วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ปรับโครงสร้าง ป.ป.ท.

สนช.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฝ่ายบริหารปราบทุจริต ปรับโครงสร้าง ป.ป.ท. ไม่สังกัดสำนักนายกฯ เพิ่มอำนาจ เลขา ป.ป.ท. ไต่สวนข้อเท็จจริง เข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกกล่าวหาทุจริตได้

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 59 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่..) พ.ศ.. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรมที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน กำหนดให้เลขาธิการ ป.ป.ท. พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐของ ป.ป.ท. ช่วยเหลือและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งในการหาข้อเท็จจริง และการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้กระบวนการไต่สวนคดีมีความรวดเร็วขึ้นอีกด้วย และให้อำนาจเลขา ป.ป.ท. มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแทนคณะกรรมการ ป.ป.ท. และสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาได้

โดยปรับการได้มาของคณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอชื่อบุคคลเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. องค์กรละ 5 คน รวม 15 คน จากนั้นให้คณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน คัดเลือกให้ได้คณะกรรมการ ป.ป.ท. จำนวน 5 คน ที่จะพ้นจากวาระดำรงตำแหน่งเมื่ออายุครบ 75 ปี จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา ส่วนใหญ่คณะกรรมาธิการฯ ได้เพิ่มเติมข้อความใหม่ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยสมาชิกเห็นด้วยตามที่คณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ไข และได้ลงมติเห็นขอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อ