'มาร์ค' ลั่นไม่เอา ส.ว. เหนือ 'รัฐ-สภาผู้แทนฯ' - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

'มาร์ค' ลั่นไม่เอา ส.ว. เหนือ 'รัฐ-สภาผู้แทนฯ'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2559 15:53
1,960 ครั้ง


"อภิสิทธิ์" จี้แจงบทบาท ส.ว.สรรหา มีอำนาจแค่เตือนรัฐ ย้ำปฏิรูปประเทศได้สังคมต้องหนุน ติงคำสั่ง ผบ.ตร. หวั่นนักการเมืองเอาอย่าง ชี้ คสช.ทำสวนทางการปฏิรูป ศก. จี้เลิกใช้ ม.44 ยกเว้น ก.ม. อีไอเอ-เอชไอเอ เตือน "แลนมาร์คเจ้าพระยา" เพิ่มปมขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 59 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุต้องการให้มี ส.ว.สรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า การที่นายกฯ ยืนยันว่าจะไม่ให้ ส.ว.มีอำนาจในการโหวตนายกรัฐมนตรี จะทำให้แรงเสียดทานลดลง แต่ต้องแจงอำนาจหน้าที่ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วม ส่วนที่บอกว่าต้องการให้ ส.ว.มีอำนาจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศนั้น ต้องไม่ไปไกลถึงขั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะจะกลายเป็นเรื่องการเมือง จึงต้องดูว่าจะมีการวางกลไกนี้อย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้มีบทบาทเตือนรัฐบาล ไม่ใช่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหรือสภาผู้แทนฯ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหา สร้างสารพัดแผนงานเพิ่มความยุ่งยากให้ข้าราชการ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ยังไม่ชัดเจน เช่น การพูดถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามหลักรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นรัฐบาลที่เข้ามาก็มีสิทธิทบทวนได้ แต่ตนไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่างแผนดังกล่าว เพราะปัจจุบันมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจทุก 5 ปี นับวันก็ถูกลดความสำคัญลงจากการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นระยะยาวก็มีในแนวนโยบายแห่งรัฐอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำแผน หรือออกกฎหมายเพิ่มความซับซ้อน สร้างความยุ่งยากในระบบราชการ ส่วนจะเป็นรัฐซ้อนรัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ถ้ามีอำนาจเหนือรัฐบาลก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

"สิ่งที่จะเป็นหลักประกันในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่การเขียนกฎหมายหรือเขียนแผนบนแผ่นกระดาษ ต้องให้สังคมสนับสนุน เช่น ถ้ามียุทธศาสตร์ให้เด็กไทยรับการศึกษา 15 ปี ก็ต้องประกาศให้สังคมรับรู้ เพื่อจะเป็นตัวบีบให้รัฐบาลต้องทำ อย่างผมเคยเสนอให้ทำประชามติปฏิรูปตำรวจ ซึ่ง คสช.ยอมรับว่า ถ้ามติออกมาว่าต้องทำก็จะทำงานไม่ได้ เพราะประเด็นที่มีแรงเสียดทานมากๆ จะไม่สามารถปฏิรูปได้ วิธีการเดียวที่จะเอาชนะ คือ เสียงของประชาชนหรือสังคม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งให้รายงานคดีเกี่ยวกับความมั่นคง และอื่นๆ รวม 6 กรณี ต้องรายงานผ่านต่อ พล.ต.ต.สุรเชษฐ หักพาล ผบก.ทท. เพื่อรายงานต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ว่า ต้องไปถาม ผบ.ตร.ว่า คำสั่งในลักษณะเช่นนี้กระทบต่อระบบและสายงานการบังคับบัญชาหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้ทำระบบเช่นนี้ได้ครั้งหนึ่ง ต่อไปหากนักการเมืองเข้ามาทำเช่นนี้บ้างจะเป็นอย่างไร ขอให้มองในเชิงระบบ ผบ.ตร.ควรอธิบายว่าทำเรื่องนี้ทำไม เพราะปกติจะเป็นการรายงานผ่านผู้บังคับบัญชา และไปถึงรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การรวมศูนย์ไว้กับคนสองคนต้องระวัง เพราะเป็นเรื่องอันตราย คนที่รับผิดชอบจะลำบากหากเกิดอะไรขึ้น เพราะการรวมศูนย์อำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบที่สูงขึ้น หากมีปัญหา พล.อ.ประวิตร และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ต้องรับผิดชอบ

ส่วนกรณีที่มีคำสั่ง คสช. ให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยให้ยกเว้นกฎหมายเกี่ยวกับการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ )ในบางโครงการ โดยอ้างการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าไม่ใช่การปฏิรูป แต่เป็นการสวนทางกับการปฏิรูป ซึ่งเศรษฐกิจไทยควรอยู่บนพื้นฐานการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน ท้องถิ่นและภาคประชาขน ให้สามารถมีส่วนร่วมเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดประโยชน์แท้จริง แต่ถ้าให้อำนาจการปฏิรูปโดยกลุ่มคนที่ไม่สอดคล้องกับความจริงที่เปลี่ยนแปลงของโลก และความต้องการของประชาชนจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา

"ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งเรื่อง อีไอเอ-เอชไอเอ และผังเมือง เพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐมากขึ้น จะทำให้เกิดคำถามว่าที่เร่งรีบเพราะต้องการเร่งการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการขนาดใหญ่หรือไม่ และขอให้ติดตามดูโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลพยายามดัน แต่ผมไม่ต้องการเห็นเรื่องนี้สร้างความขัดแย้ง เพราะถ้าเดินตามแนวทางนี้จะไม่เป็นผลดีกับใครเลย อย่างโครงการแลนมาร์คเจ้าพระยา จำเป็นต้องทำ อีไอเอ-เอชไอเอ แต่ถ้าคิดว่ากระบวนการล่าช้าก็ต้องไปแก้ไขส่วนนั้น ไม่ใช่มายกเว้นกฎหมายที่ใช้บังคับ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติใช้งบประมาณ 4 พันล้านบาท ย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 1.1 หมื่นครัวเรือนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้พิจารณาว่าประชาชนไม่มีปัญหาเรื่องการปรับพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำ แต่ปัญหาคือรูปแบบที่ใช้บังคับสร้างเขื่อนแนวยาว 7 กิโลเมตรสองฝั่ง มีผลกระทบและมีข้อท้วงติงมาก หากรัฐบาลอยากแก้ปัญหาพื้นที่ริมน้ำ ต้องทำงานร่วมกับประชาชน โดยปรับสภาพพื้นที่แต่ละจุดให้ประชาชนมีส่วนรวม จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ จึงต้องมีการประเมินผลกระทบด้านต่างๆ แต่ถ้าคิดแค่จะทำให้เสร็จโดยไม่สนใจผลกระทบที่ตามมาจะเกิดความขัดแย้งลุกลามไปเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันมีหลายโครงการที่มีปัญหากับมวลชนอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับให้กลไกราชการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอันตราย จึงขอให้ทบทวนทั้งหมด

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    2.3%
  • ไม่ชอบ
    97.2%
  • สนุก
    0.5%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement