วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อภิสิทธิ์' ไร้ปัญหา ปรับอำนาจศาล รธน. จี้ มีชัย แจงสังคม

อภิสิทธิ์ ยัน ไม่มีปัญหา ปรับอำนาจศาล รธน. แนะ อย่าหวังพึ่ง รธน.เป็นยาวิเศษ จี้ มีชัย แจงสังคม เปลี่ยนขั้นตอนอุทธรณ์คดีศาลฎีกานักการเมือง 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มี.ค. 59 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับเนื้อหาอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่ให้ยกวิกฤติประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเองได้ มาเป็นให้อำนาจประธานศาลรัฐธรรมนูญ จัดประชุมร่วมกับประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานองค์กรอิสระเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดแทนว่า ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ต้องวินิจฉัยให้อยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย โดยยึดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไม่อยากให้การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบนี้สามารถวินิจฉัยเรื่องการเมืองได้ด้วย เพราะจะทำให้เกิดปัญหาและนำไปสู่ความขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเพิ่มองค์ประกอบจากฝ่ายการเมือง ทั้งนายกฯ ประธานสภาฯ ประธานวุฒิสภา ยังถือเป็นเสียงข้างน้อย หากการวินิจฉัยเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายก็ไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมามีปัญหาว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติชัดเจนว่าจะใช้ช่องทางไหน แต่เมื่อระบุให้ช่องทางชัดเจนจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ส่วนหลังจากมีคำวินิจฉัยแล้ว จะสามารถบังคับใช้และยอมรับได้ทุกฝ่ายหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ แต่หากบางฝ่ายไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนช่วงก่อนการรัฐประหาร ที่ตนเคยเสนอแล้วว่า ต้องมีการค้นหาทางออกทางการเมือง โดยฝ่ายการเมือง หากยังไม่ใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นและหวังใช้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ก็จะเกิดปัญหาอีก เพราะสิ่งที่เหนือกว่ากฎหมาย คือ การหาทางออกโดยฝ่ายการเมือง หากฝ่ายการเมืองพยายามหาทางออกทุกมิติ รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นเรื่องรอง เพราะการคลี่คลายความขัดแย้งในประเทศประชาธิปไตยสามารถทำได้โดยกระบวนการทางการเมืองมากกว่า ซึ่งไม่ได้คัดค้านที่ร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ แต่เตือนว่า อย่าหวังพึ่งกลไกนี้เป็นหลัก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ กรธ.แก้ไขขั้นตอนการอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา มาเป็นให้ที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาตั้งองค์คณะใหม่ขึ้นมาพิจารณาคำอุทธรณ์ ตนเห็นว่า ควรกลับไปใช้ตามร่างเดิมจะดีกว่า เพราะการยื่นอุทธรณ์ควรจะชัดเจนว่า ผู้พิจารณาอยู่ในระดับที่สูงกว่าองค์คณะ ซึ่งการกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเหมาะสมแล้ว เพราะชัดเจนว่า สูงกว่าการพิจารณาขององค์คณะแค่ 9 ท่าน เพราะการตั้งองค์คณะใหม่จะไม่ชัดเจนว่า องค์คณะใหม่จะมีระดับที่สูงกว่าองค์คณะเก่าที่มาจากศาลฎีกาอย่างไร อีกทั้งหากจะให้มีการอุทธรณ์ก็ต้องมีการจำกัดขอบเขตให้ชัดเจน เช่น มีพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงใหม่ ไม่ใช่ว่า เมื่อแพ้คดีจากศาลหนึ่งก็ไปลุ้นคดีอีกศาลหนึ่ง โดยการขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา ส่วนจะเอื้อให้ใครได้รับอานิสงส์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบทเฉพาะกาลที่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า สิ่งที่ค้างอยู่ตามกติกาเดิมจะให้ไปต่ออย่างไร เพราะหากไม่ต้องการให้มีผลผูกพันกับคดีที่ค้างอยู่ต้องกำหนดให้ชัดเจนในบทเฉพาะกาล จึงต้องรอดูเนื้อหาส่วนนี้ก่อน และขอให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อธิบายเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาส่วนนี้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้เคยระบุว่า การให้ที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา จะเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญ 50