'ทักษิณ'สับรธน. ชี้ทำชาติถอยหลัง ให้อำนาจส.ว.ลากตั้ง-ศาลรธน.ล้นฟ้า - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

'ทักษิณ'สับรธน. ชี้ทำชาติถอยหลัง ให้อำนาจส.ว.ลากตั้ง-ศาลรธน.ล้นฟ้า

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2559 05:30
18,378 ครั้ง


ชี้ให้อำนาจส.ว.-ศาลรธน.ล้น กลุ่มเชียร์-ต้านยืนเผชิญหน้า ‘ดอน’ โต้-อย่าใส่ใจ ‘หมากัดคน’

“ทักษิณ” มาตามนัด ขึ้นเวที WPI สับแหลก ร่าง รธน.ทำชาติถอยหลัง ให้อำนาจ ส.ว.ลากตั้ง-ศาล รธน.จนล้น ไล่ตามศตวรรษที่ 21 ไม่ทัน ย้ำกับสื่อนอกชะตากรรมหลังเลือกตั้งมีแต่ทรุด ซัดรัฐบาลใช้กฎหมายเอื้อตัวเอง ฟุ้งส่งซิกเมื่อไหร่กลุ่มหนุนพร้อมสนอง ถ้ายังแคลงใจจะหวนคืนอำนาจให้ติดต่อพูดคุยโดยตรงได้ “ดอน” ตอกหน้าอย่าไปใส่ใจ “เรื่องหมากัดคน” เรื่องดีๆของชาติมีอีกเยอะ “บิ๊กตู่” ขอชาติเอเชียเดินหน้าไปด้วยกันแบบ “เพื่อนจูงเพื่อน” เป็นเอซีดียุคใหม่หลังสุริยุปราคา ชูใช้กฎหมายกลไกขจัดความขัดแย้ง สนช.ฉลุยแก้ รธน.ทำประชามติผ่าน 3 วาระรวด “พรเพชร” มั่นใจผ่านประชามติได้ “มีชัย” แจงปรับอำนาจศาล รธน.ตามคำขอ “เหวง” ลั่นต้อง ส.ว.เลือกตั้งเท่านั้น “นิพิฏฐ์” เหน็บแสบ “ผีถึงป่าช้าต้องเผา” “คณิต” ออกโรงหนุนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม “ปริญญา” จับไต๋ คสช.ยังหมกไพ่อีก 3 ใบ

จากกรณีเป็นที่จับตามองว่า การขึ้นบรรยายในเวทีสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะส่งผลบวกหรือลบต่อประเทศไทย ซึ่งนายทักษิณไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวัง ร่ายยาวชำแหละกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

“ทักษิณ” สับแหลก รธน.ไม่ตอบโจทย์

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 มี.ค. (เวลาท้องถิ่น) ตรงกับเวลา 05.00 น. วันที่ 10 มี.ค. ของประเทศไทย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายในงาน “สนทนาเป็นการส่วนตัวกับทักษิณ ชินวัตร” (Thaksin Shinawatra in Private Discussion) จัดโดยสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของไทยจะไม่สามารถวางโครงสร้างพื้นฐานในเชิงสถาบัน ส่งเสริมให้มีการลงทุน การผลิต และความร่วมมือระหว่างไทยกับต่างประเทศได้ เพราะอาจเปิดช่องให้มีการแทรกแซงอำนาจฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ โดยอำนาจพิเศษของ ส.ว.แต่งตั้ง และฝ่ายตุลาการ เมื่อพิจารณาเค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญ คงเป็นไปได้ยากที่จะได้รัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการประชาชน และความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ให้อำนาจ ส.ว.ลากตั้ง-ศาล รธน.ล้น

นายทักษิณกล่าวต่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มี ส.ว. 200 คน ถูกแต่งตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ มีอำนาจมากยิ่งขึ้นในการยับยั้งการออก พ.ร.บ.ต่างๆ ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจในการตัดสินคดีที่มากยิ่งขึ้น สามารถไต่สวนและวินิจฉัยคดีเมื่อมีการร้องเรียน โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นข้อพิพาทจริงที่องค์กรทางการเมืองหรือศาลอื่นดำเนินการยื่นเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญ “หากหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยคือรากฐานเพื่อการสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพประเทศ หัวข้อสำคัญที่พวกเราต้องพิจารณาคงเป็นเรื่องที่ว่า อำนาจตุลาการจะล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารหรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว ผมหวังว่าคงไม่มีการใช้อำนาจตุลาการที่เกินกว่าความจำเป็นอีกในอนาคต กรณีศึกษาในประเทศต่างๆ แสดงให้พวกเราเห็นว่า การใช้อำนาจพิจารณาทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้มีการถ่วงดุลตรวจสอบ อาจกลายเป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม และเป็นยุทธวิธีเตะถ่วงงาน จนสุดท้ายก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ”

ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับโลก

นายทักษิณยังกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 ว่า ควรให้ความสำคัญแก่การขยายความร่วมมือเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย ควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนแบบระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาค เพราะความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วทางเทคโนโลยีการผลิตแบบอุตสาหกรรม ไปสู่สภาวะปกติใหม่ของโลกปัจจุบัน การสรรหาปัจจัยการผลิต การผลิตที่มีลักษณะข้ามชาติ และอีคอมเมิร์ซที่เติบโตมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย ไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้ ตลอดช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถูกเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลกต่อเนื่อง มูลค่าการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติของไทย และมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยที่เชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับชะตากรรมของเศรษฐกิจโลก

ชะตากรรมหลังเลือกตั้งมีแต่ทรุด

วันเดียวกัน สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพี รายงานบทสัมภาษณ์นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่ยอมรับความตั้งใจส่วนใหญ่ของประชาชน นั่นหมายถึงการถอยหลังจากการปกครองประชาธิปไตย ที่คุณต้องให้อำนาจกับประชาชน คนไทยมีนิสัยอดทนมาก และพร้อมจะเชื่อทหารที่พูดว่า จะคืนอำนาจและสร้างความปรองดอง แต่จนถึงขณะนี้ 1 ปีครึ่ง พวกเขาไม่เห็นอะไรที่แสดงถึงความปรองดอง รัฐบาลพยายามใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง ขอเตือนว่า รัฐบาลจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนสะดุด เป็นห่วงอนาคตประเทศไทยถ้าใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว.แต่งตั้ง

ส่งซิกเมื่อไหร่กลุ่มหนุนพร้อมสนอง

ต่อมานายทักษิณให้สัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส สหรัฐฯ ว่า หากรัฐบาลยังกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวเพราะต้องการกลับคืนสู่อำนาจ ก็ขอให้มาติดต่อพูดคุยกับตนโดยตรง เมื่อถามว่า จะใช้เงินและทรัพยากรที่มีรณรงค์ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายทักษิณตอบว่า คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก เนื่องจากไม่ได้อยู่ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากตนออกมาแสดงความกังวล กลุ่มผู้สนับสนุนก็พร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหว เมื่อถามว่า ตอนนี้มีทรัพย์สินอยู่เท่าใด นายทักษิณตอบว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกยึดไว้ ทำให้ตอนนี้ไม่ได้ร่ำรวยมาก เมื่อรวมทรัพย์สินทั้งครอบครัวแล้ว คาดว่ามีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 35,000 ล้านบาท เมื่อถามต่อว่า รู้สึกถอดใจกับความพยายามในการเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่ นายทักษิณตอบว่า ไม่เคยคิดถอดใจ แต่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยอีก พร้อมจะเสียสละหากทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และรัฐบาลยังเคารพเสียงของประชาชนอยู่

แฟนคลับ-กลุ่มต้านยืนคนละมุม

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าสถาบัน นโยบายโลก มีกลุ่มชาวไทยจำนวนหนึ่ง ถือดอกกุหลาบแดงและป้ายผ้าข้อความภาษาอังกฤษสนับสนุนนายทักษิณ อาทิ “ขอบคุณ WPI ที่เชิญนายกฯทักษิณมาพูดคุยเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก” แต่ก็มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งรวมตัวประท้วงนายทักษิณเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายชุมนุมอยู่กันคนละมุม และระหว่างนายทักษิณเริ่มกล่าวบรรยาย กลุ่มต่อต้านได้พากันตะโกนโจมตีนายทักษิณ ด้านนายทักษิณกล่าวขอโทษต่อแขกสมาชิกที่เข้าฟัง ก่อนจะพูดเหน็บท้ายว่า “หวังว่ากลุ่มผู้ประท้วงจะสนุกสนานกับเสรีภาพในการแสดงออกที่สหรัฐฯ”

“ปึ้ง” โอ่สปีชสุดยอดสอนมวยรัฐบาล

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การพูดของนายทักษิณ ชินวัตร มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยอย่างยิ่งในสายตาชาวโลก เป็นการพูดที่แฝงไว้ซึ่งทักษะและชั้นเชิงด้านการต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง อยากให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ รู้จักคิดเอาไว้บ้างจะเป็นประโยชน์แก่นายดอนและรัฐบาลชุดนี้มาก เพราะนายทักษิณให้ความสำคัญ 2 มหาอำนาจ คือ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของโลกอย่างทัดเทียมกัน ไม่ได้คิดจะโอ๋ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนออกนอกหน้าเหมือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำกับจีน นี่คือชั้นเชิงและศิลปะในการพูด และหลักจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่สักแต่ว่ามีปากแล้วก็จะพูดแบบไม่มีหูรูด และครั้งนี้มีขบวนการจัดตั้งคนไปขับไล่ เป็นที่รู้กันว่าใครอยู่เบื้องหลัง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้จะมีกลุ่ม กปปส.นกหวีดขาประจำไปประท้วงก็ไม่เป็นปัญหา เพราะได้รับกำลังใจจากกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยที่มาสนับสนุนจำนวนมาก การแสดงออกทางความคิด การแสดงออก เชิงสัญลักษณ์ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ ทำให้ได้เห็นความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯกับไทยชัดเจน

“บิ๊กตู่” ขอชาติเอเชียเดินหน้าด้วยกัน

วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue (เอซีดี:ACD) Ministerial Meeting) ครั้งที่ 14 โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดการประชุมว่า ต้องการเห็นรอยยิ้ม อยากให้เราเป็นมิตรเป็นเพื่อนกันในเอซีดีทั้งหมด เดินไปข้างหน้าร่วมกันโดยยึดหลัก 3 ประการ คือ เพื่อประเทศชาติและประชาชน หน้าที่ต่อภูมิภาค และหน้าที่ต่อมวลมนุษยชาติประชาคมโลก เราต้องร่วมมือกันให้เป็นเอกภาพ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมาแล้ว เราต้องมาช่วยกันคิดวางอนาคตร่วมกัน ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน การลดความหวาดระแวง และผลประโยชน์ที่เท่าเทียม เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน โดยต้องกำหนดวิสัยทัศน์ทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้าและแก้ปัญหาที่มีอยู่

ชงสโลแกนหรู “เพื่อนจูงเพื่อน”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังปรับปรุงการทำงาน นำนโยบายมาสู่การขับเคลื่อนและปฏิบัติให้ได้จริง แต่ละประเทศมีความแตกต่าง เราต้องแสวงหาความเหมือนในความแตกต่างให้ได้ แล้วนำปัญหาที่เหมือนกันมาแก้เป็นอันดับแรก แม้บางประเทศไม่มีปัญหาแต่ต้องช่วยกัน เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง แล้วค่อยมาดูปัญหาที่ 2-3 ประเทศไทยจึงวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไว้ แม้ไม่สามารถให้คนทำตามได้หมด แต่ทำอย่างไรคนส่วนใหญ่จะเข้าใจและทำตาม เราไม่สามารถตัดเสื้อตัวเดียวให้ทุกคนใส่ได้ แต่เราตัดเสื้อให้พอดีสำหรับคนแต่ละกลุ่มได้ ดังนั้น เราต้องมองเป้าหมายในประเทศและเออีซีว่า มีความแยกแตกต่างกันอย่างไร เราเดินไปคนเดียว ไม่ได้ต้องไปด้วยกัน ดังคำกล่าว stronger together ตนขอใช้คำว่า “เพื่อนจูงเพื่อน” เพราะเราเป็นเพื่อนกัน

ชูประชารัฐยึดประชาชนศูนย์กลาง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราต้องลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาที่มีความแตกต่างให้ได้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนกินดีอยู่ดี ไม่ใช่มุ่งหวังแต่ตัวเลข การนำเข้า หรือรายได้จีดีพี สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือ ประชาชนต้องมีความสุข ความพอเพียงในกลุ่มประเทศสมาชิกยังมีความแตกต่างกันมาก ทำให้การขับเคลื่อนในภูมิภาคเป็นไปด้วยความยากลำบาก เราจึงต้องเข้มแข็งจากภายใน โดยเริ่มจากประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนในแบบที่ประเทศไทยทำอยู่ที่เรียกว่าประชารัฐ ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน เอ็นจีโอร่วมกันขับเคลื่อน ไม่อย่างนั้นจะขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ เวทีโลกจะมองไม่เห็นเรา ไปพูดที่ไหนเหมือนตัวเล็กไปหมด ฉะนั้นเราจะเข้มแข็งและตัวใหญ่ด้วยสมาชิกทั้ง 34 ประเทศ ทำอย่างไรจะเชื่อมโยงทุกประเทศมีประสิทธิภาพแบบไร้รอยต่อ หากเราเอาความขัดแย้งมาพูดก่อนก็ไปกันไม่ได้ อยากให้มองเป้าหมายมูลค่าของกลุ่มเอซีดีขึ้นเป็น 12 ล้านล้านโดยเร็ว

เป็นเอซีดียุคใหม่หลังสุริยุปราคา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ทุกประเทศควรเดินหน้าให้สอดคล้องกับการพัฒนา โดยกำหนดโรดแม็ปให้ชัดเจน ต้องเรียงลำดับความเร่งด่วนปัญหา เดินหน้าพร้อมกันเพื่อความยั่งยืน ประเทศไทยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำสงครามกับความจน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกร เราได้ทำตามแนวทางเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อความยั่งยืนของประเทศ แนวทางของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง และไทยพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทุกประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทำอย่างไรไม่ให้ประเทศล้ม และเมื่อล้มต้องไม่เจ็บ เพราะเราใช้เงินแก้ไขปัญหาไม่ได้เพราะปัญหาอื่นจะตามมา ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องมีเหตุผลต้องรู้จักประมาณตัวเอง ขอนอกเรื่องเหตุการณ์สุริยุปราคา ประเทศไทยเห็นชัดอยู่หลายนาที วันนี้ถือว่าเป็นการเปิดประชุมเอซีดียุคใหม่หลังเกิดสุริยุปราคา

ย้ำ รบ.เลือกตั้งต้องทำตามกรอบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังวางแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี เป็นการกำหนดทิศทางประเทศซอยย่อยให้เป็น 5 ปี 5 ปี ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะมีการเลือกตั้งในปีหน้าตามโรดแม็ปที่วางไว้ เราต้องทำตรงนี้ให้ได้ 1 ปีกว่าที่เหลืออยู่เป็นพื้นฐานของการปฏิรูประยะที่ 1 ใน 5 ปีแรก เราจะไม่เข้าไปก้าวก่ายรัฐบาลเลือกตั้ง ปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกที่มีอยู่ เพียงแต่ต้องเดินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ฝ่ายการเมืองเข้ามาแล้วจะทำตามนโยบายพรรคอย่างเดียวก็ไปไม่ได้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำตามนโยบายพรรคอย่างเดียว แต่เดินตามยุทธศาสตร์ชาติไปด้วย ใครมาก็ทำตรงนี้เดินหน้าต่อ

ใช้กฎหมายกลไกขจัดความขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์สร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิด ส่วนคนที่เกิดมาแล้วอย่างไรมนุษย์ก็ยังมีความขัดแย้ง คิดต่างกันเยอะไปหมด แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือใครคิดว่าไม่จำเป็น กฎหมายเป็นกลไกที่จะขจัดความขัดแย้ง ทำให้สังคม ประชาชนมีความสุข ไม่กระทบกระทั่งกัน กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและต้องไม่สองมาตรฐาน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาคือคนเอเชียค่อนข้างจะมีความสุข ชอบความสะดวกสบาย ไม่ชอบการโดนบังคับ พอโดนนิดหน่อยก็มีเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งที่คนละเรื่องกัน ถ้าไม่ผิดก็ทำอะไรไม่ได้ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน ให้รัฐบาลมีธรรมาภิบาล วันหน้าข้างหน้าตนจะกลับไปเป็นผู้สูงอายุ แต่เราวางอนาคตไว้ให้ลูกหลานในอีก 20 ปี พูดจากใจโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เท่าเทียม แต่สิ่งที่ทำให้มีคำว่า “ประเทศ” ได้ คือ กฎหมาย อาจมีการพูดบิดเบือนอยู่ข้างนอก

“ดอน” แรงอย่าไปใส่ใจหมากัดคน

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวบรรยายที่นครนิวยอร์ก ว่า ควรมองข้าม หากไปใส่ใจ เรื่องดีๆ ในประเทศถูกมองข้ามไปด้วย จึงไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เป็นปัญหา อนาคตของชาติบ้านเมืองยังมีอีกหลายเรื่อง จึงไม่อยากให้เรื่องนี้มาบดบัง เรารู้ทั้งรู้ว่าเรื่องนี้เกิดจากอะไร “เรื่องหมากัดคน จึงไม่ควรถูกนำไปลง แต่ผมไม่ได้พูดว่าใครกัดใคร พูดแต่เรื่องปกติสามัญ เราไม่ได้พูดว่าใครเป็นอะไร แต่พูดในบริบทที่ว่าควรเอาเรื่องดีๆไปนำเสนอ เพื่อให้คนทั่วไปรับทราบ” เมื่อถามว่า สิ่งที่นายทักษิณพูดจะนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่ นายดอนตอบว่า ไม่อยากให้กลับมาเรื่องเดิมอีก โลกไม่ได้ล้อมประเทศไทย แต่มีคนไม่กี่คนที่ไปล้อมประเทศไทย จนเกิดประเด็นขึ้น

สนช.ถก 3 วาระแก้ รธน.ประชามติ

ช่วงเช้า ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ คสช.และ ครม.เสนอ เพื่อพิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมพิจารณา 3 วาระรวด มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนคสช.และ ครม. ร่วมประชุมด้วย โดยนายวิษณุชี้แจงว่า เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเงื่อนไขประชามติร่างเดิมยังไม่มีความชัดเจน นำไปปฏิบัติยาก หรือหากปฏิบัติได้ก็ไม่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องแก้ไข

“วิษณุ” แจกแจงแก้ไข 5 ประเด็น

นายวิษณุกล่าวว่า ประเด็นขอแก้ไขมีมาตราเดียวคือ มาตรา 39/1 แต่มี 5 ประเด็น คือ 1.หลักเกณฑ์เรื่องประชามติ ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิประชามติที่ออกเสียงให้ความเห็นชอบ 2.กำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามผู้มาใช้สิทธิ ต้องไม่มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามกฎเกณฑ์การเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายเมื่อต้นปี 57 และกำหนดให้ผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปี ในวันลงประชามติเป็นผู้มีสิทธิ 3.การแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์ให้ได้ร้อยละ 80 ของครัวเรือนที่มีสิทธิ แต่เปิดโอกาสให้เผยแพร่รัฐธรรมนูญโดยวิธีอื่นได้ตามที่ กกต.กำหนด 4.กำหนดให้ สนช.ตั้งประเด็นคำถามเพิ่มเติมในการทำประชามติ นอกเหนือจากเรื่องร่างรัฐธรรมนูญได้ 5.ให้ กกต.ออกกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และการออกเสียงประชามติ ขณะนี้ กกต.ทำ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติเสร็จแล้ว มี 60 มาตรา จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 15 มี.ค.

มติเอกฉันท์ไฟเขียวผ่านฉลุย

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้ สนช.แสดงความเห็น โดยสมาชิกต่างแสดงความเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องการนับคะแนนประชามติ ซึ่งที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบวาระแรกด้วยคะแนนเสียง 194 ต่อ 0 และเข้าสู่การพิจารณาวาระสอง เป็นการพิจารณารายมาตรา โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เสนอขอปรับปรุงถ้อยคำเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องคะแนนเสียงที่ใช้ในการลงประชามติ 2 ประเด็นคือ มาตรา 4 วรรคเก้า และมาตรา 4 วรรคสิบสอง ซึ่งนายวิษณุยอมปรับแก้ตามข้อเสนอ พร้อมกับชี้แจงว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้ชัดเจนขึ้นใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.มาตรา4 วรรคเจ็ด จากเดิมให้ สนช.เป็นผู้เสนอคำถามแนบร่างประชามติเพียงฝ่ายเดียว แก้ไขเป็นให้สนช.รับฟังความคิดเห็นจาก สปท. มาประกอบการพิจารณาตั้งคำถามประชามติ 2.มาตรา 4 วรรคเก้า แก้เป็น “ถ้าผลการออกเสียงประชามติมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วัน” และ 3.มาตรา 4 วรรคสิบสอง หลังจากใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์เห็นชอบในวาระสาม ด้วยคะแนน 192 ต่อ 0

“พรเพชร” มั่นใจผ่านประชามติได้

หลังการประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แถลงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เห็นว่ารัฐบาลมีเจตนาเดินหน้าตามโรดแม็ปเลือกตั้งกลางปี 60 ทำให้ประเด็นการทำประชามติชัดเจนขึ้น ไม่ให้เกิดปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับการนับคะแนน ส่วนการเพิ่มให้ สปท.มีส่วนร่วมการตั้งคำถามด้วย เพราะเห็นว่าสปท.มีความคิดและทำงานควบคู่กับ สนช. ครม.และ คสช. เรื่องนี้ คสช.และ ครม.หารือมาก่อนแล้วว่าเห็นด้วย เมื่อถามว่ากรณีแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่มีทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ผ่านประชามติ แสดงว่ามั่นใจว่าจะผ่านประชามติแน่นอนใช่หรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า มั่นใจในระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวเช่นนี้ทำไม และหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.และ ครม.ก็มีทางออกไว้อยู่แล้ว แต่คงยังไม่บอกตอนนี้

แจงปรับอำนาจศาล รธน.ตามคำขอ

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรธ. ว่า กรธ.ทยอยปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญถึงหมวดองค์กรอิสระ ส่วนใหญ่ยังคงหลักการเดิม ส่วนในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.ได้ปรับแก้ไขเนื่องจากมีคนพูดถึงอำนาจและบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ หลักการที่ กรธ.ออกแบบไว้ในร่างเบื้องต้น ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแสดงความกังวล กรธ.จึงตัดสินใจปรับแก้ไข ไม่ใช่ว่า กรธ.ยอมถอย ส่วนประเด็นที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. ยังไม่ได้พิจารณา ข้อเสนอที่ออกมาก็อยู่ในส่วนของบทเฉพาะกาล กรธ.ยังพิจารณาไปไม่ถึง รออยู่ว่าจะให้เป็นแบบใด

รอ “บิ๊กป้อม” แทงหนังสือทางการ

เมื่อถามว่าต้องพูดคุยหารือเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในประเด็นนี้หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า คงต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือก่อนว่าเขาจะระบุมาอย่างไร ต้องดูเหตุผลที่จะนำไปพิจารณา เวลานี้จึงพูดหรือแสดงความเห็นไปก่อนไม่ได้ เมื่อถามว่า มีเอกสารจากเลขานุการของ พล.อ.ประวิตร เกี่ยวกับความมั่นคงในร่างรัฐธรรมนูญส่งมาให้กรธ.พิจารณาหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ดูแล้วบางประเด็น กรธ.ปรับแก้ไขไปแล้ว แต่บางประเด็นก็ไปคนละทิศคนละทาง เมื่อถามว่าที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงเคยมีปัญหาหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ข้อเสนอที่ส่งเข้ามาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับถ้อยคำในเวลาที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่รายละเอียดจำไม่ได้

โนคอมเมนต์กับสปีช “ทักษิณ”

เมื่อถามว่า ระยะเวลาที่เหลืออยู่เพียงพอต่อการจัดทำร่าง รธน.หรือไม่ นายมีชัยยืนยันว่า ต้องทัน ถ้าไม่ทันก็ต้องประชุมกันจนถึงตีหนึ่งตีสอง เมื่อถามว่ากระแสข่าวที่ กรธ.จะกำหนดให้นายกฯต้องสังกัดพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายมีชัยตอบว่า หลักการนี้มาจากไหน เห็นสื่อมวลชนพูดถึง ตนสงสัยจึงไปถามโฆษก กรธ. ก็บอกว่าไม่เคยพูด ไม่รู้มาจากไหน อยู่ๆก็ลอยมา ได้แต่แปลกใจว่ามาได้อย่างไร แต่เบื้องต้นยังไม่ได้พิจารณาทบทวนประเด็นที่มานายกฯ ระบบการเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทุกอย่างหลักการยังคงเดิม เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร วิจารณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพาประเทศถอยหลัง นายมีชัยปฏิเสธที่จะให้ความเห็น กล่าวเพียงสั้นๆว่า “โนคอมเมนต์”

กรธ.เชื่อต่างชาติเข้าใจร่าง รธน.

นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. กล่าวว่า กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วิจารณ์การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนยังมีสิทธิอย่างเดิม อาทิ ยังได้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.โดยตรง ขณะที่ ส.ว.แม้ประชาชนไม่ได้เลือกโดยตรง แต่ก็ยังเป็นผู้แทนของประชาชนที่เรียกได้ว่าเป็นสภาพลเมือง ต่างกันเพียงวิธีการได้มา ขณะที่บทบาทภาคประชาชนต่อการมีสิทธิเสรีภาพและการตรวจสอบหน่วยงานรัฐก็ยังคงมีเหมือนเดิม สามารถยื่นคำร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบฝ่ายการเมืองได้ เชื่อว่าต่างชาติจะมีการประมวลว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“บิ๊กป๊อก” จี้กำนัน–ผญบ.แจงลูกบ้าน

ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวในการประชุมมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในส่วนภูมิภาค กำนันผู้ใหญ่บ้าน 13 จังหวัดภาคใต้ โดยเน้นย้ำงานตามภารกิจคือ 1.ปัญหายาเสพติด 2.การสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3.เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ 4.ความปรองดองของคนในชาติ คนมหาดไทยต้องเป็นกลไกช่วยดูแลอย่าให้คนไทยต้องทะเลาะเบาะแว้งกันอีก และ 5.เรื่องรัฐธรรมนูญ ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านศึกษาทำความเข้าใจเพื่อนำไปอธิบายชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงเนื้อหาสาระสำคัญที่ถูกต้อง

“เหวง” ลั่นต้อง ส.ว.เลือกตั้งเท่านั้น

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า คำพูด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า หาก คสช.ไปเป็น ส.ว.สรรหา “ผิดตรงไหน” นั้น ไม่น่าเชื่อว่าความเข้าใจเรื่องอำนาจของ พล.อ.ประวิตร จะแคบและจำกัดเช่นนี้ อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็นสามด้าน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจทั้งสามด้าน ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนจึงต้องมาจากการเลือกตั้ง ส.ว.จึงต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น การสรรหา ส.ว. จึงเป็นการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร การให้คสช.เป็น ส.ว.ได้ด้วย ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคณะรัฐประหารกระหายที่จะคงอยู่ในอำนาจต่อไป เพราะ ส.ว.มีอำนาจมาก เช่น พิจารณากฎหมาย อนุมัติงบประมาณ แต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงเข้าไปเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครอบงำประเทศโดยบังคับให้ใช้นโยบายของตนอย่างน้อย 20 ปี ดังนั้นหากเป็นจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับกระบอกปืน”

อัดทำประเทศเดินหน้าช้าไป 5 ปี

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ส.ว.ควรต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ตัวแทนของบุคคลหรือคณะบุคคลใด และต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นการให้ใครแต่งตั้งเพื่อมาทำหน้าที่ดังกล่าวจึงขัดทั้งหลักการประชาธิปไตย และสามัญสำนึก แต่ถ้า คสช.ต้องการให้ ส.ว.มาทำหน้าที่สานต่อการปฏิรูป ควรเรียกสภาเช่นนี้ว่าสภาสืบสานการปฏิรูปของ คสช.หรือไม่ มีคำถามว่าการปฏิรูปประเทศควรให้คนไทยทั้ง 64 ล้านคนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด การให้ ส.ว.แต่งตั้งดูแลประเทศช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เปรียบเหมือนประเทศเป็นรถไฟความเร็วสูงตกราง พอกู้ขึ้นได้ เราไปบังคับให้วิ่งช้าไป 5 ปี ทั้งที่ควรให้วิ่งเร็วปกติเพื่อชดเชยเวลาที่สูญเสียไป หวังว่าจะมีการทบทวน

ซัดให้ศาล รธน.ขี่คอฝ่ายการเมือง

นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่มาและองค์ประกอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งจะมีบทบาทสูงต่อเสถียรภาพทางการเมือง และต่อกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นอกจากจะขัดต่อหลักนิติธรรมแล้ว ยังไม่ยึดโยงหรือรับผิดชอบต่อประชาชนอีกด้วย นับเป็นเรื่องตลกร้ายที่องค์กรและกลไกซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนหรือรับผิดชอบต่อประชาชน แต่กลับมีอำนาจเหนือองค์กร และกลไกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่นนั้นคงมีคำถามตามมาว่าแล้วจะให้มีการเลือกตั้งไปทำไม

“นิพิฏฐ์” เหน็บ “ผีถึงป่าช้าต้องเผา”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กับความเห็นล่าสุดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ที่ผู้มีอำนาจว่าจะเอา ส.ว.แต่งตั้งแน่นอนแล้วหรือไม่ ถ้าชัดเจนว่าเอาแน่ การที่เขาจะตั้งใครมาเป็น ส.ว. คงเลยหลักการความถูกต้องเหมาะสมแล้ว เปรียบเหมือนผีถึงป่าช้าต้องเผา หรือฝังเท่านั้น เพราะระบบ ส.ว.บ้านเรามาไกลแล้ว จากที่เคยเป็น ส.ว.แต่งตั้ง มาเป็น ส.ว.เลือกตั้ง ปรับมาเป็นเลือกตั้งและแต่งตั้งอย่างละครึ่ง หากย้อนกลับไปใช้แบบแต่งตั้ง ก็ต้องดูบทบาท อำนาจ หน้าที่ ว่า กรธ.จะบัญญัติไว้อย่างไร พูดตามเนื้อผ้า เวลานี้ต้องดูสองช่วง คือ ถ้าใช้ ส.ว.แต่งตั้ง และสมาชิก คสช.ไปเป็นได้แน่ ต้องยอมรับว่า 1.เป็นการผ่องถ่ายอำนาจเพื่อค้ำจุนรัฐบาล หรือค้ำจุน คสช. เพื่อให้ตนเองหรือพวกปลอดภัยจากการถูกเอาคืนจากกลุ่มอำนาจเก่า 2.ส่วนจะสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ระบุในรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญให้อำนาจ ส.ว.แต่งตั้งโหวตเลือกนายกฯได้ ก็พูดได้ว่าสืบทอดอำนาจแน่ เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.ต้องเลือกผู้ที่แต่งตั้งเขาอยู่แล้ว

หนุนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สถาบันพระปกเกล้าจัดงานสัมมนาวิชาการ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการปฏิรูปประเทศ” ครั้งที่ 3 เรื่องความปรองดอง โดยนายคณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวว่า เราต้องยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมของเรา ไม่เป็นโล้เป็นพายพอสมควร ไม่ใช่ว่ากฎหมายไม่ดี แต่คนของเรามีความรู้ด้านกฎหมายไม่เพียงพอ ที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูปการเมือง แต่กลับไม่มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่กระบวนการยุติธรรมของเราเป็นปัญหา ที่ผ่านมาตนเขียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มอบให้นายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม และประธาน สนช. เพราะคิดว่าถ้าเราไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ความสงบเรียบร้อยในประเทศก็เกิดยาก และหากไม่มีความสงบ การสร้างความปรองดองก็เลิกพูดได้เลย

“ปริญญา” จับไต๋ คสช.หมกไพ่ 3 ใบ

ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเสวนาถอดบทเรียน พฤษภา 35 “รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปประเทศไทย” โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ชัดเจนว่าขณะนี้เหตุการณ์เริ่มคล้ายกับการร่างรัฐธรรมนูญปี 34 ประธานร่างเป็นคนเดียวกัน อย่าลืมว่าสิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือเหตุการณ์นั้นจะวนซ้ำอีกครั้ง อย่าทำให้รัฐธรรมนูญมีฉายาหมกเม็ด ซึ่ง คสช.มีไพ่ในมืออยู่ 3 ใบ แต่ยังไม่ทิ้งมาให้เราเห็น อย่าลืมว่าประชาธิปไตยปกครองโดยประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ใช่นักการเมือง รัฐบาลแค่ทำหน้าที่บริหาร แปลกใจที่คนที่มีการศึกษาเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อแนวคิดนี้ เราไม่แย่ถึงขนาดต้องรอใครมาดูแลเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ดีที่สุดคือทำตามโรดแม็ปคสช.ไม่ควรได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญ จะถูกเชื่อมโยงทันทีกับการสืบทอดอำนาจ บทเฉพาะกาลไม่ควรมีอะไรที่ คสช.ได้ประโยชน์

“เสรี” ชงถามปมร้อนไปคู่ประชามติ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. กล่าวว่า การเมืองที่ผ่านมา มีแต่เรียกร้องหาผลประโยชน์ ต้องปฏิรูปนักการเมืองให้มีมาตรฐานก่อน ไม่เช่นนั้นจะต่างอะไรกับให้คนมาสืบทอดอำนาจ ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบร่มเย็น การแก่งแย่งอำนาจรัฐให้มาอยู่ในมือ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ส่วนข้อเสนอที่เป็นประเด็นอ่อนไหว อาทิ ที่มาและอำนาจของนายกฯ ส.ส. และ ส.ว. หรือการบัญญัติกลไกช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี กรธ.ควรเขียนให้ชัดลงในบทเฉพาะกาล จากนั้นนำบทเฉพาะกาลไปเป็นคำถามควบคู่กับการทำประชามติ ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย และไม่ขัดข้อง ที่จะให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.ได้

แนะ “บิ๊กตู่” งัด ม.44 เร่งระบายข้าว

อีกเรื่อง นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงมาตรการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ว่า พบปัญหาหลายอย่างในการเปิดประมูลข้าวในสต๊อก ผู้ชนะการประมูลทิ้งการประมูล ไม่ยอมลงนามในสัญญา และทำได้เพียงริบเงินประกัน ขั้นตอนทางราชการทำให้การประมูลแต่ละครั้งได้จำนวนข้าวไม่มาก ขณะที่รัฐบาลมีข้าวในสต๊อกกว่า 18 ล้านตัน ใช้งบประมาณเก็บรักษาข้าวถึง 50 ล้านบาทต่อเดือน ยิ่งเก็บนานข้าวยิ่งเสื่อมสภาพ จึงอยากเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เร่งระบายข้าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    65.2%
  • ไม่ชอบ
    26.4%
  • สนุก
    5.6%
  • ประหลาดใจ
    0.7%
  • เสียใจ
    0.2%
  • ให้กำลังใจ
    1.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement