวจ 200 นาย มีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพล สำนักงานตำรวจ แห่งชาติไม่หนักใจ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการกวาดล้างไม่ว่าจะเป็นบุคคลในหน่วยงานไหนหรือกระทรวงใด

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.กล่าวว่า จะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเต็มที่ หลายจุดสั่งให้ลงไปดูแล้ว รายละเอียดไม่สามารถบอกได้ ส่วนผู้กระทำความผิดเป็นตำรวจ 4 นายที่ ตร.ส่งข้อมูลมานั้น เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2 ราย เกี่ยวกับการเรียกค่าคุ้มครอง จยย.รับจ้าง 2 ราย เป็นรายเล็กๆโดยกรณีเรียกค่าคุ้มครองรถ จยย.ในพื้นที่ บก.น.2 นั้น 1 ใน 2 ราย ได้ตรวจสอบไปยังสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ปรากฏรายชื่อในสารบบ ส่วนที่เหลือ 3 คน ยังรับราชการ และมี 1 รายที่เกี่ยวข้องนั้น จับกุมคดียาเสพติดค่อนข้างเยอะ ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ และเรียกรับเงินหรือไม่ ยืนยันจะยึดหลักการทำงานอย่างถูกต้องชอบธรรม ส่วนรายชื่อข้าราชการฝ่าย ปกครองหรือทหารยังไม่มีการส่งข้อมูลมาให้ ขณะนี้มี 4 รายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บช.น.ได้วางแผนกวาดล้างจับกุมให้หมดสิ้น กลุ่มใดบ้างคงบอกไม่ได้ แต่ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 ตรวจสอบกรณีเรียกค่าคุ้มครอง พบเป็นอดีตตำรวจ ได้เรียกมาพบปรับความเข้าใจ ถ้ามีพฤติการณ์ดังกล่าวจะจับกุม จึงไม่สามารถเปิดเผยได้เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดไหวตัวทัน

ก่อนนี้ช่วงสายวันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุว่า ได้รวบรวมรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลว่า ไม่ใช่เพียงแค่ตำรวจ ยังมีอีกหลายคนทั้งในส่วนของเหล่าทัพ โดยพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคสช. จะรวบรวมรายชื่อทั้งหมด เราตั้งใจทำให้ดีที่สุด ขอให้มั่นใจและไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีกำลังพลทั้งในส่วนของทหารและตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่างไรก็ตาม เราได้ทำบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ระหว่างคนที่ไม่อยากจะให้ทำผิดอีกต่อไปกับเจ้าหน้าที่ การทำเอ็มโอยูจะครอบคลุมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของทหาร โดยคนที่จะเข้ามาทำเอ็มโอยูจะ พิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายที่จะเอาผิดทางกฎหมายได้หรือไม่ หากไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้จะมาลงเอ็มโอยู เพื่อไม่ให้กลับไปยุ่งเกี่ยวอีก ส่วนคนที่มีหลักฐานและพบว่าทำผิดจริงก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามระเบียบวินัย ถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่มีเซ็นเอ็มโอยู แต่คนที่เขาเลิกแล้วก็ต้องมาเซ็น

ส่วนที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ปิยะพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เหลือเวลาอีก 2 เดือนเศษจะต้องมีความเข้มข้นในการปราบปรามกับกลุ่มมีอิทธิพลในทุกๆส่วน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจภูธร ทหารในพื้นที่ โดยข้อมูลต่างๆมาจากการร้องเรียนของประชาชนที่ได้รวบรวมและนำมาตรวจสอบผู้ที่อยู่นอกกฎหมาย ได้เน้นย้ำไปถึงข้า-ราชการไม่ให้ทำตนอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งทหาร และตำรวจ หากพบจะไม่ละเว้นและลงโทษเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต่อผู้มีอิทธิพลนั้นไม่ได้มีการกำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีแดง แต่ยึดหลักตรงที่มีข้อมูลตรงไหน จะปฏิบัติตามตรงนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้กำหนดว่าจะปฏิบัติพื้นที่ใดก่อนหลัง และไม่ได้หวังทางการเมือง สิ่งที่คาดหวังคือความสงบสุขของประชาชนมากกว่า ถ้าหาก คสช.หมดอำนาจ ใครก็ตามเข้ามาบริหารประเทศจะต้องสานต่อนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพียงแต่บางส่วนอาจจะไปกระทบกับคนบางกลุ่ม ในส่วน คสช.ที่ดำเนินการอยู่นั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาฐานเสียง เราเน้นเรื่องความสงบสุขของประชาชนเป็นหลัก อย่างไร ก็ตาม อยากให้มองผู้บริหารประเทศซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่ที่เข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติในช่วงวิกฤติที่สามารถดำรงตนเป็นแบบอย่างซื่อสัตย์ และสุจริต

อีกด้านหนึ่ง ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) วันเดียวกัน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า จะประสานข้อมูลกับหน่วยงานของรัฐเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอิทธิพล แต่ต้องดูว่าผู้กระทำผิดมีฐานความผิดอะไร รวมทั้งกระทำผิดอะไรมา ต้องชัดเจนก่อนดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินในลำดับต่อไป โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง 1.ฐานข้อมูลตามกฎหมาย 2.ขอข้อมูลจากธนาคารการเงินเพิ่มเติม โดยการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอิทธิพลต้องมีข้อมูลในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาต้องระบุพฤติการณ์กระทำผิดมาด้วยว่าผิดอะไร และมีผู้เสียหายหรือไม่ หากมีจะยึดทรัพย์ก่อนดำเนินการส่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายต่อไป

“ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ปปง. ยังไม่ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลของผู้มีอิทธิพลว่ามีหรือไม่มีเนื่องจากว่าต้องรอข้อมูลจากหน่วยงานอื่นส่งมาให้เสียก่อน” พ.ต.อ.สีหนาทกล่าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    61.6%
  • ไม่ชอบ
    21.9%
  • สนุก
    4.1%
  • ประหลาดใจ
    5.5%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    6.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement