'สมเด็จช่วง'รับนัดดีเอสไอ สอบคดีรถโบราณ ที่วัดปากน้ำฯ16มี.ค.นี้ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'สมเด็จช่วง'รับนัดดีเอสไอ สอบคดีรถโบราณ ที่วัดปากน้ำฯ16มี.ค.นี้

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2559 05:15
1,989 ครั้ง


เพื่อไทยร่อนแถลงการณ์ สับก้าวล่วงละเมิดสิทธิ์สงฆ์ ติงรัฐบาลฟังพระผู้ใหญ่แทนกลุ่มต้าน ชี้ยุคเผด็จการสังคมเสื่อมถอย “ชวลิต” จี้รัฐทำหน้าที่ทูลเกล้าฯตั้งสมเด็จพระสังฆราช ด้าน “สมเด็จช่วง” นัดดีเอสไอสอบเรื่องรถเบนซ์ 16 มี.ค.นี้ วงการสงฆ์ยังป่วนปัญหาตั้งพระสังฆราช

ความคืบหน้าคดี “รถเบนซ์” ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ยังยืดเยื้อคาราคาซัง ได้ข้อสรุปล่าสุดว่า “สมเด็จช่วง” นัด “ดีเอสไอ” แจงปมเบนซ์หรูในวันที่ 16 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังดีเอสไอ กำหนดนัดให้พนักงานสอบสวนเข้าพบ ชี้แจงเรื่องการครอบครองเบนซ์ ในวันที่ 16 มี.ค. เวลา 20.00 น. เนื่องจากติดภารกิจ ทั้งนี้ การเข้าพบก็เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองรถคันดังกล่าว โดยดีเอสไอมอบหมายให้ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เป็นผู้เข้าพบกับสมเด็จช่วง

วันเดียวกัน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้น ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอว่า สมเด็จพระมหา รัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ได้นัดหมายการชี้แจงเรื่องรถเบนซ์ที่วัดปากน้ำแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนไม่เน้นย้ำประเด็นใดเป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำไปในส่วนของมารยาท การให้ความเคารพ และให้ทำให้เรียบร้อย ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มี.ค. ตนอยู่ระหว่างเดินทางไปประชุมเรื่องยาเสพติดที่ต่างประเทศ ส่วนกรณีนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ ที่ซ่อมรถโบราณของสมเด็จช่วง มาร้องขอความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 8 มี.ค. เป็นหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ เรื่องนี้เป็นคดีพิเศษที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่นายวิชาญเดินทางมานั้น ทราบว่าต้องการพบตน แต่เนื่องจากตนติดภารกิจและไม่อยากให้เป็นประเด็น จึงมอบหมายให้อธิบดีดีเอสไอไปพบ อีกทั้งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่อยากลงไปกำชับอะไรมาก เพราะจะทำให้เป็นประเด็นอะไรขึ้นมาอีก

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 8 มี.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้เซ็นหนังสืออนุมัติรับนายวิชาญเข้าการคุ้มครองพยานตามที่ร้องขอแล้วส่วนเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น นายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องให้คดีต่างๆยุติก่อนถึงจะดำเนินการเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่า สนพ.รอได้ แต่อยากให้นายกฯบังคับใช้ในเรื่องของกฎหมายเท่ากันทุกกลุ่ม ให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน สนพ. ยังได้รับรายงานว่า ยังมีวัดบางจังหวัดที่ติดป้ายสนับสนุน มติมหาเถรสมาคม เช่น ที่ จ.นนทบุรี สระบุรี เป็นต้น มองว่าเป็นการต้องการแสดงออกส่วนตัวของแต่ละวัด ที่สนับสนุนมติ มส.ดังกล่าว

นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายส่วนได้สอบถามมายัง พศ.เกี่ยวกับการตอบข้อสงสัย จากรัฐบาลเรื่องการเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า พศ.ได้ส่งเรื่องให้รัฐบาลหรือยังนั้น ขอชี้แจงว่ารัฐบาลยังไม่ได้มีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรสอบถามถึงพศ. ขณะนี้ พศ.เพียงดำเนินการรวบรวมสภาพปัญหา ที่เกิดขึ้นไว้เท่านั้นเพื่อให้พร้อมต่อการตอบคำถามจากรัฐบาล

วันเดียวกันที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “มองภัยพระพุทธศาสนา ผ่านสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน” โดยนายประสงค์ จักรคำ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช มีการมองว่าการที่พระมาชุมนุมประท้วงที่พุทธมณฑลนั้นไม่มีความเหมาะสม บอกว่ามติมส.ไม่ถูกต้อง พระที่ออกไปพุทธมณฑล จะโดนเรียกไปปรับทัศนคติ มีการสร้างสถานการณ์ แต่มีพระอีกรูปหนึ่งจะไปยื่นหนังสือที่พุทธมณฑลกลับมีทหารตั้งแถวรอตั้งแต่หน้าพุทธมณฑล แบบนี้ถือว่าสองมาตรฐานหรือไม่ ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน

พระสุธีธรรมานุวัตร คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร. กล่าวปิดการสัมมนาว่า ตอนนี้เราเลือกข้างกันชัดเจน เราไม่สามารถแตะต้องพระสงฆ์บางรูปที่ออกมาเคลื่อนไหวได้ แต่คนทั่วไปกลับแตะต้องคณะสงฆ์เราทุกรูปแบบ การปกป้องภัยพระพุทธศาสนานั้นต้องมีทั้งฝ่ายบู๊ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายสนับสนุน แต่ปัจจุบันกลับมีการเรียกร้องให้ปลดพระเมธีธรรมาจารย์ จากรองอธิการบดี มจร.อีก ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยากให้มาซ้ำเติมกัน

อีกด้านวันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่องการปฏิบัติของรัฐบาลและ คสช. ต่อพระสงฆ์ ต่อกรณีการแต่งตั้งพระสังฆราช ว่า ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลจากการใช้อำนาจของ คสช.และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะรุนแรงขึ้น ก้าวล่วงไปดำเนินการกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่พุทธมณฑล ที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างทหารกับพระสงฆ์ และเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่เครือข่ายองค์กรชาวพุทธจะแถลงท่าทีของเครือข่ายต่อความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เห็นว่ามติของมหาเถรสมาคม (มส.) ทำ ผิดขั้นตอนการเสนอการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยสถานที่ก็เป็นศูนย์ประชุมของวัด ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด แต่ทหารและตำรวจได้เข้าขัดขวางจนการประชุมไม่อาจดำเนินการได้ ทั้งที่ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินและความถูกต้องในข้อกฎหมาย ซึ่งพระสงฆ์และประชาชนมีสิทธิท้วงติง

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การนำปฏิบัติการทางทหารมาใช้กับพระสงฆ์ดังกล่าว นอกจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังถือเป็นการไม่ให้ความเคารพในกิจกรรมของพระสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาที่ต้องการแสดงออกในเรื่องที่อยู่ในกิจของสงฆ์ ซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวในทางการเมืองแต่อย่างใด ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลและ คสช.ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินกิจกรรมใดๆของพระสงฆ์ ตราบใดที่การแสดงออกดังกล่าวไม่ได้เป็นการผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง สิ่งใดที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็ควรรีบดำเนินการ เช่น การเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ไม่ควรปล่อยให้เกิดความขัดแย้งในสังคมต่อไป ปัจจุบันได้มีการใช้อำนาจดังกล่าวก้าวล่วงไปถึงพระสงฆ์อันเป็นตัวแทนความเคารพนับถือและความศรัทธาของพี่น้องประชาชน นับได้ว่าประเทศนี้กำลังตกอยู่ในความเสื่อมถอยอย่างถึงที่สุด

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปรียบเทียบการตั้งสมเด็จพระสังฆราชกับการตั้งทหาร ตำรวจ ซึ่งต้องมีความเห็นชอบร่วมกัน ว่าเมื่อมหาเถรสมาคมมีมติแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ผู้มีหน้าที่นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯต้องเห็นชอบรายชื่อร่วมกับ มส.อย่างนั้นหรือ เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเรื่อง ศาสนจักร มีกฎหมายเฉพาะ เมื่อ มส.มีมติแล้ว ผู้มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯต้องทำตามหน้าที่ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าควรให้คดีความต่างๆ เรียบร้อยก่อนนั้น ขอเปรียบเทียบกับการแต่งตั้งนายกฯ หาก ส.ส.ได้เลือกใครเป็นนายกฯ แม้จะมีประเด็นถูกร้องเรียนเป็นคดีความอยู่ แต่ประธานสภาฯมีหน้าที่นำรายชื่อผู้ที่ ส.ส.เลือกเป็นนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่อาจประวิงเวลารอเคลียร์คดีดังกล่าวได้ เรื่องคดีความที่มีอยู่ก็ดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้บ้านเมืองบอบช้ำมามากจากความขัดแย้งระหว่างฆราวาสกับฆราวาส หากเพิ่มความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรกับศาสนจักร จะเดือดร้อนไปทุกหัวระแหง จึงขอเสนอความเห็นไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เร่งคลี่คลายปัญหาข้อกฎหมาย ประเด็นแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช แล้วเสนอเรื่องต่อนายกฯโดยเร็ว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    92.2%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    7.8%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement