โหมโรงศึกแดงเดือด! 'หงส์-ผี' ครั้งแรกบนเวทียุโรป - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

โหมโรงศึกแดงเดือด! 'หงส์-ผี' ครั้งแรกบนเวทียุโรป

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2559 05:35
14,618 ครั้ง


เรียกได้ว่ามาเจอกันรวดเร็วพอสมควรสำหรับ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เมื่อต้องมาทำศึกแดงเดือดหนแรกบนเวทียุโรปในศึกยูโรปาลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปติดตามความพร้อมทั้งสองทีมและสถิติต่างๆ ก่อนเกมจะเริ่มคิกออฟ กันได้เลย...


ศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2015-16 เดินทางมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคู่บิ๊กแมตช์คงหนีไม่พ้นการมาปะทะแข้งกันในถ้วยยุโรปหนแรกของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยนัดแรก "หงส์แดง" จะเปิดสนามแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อน ในวันที่ 10 มี.ค. นี้ จากนั้นจะไปเล่นนัดที่สองที่สนามโอลด์ แทรฟเฟิร์ด รังเหย้าของ "ปิศาจแดง" ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ โดยทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์จะมานำเสนอความพร้อมของทั้ง 2 ทีม รวมทั้งสถิติต่างๆ ให้ได้ทราบกัน

สำหรับ ทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เยอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ไม่มีปัญหาในการจัดทัพ สามารถส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนามได้ เริ่มจากตำแหน่งผู้รักษาประตู ได้แก่ ซิมง มิโญเลต์, แนวรับจากซ้ายไปขวา ประกอบด้วย อัลเบร์โต โมเรโม, มามาดู ซาโก, เดยัน ลอฟเรน ที่กำลังฟอร์มเข้าฝัก และ เนธาเนียล ไคลน์ ส่วนกองกลางประกอบด้วย เอ็มเร ชาน, อดัม ลัลลานา, โจ อัลเลน และ จอร์ดอน ไอบ์ โดยมี ดิวอค โอริกี กับ โรแบร์โต เฟอร์มิโน ล่าตาข่าย ส่วน คริสเตียน เบนเตเก น่าจะมีชื่อเป็นตัวสำรอง

โรแบร์โต เฟอร์มิโน ตัวทีเด็ดในแนวรุกของฝั่งลิเวอร์พูล

มาที่ฝั่งของทีม "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กันบ้าง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมปรัชญา ที่เข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014 มีสถิติที่ดีมากในการพาทีมเจอกับลิเวอร์พูล โดยคว้าชัยได้ทั้ง 4 นัด และหากเขาพาทีมบุกไปชนะหงส์แดงในเกมนี้ จะทำให้ ปิศาจแดงชนะหงส์แดง 5 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย ซึ่งเกมนี้กุนซือจอมนั่ง เจอปัญหานักเตะเดี้ยงหลายรายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, เวย์น รูนีย์, แอชลีย์ ยัง, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, มารูน เฟลไลนี, ฟิล โจนส์, ลุค ชอว์ และ เวย์น รูนีย์ อย่างไรก็ตาม ฟาน กัล ก็พร้อมจัดชุดที่คิดว่าดีที่สุดลงสนาม ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู ดาบิด เดเคอา, แผงหลัง 4 คนไล่จากซ้ายไปขวา ประกอบด้วย ธิโมที โฟซู เมนซาห์, ดาร์ลีย์ บลินด์, ไมเคิล คาร์ริก, กีเยร์โม บาเลรา, ส่วนแดนกลาง ใช้ มอร์แกน ชไนเดร์แลง จับคู่กับ อันเดร์ เอร์เรรา, ริมเส้นซ้ายขวาใช้ เมมฟิส เดปาย และ อองโตนี มาร์เชียล ทะลุทะลวงแนวรับหงส์แดง โดยมีเจ้าหนู มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิงวัย 18 ปี เป็นกองหน้าตัวเป้า

มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี พร้อมลงยิงหงส์แดง

สถิติที่น่าสนใจ

สถิติเจอกันในลีก แมนฯ ยู ชนะ 67 ครั้ง ลิเวอร์พูล ชนะ 55 ครั้ง และเสมอกัน 44 ครั้ง

สถิติเจอกันในเอฟเอ คัพ แมนฯ ยู ชนะ 9 ครั้ง ลิเวอร์พูล ชนะ 4 ครั้ง และเสมอกัน 4 ครั้ง

สถิติเจอกันในลีกคัพ แมนฯ ยู ชนะ 2 ครั้ง ลิเวอร์พูล ชนะ 3 ครั้ง

สถิติเจอกันในแมตช์อื่นๆ แมนฯ ยู ชนะ 1 ครั้ง ลิเวอร์พูล ชนะ 2 ครั้ง เสมอกัน 3 ครั้ง

สรุป แมนฯ ยู ชนะ 79 ครั้ง เสมอกัน 51 ครั้ง และ ลิเวอร์พูล ชนะ 64 ครั้ง

หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังรักษาสถิติคุมทีมไม่แพ้ลิเวอร์พูลต่อไป

สถิติเจอกัน 5 นัดหลังสุด

พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-1

พรีเมียร์ลีก-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-1

พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2

พรีเมียร์ลีก-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล 3-0

อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปียนส์ คัพ-ลิเวอร์พูล แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-3

เยอร์เกน คลอปป์ กุนซือลิเวอร์พูล หวังเอาชนะ หลุยส์ ฟาน กัล ให้ได้เสียที

ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้ง 2 ทีม

ลิเวอร์พูล

ยูโรปาลีก-เอาก์สบวร์ก เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0

ยูโรปาลีก-ลิเวอร์พูล ชนะ เอาก์สบวร์ก 1-0

ลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ-ลิเวอร์พูล เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 (ลิเวอร์พูลแพ้จุดโทษ)

พรีเมียร์ลีก-ลิเวอร์พูล ชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-0

พรีเมียร์ลีก-คริสตัล พาเลซ แพ้ ลิเวอร์พูล 1-2

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เอฟเอ คัพ-ชรูว์สบิวรี ทาวน์ แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3

ยูโรปา ลีก-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ มิดทิลแลนด์ 5-1

พรีเมียร์ลีก-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ อาร์เซนอล 3-2

พรีเมียร์ลีก-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ วัตฟอร์ด 1-0

พรีเมียร์ลีก-เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0

เกมแดงเดือด 2 นัด ในยูโรปาลีก นี้ อุณหภูมิความดุเดือดของเกมการแข่งขันคงร้อนระอุเช่นเดิมแน่นอน และเมื่อดูจากอันดับในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของทั้งสองทีมในตอนนี้ โอกาสติดท็อปโฟร์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก คือหนทางที่จะพาทีมใดทีมหนึ่งได้ไปลุยฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปในซีซั่นหน้า ทำให้ทั้งสองทีมใส่กันเกินร้อยอย่างแน่นอน และมีเพียง 1 ทีมที่จะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป และอีก 1 ทีมที่ต้องน้ำตาตก จอดป้ายเพียงแค่รอบ 16 ทีมนี้ ห้ามพลาดศึกแดงเดือดครั้งแรกบนเวทียุโรปครั้งนี้ด้วยประการทั้งปวง

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    56.2%
  • ไม่ชอบ
    3.4%
  • สนุก
    35.6%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    4.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement