วิกฤติหาดทรายนับวันสูญสิ้น! เจาะปมเรื้อรังสร้างกำแพงสู้คลื่น ช่วยแก้หรือแย่กว่าเดิม? - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

วิกฤติหาดทรายนับวันสูญสิ้น! เจาะปมเรื้อรังสร้างกำแพงสู้คลื่น ช่วยแก้หรือแย่กว่าเดิม?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2559 05:30
9,339 ครั้ง


“สรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่กันแบบคู่ขัดแย้ง แต่ที่ดำรงอยู่ได้ตลอดมาก็เพราะมีรอยต่อเป็นส่วนเชื่อมประสาน ดังเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินกับทะเลที่มีหาดทรายเป็นส่วนเชื่อมต่ออย่างลงตัว”

จาก...หนังสือหาดทราย มรดกทางธรรมชาติที่นับวันจะสูญสิ้น

การพังทลายของหาดทราย ฝีมือใคร? ความผิดพลาดทางวิชาการ คอร์รัปชัน หรือความผิดพลาดของประชาชน...? เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ เพราะการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนั้น ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นมานาน และเกิดขึ้นกับทุกที่ที่มีหาดทราย ซึ่งกลายเป็นความเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยครั้งว่า การกัดเซาะชายฝั่งนั้นเป็นปัญหา และจะต้องมีการป้องกัน แต่แท้จริงแล้ว...การกัดเซาะชายฝั่งเป็นเพียงกระบวนการตามปกติของธรรมชาติเท่านั้น...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลในบริเวณชายหาดอ่าวน้อยและอ่าวคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำลังเป็นข้อถกเถียงของชาวบ้านในพื้นที่ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากวิตกกังวลในเรื่องของผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะชายฝั่งทะเล ซึ่งนำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พาชมพื้นที่และช่วยอธิบายความรู้เกี่ยวกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านได้ทำเข้าใจง่ายๆ ว่า...

แนวกั้นไม้สน ที่ทางท้องถิ่น อบต. ได้ดำเนินการสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
อ่าวคั่นกระได ที่กำลังชะลอแผนการสร้างเขื่อนริมชายฝั่ง (Sea Wall)
สร้างเขื่อน รุกล้ำชายหาด แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งได้จริงหรือ?

นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เริ่มต้นพาทีมข่าวฯ ลงพื้นที่บริเวณอ่าวคั่นกระได พร้อมอธิบายถึงความเป็นมาของโครงการสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งให้ฟังว่า สืบเนื่องจากชาวประมงในพื้นที่ร้องเรียนว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุม คือ ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ 

นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ทั้งนี้ หากมีการสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งขึ้น พื้นที่ส่วนนี้จะเป็นอย่างไร? นายศศิน อธิบายให้เห็นภาพว่า ลักษณะพื้นที่ชายหาดบริเวณอ่าวคั่นกระได และอ่าวน้อย มีลักษณะของชายหาดที่ค่อนข้างโค้ง เพราะฉะนั้นหากมีการสร้างเขื่อนขึ้น นั่นหมายถึงพื้นที่หาดทรายก็จะหายไป ดังนั้น คลื่นที่เข้ามาจะกระทบกับกำแพงเขื่อนแทน โดยทิศทางของคลื่นจะเกิดการวกกลับ และจะส่งผลต่อพื้นที่บริเวณข้างเคียงที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อน ในลักษณะที่แรงขึ้น ทำให้พื้นที่เกิดการกัดเซาะพังต่อๆ กัน ฉะนั้นสุดท้ายแล้วในระยะยาว ก็ต้องมีการสร้างเขื่อนต่อๆ กันทั้งหมด 

“ส่วนตัวมองว่า แนวความคิดของโครงการสร้างกำแพงหรือเขื่อนกันคลื่นนั้น ถือว่าไม่ผิด เพียงแต่สิ่งที่นักวิชาการค่อนข้างกังวลก็คือ ประเด็นการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายหาด ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ แต่ทั้งนี้ ถามว่าการสร้างเขื่อน เป็นการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้จริงหรือไม่นั้น คำตอบคือ สามารถป้องกันการกัดเซาะได้เฉพาะตอนนี้ แต่จะไปเพิ่มปัญหาในระยะยาว เพราะการสร้างเขื่อนนั้นไม่สามารถป้องกันได้อย่างถาวร เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเสียงบซ่อมทุกปี แต่หากไม่มีการสร้างสิ่งใดๆ ขึ้นเลย หาดทรายก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม”

หนทางแก้ปัญหาการกัดเซาะ แท้จริงต้องทำอย่างไร...?

เพราะฉะนั้นตามทฤษฎีแล้ว ถามว่า ควรจะทำอย่างไร? นายศศิน กล่าวว่า ควรจะปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะช่วงหน้ามรสุมจะมีพายุเกิดขึ้นเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น หากผ่านช่วงหน้ามรสุมไปแล้ว ทรายก็จะเข้ามาเติมในบริเวณพื้นที่ที่โดนกัดเซาะ นั่นหมายถึงธรรมชาติจะปรับสมดุลของมันเอง 

นายศศิน เฉลิมลาภ
สร้างกำแพงสู้ธรรมชาติ ทำลายกระบวนการหาดทราย

ด้าน อ.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อไรก็ตามที่มีการสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ ผลกระทบที่ตามมาคือ พื้นที่ชายหาดหายไป และน้ำทะเลจะลึกขึ้นในบริเวณที่ติดกับกำแพงเขื่อน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีหาดทราย คลื่นที่ซัดเข้าฝั่งก็จะไม่มีตัวเบรก แต่จะเข้ามาปะทะกับกำแพงกั้นแทน โดยจะบีบตัวให้ความแรงคลื่นลดลง ขณะที่น้ำหนักกดทับลงไปมากขึ้น ก็จะพาทรายหายไปเรื่อยๆ น้ำก็จะลึกขึ้น แต่ทั้งนี้ หากยังมีหาดทรายอยู่ หาดทรายจะช่วยให้คลื่นที่เข้ามาบริเวณชายฝั่งจะถูกเบรกด้วยทราย ในลักษณะที่เป็นคลื่นหัวแตกสีขาว

อ.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หากยังมีหาดทรายอยู่ หาดทรายจะช่วยให้คลื่นที่เข้ามาบริเวณชายฝั่งจะถูกเบรกด้วยทราย ในลักษณะที่เป็นคลื่นหัวแตกสีขาว

ซึ่งที่ผ่านมา ต่างมีตัวอย่างการสร้างเขื่อนริมชายฝั่ง (Sea Wall) ในหลายพื้นที่ทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า เขื่อนหรือกำแพงกั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี หรือเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น พื้นที่บริเวณข้างล่างก็เริ่มพังจากการกดทับ ส่วนคลื่นก็กระทบกับกำแพงกั้น ทำให้คลื่นสูงขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่กำแพงจะพังก็มีสูง และแน่นอนว่าในระยะยาวก็ต้องยอมรับกับสภาพว่า จะต้องมีการดูแลซ่อมแซมอยู่ตลอด

นอกจากนี้ หากทางท้องถิ่นยืนยันว่าจะมีการสร้างเขื่อนเกิดขึ้น หรือสร้างเพียง เฟส 1 ที่ชาวบ้านต้องการแล้ว ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาก็คือ การเลี้ยวเบนของคลื่น ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เนื่องจากหากมีการสร้างกำแพงเขื่อนกั้นคลื่นสิ้นสุดที่จุดใด พื้นที่บริเวณข้างเคียงจุดนั้น จะได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะที่แรงและมากขึ้นกว่าปกติ เพราะฉะนั้นหากมีการสร้างเขื่อนที่ใดที่หนึ่งแล้ว แน่นอนว่าต้องมีการสร้างเป็นแนวต่อไปเรื่อยๆ สาเหตุเนื่องมาจากปัญหาการกัดเซาะพังที่แรงขึ้น

ผลกระทบจากการสร้างเขื่อมริมชายฝั่ง (Sea Wall)
บ้านพัง พื้นที่ถูกกัดเซาะหนักขึ้น สาเหตุมาจากเขื่อนกั้นคลื่น

ทั้งนี้ เมื่อไรที่บ้านเรือนบริเวณข้างเคียงของปลายกำแพงกั้น ได้รับความเสียหาย เชื่อว่าส่วนใหญ่เข้าใจผิด โทษภาวะโลกร้อนและผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า สาเหตุที่แท้จริงแล้ว มาจากกำแพงกั้นคลื่น เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีการสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อปะทะและต่อสู้กับคลื่นหรือธรรมชาติ ก็จะเกิดการสะท้อน เลี้ยวเบน และแทรกสอด ดังนั้น สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดนั่นคือ ไม่มีทรายอีกต่อไป

อ.ศักดิ์อนันต์ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับจุดที่กระทบแรงสุด ก็คือจุดที่มีแนวกำแพงกั้นคลื่นตลอดแนว และจะกลายเป็นคลื่นที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากเมื่อเกิดการปะทะเอาทรายออกเยอะ ส่งผลให้แรงสะท้อนและตีกลับเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นกำแพงอาจจะได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากหินมีความพรุนและมีช่องว่างให้สลายคลื่น แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบโครงสร้างเขื่อนด้วย

ผลกระทบจากโครงสร้างชายฝั่ง (Sea Wall) / ขอบคุณภาพจาก กรม ทช.
นักวิชาการชี้ชัด สร้างกำแพงสู้คลื่น กระทบหาดทราย

ดังนั้น หากมีการสร้างเขื่อนกั้นคลื่น (Sea Wall) ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ หาดทรายและเม็ดบริเวณข้างหน้าหายไป น้ำบริเวณกำแพงกั้นจะลึกขึ้น รวมถึงพื้นที่บริเวณข้างเคียงจะถูกกัดเซาะมากขึ้น ส่วนผลกระทบอื่นๆ ก็จะเป็นในเรื่องของทัศนียภาพที่จะหายไป ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต้องสูญเสียชายหาด ส่วนปัญหากระทบต่อระบบนิเวศหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ถือว่าไม่ส่งผลกระทบมาก เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีการปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมได้ โดยการย้ายไปอยู่ที่อื่น หรือเปลี่ยนรูปแบบระบบนิเวศ

ยกตัวอย่างในหลายที่ที่มีการพัฒนาทำเขื่อนปากร่องน้ำ กลายเป็นการเปิดโอกาสให้เรือใหญ่เข้ามา แย่งชิงทรัพยากรกับชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้านใช้โอกาสในการหลบลมได้ เพราะเรือไม้อยู่กับทรายได้อย่างสบาย เกยตื้นได้ แต่ถ้าเมื่อไรที่เรือไม้อยู่กับปูนหรือคอนกรีต เรือก็จะพัง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจธรรมชาติมากกว่านักพัฒนาต่างๆ ที่หลงเชื่อโมเดลที่สวยหรู

“เพราะฉะนั้น ไม่มีการสร้างสิ่งใดๆ เกิดขึ้นบนหาดทราย ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งหากชาวบ้านเห็นด้วยกับการอนุรักษ์หาดทรายไว้ ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะสุดท้ายแล้ว หน่วยงานรัฐนั่นแหละที่ต้องการหาผลประโยชน์จากเอางบประมาณมาสร้าง มากกว่าชาวบ้านที่ต้องการเขื่อนเสียอีก"

อ.ศักดิ์อนันต์ อธิบายถึงลักษณะของพื้นที่ชายหาดอ่าวน้อยให้สื่อมวลชนฟัง

สอดคล้องกับ รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวในรายงานผลกระทบจากสิ่งก่อสร้างชายฝั่งทะเล โดยอธิบายไว้ว่า ชายหาดบริเวณอ่าวน้อย มีความยาว 1.3 กม. ซึ่งอยู่ระหว่างเขาคั่นกระไดและเขาตาม่องลาย มีเสถียรภาพสูงแบบสมดุลสถิต แต่ยังคงอ่อนไหวหากมีสิ่งก่อสร้างรุกล้ำชายหาด เช่น กำแพงชายฝั่ง เพราะคลื่นที่เข้าหาฝั่งจะปะทะกับกำแพงและสะท้อนกลับ พัดพาทรายหน้ากำแพงออกไปนอกชายฝั่ง ทำให้หน้าหาดต่ำและแคบลง สุดท้ายชายหาดก็หายไป

แนวไม้สนกันคลื่นที่ทาง อบต. นำมากั้นไว้เพื่อป้องกันการกัดเซาะ ส่งผลต่อการนำเรือขึ้นฝั่งยากขึ้น

รวมไปถึงชายหาดฝั่งเขาคั่นกระได ที่เป็นชายหาดยาวต่อเนื่องไปจนถึง อ.กุยบุรี มีความยาวกว่า 20 กม. ในพื้นที่ลักษณะเปิดกว้างแบบนี้ ยิ่งเสี่ยงต่อการทำลายล้างรุนแรง หากเริ่มมีการสร้างสิ่งก่อสร้างชายฝั่งทุกประเภท เช่น เขื่อนกันคลื่นและกำแพงชายฝั่ง

รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากคลื่นที่ปะทะกับสิ่งก่อสร้างจะพัดพาทรายหายไปแล้ว ยังไปหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของทรายชายฝั่ง ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล ซึ่งที่ผ่านมาเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราช และสงขลา

ตัวอย่างโครงการสร้างเขื่อนชายฝั่งบริเวณอ่าวน้อย / ขอบคุณภาพจาก บริษัท เอสที เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด
ใช้ประโยชน์จากชายหาดอย่างไร ให้เกิดความยั่งยืน?

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ประโยชน์จากชายหาดอ่าวน้อยและเขาคั่นกระไดอย่างยั่งยืน รศ.ดร.สมบูรณ์ จึงมีข้อเสนอแนะว่า...
 
1. เนื่องจากหาดทรายจัดเป็นส่วนหนึ่งของทะเล จึงมีความอ่อนไหวอย่างมาก ต่อสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำแนวหาดทราย ดังนั้น ในการออกแบบสิ่งก่อสร้างจึงต้องมีการศึกษาในห้องปฏิบัติการด้วยแบบจำลองที่ได้มาตรฐาน และตรวจสอบด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เชื่อถือได้ แต่ยังไม่ได้ศึกษาดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการออกแบบที่ไม่ถูกต้องและบกพร่องตามหลักวิชาวิศวกรรมชายฝั่ง

2. มีความเข้าใจผิดที่พบเสมอว่า การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหา และจะต้องมีการป้องกัน ซึ่งแท้จริงแล้วการกัดเซาะชายฝั่งเป็นกระบวนการตามปกติของธรรมชาติ เนื่องจากทรายชายหาดจะเคลื่อนที่ไปตามการพัดพาของคลื่นและลม เป็นความสมดุลท่ามกลางการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติการกัดเซาะของชายหาดในช่วงฤดูมรสุมจะถูกทดแทนด้วยทรายที่ถูกพัด คืนกลับมาตามเดิมในฤดูที่คลื่นลมสงบ กระบวนการตามธรรมชาตินี้จะสมดุลเมื่อไม่มีการแทรกแซงจากมนุษย์ 

3. การกำหนดแนวถอยร่นชายฝั่ง (Setback) เป็นมาตรการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่ดีที่สุดในการใช้ประโยชน์หาดทรายอย่างยั่งยืน เพราะแนวถอยร่นจะเป็นกันชนระหว่างการเปลี่ยนแปลงปัจจัยตามธรรมชาติกับการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของมนุษย์ในบริเวณชายหาด 

พื้นที่บริเวณอ่าวน้อย ช่วง Phase1
พื้นที่บริเวณอ่าวน้อยช่วง Phase3 ตามแผนการก่อสร้างเขื่อนชายฝั่งในอนาคต
เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ฟังเสียงชาวบ้าน อ่าวน้อยและอ่าวคั่นกระได

นายจิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงฝั่งอ่าวคั่นกระได เล่าว่า เนื่องด้วยพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีปัญหาในเรื่องของน้ำทะเลเอ่อล้นจริง แต่เป็นในช่วงที่มีลมมรสุมเข้าเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปีก็จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้เพียง 2-3 เดือน แต่การที่จะสร้างเขื่อนกั้นลงไปทะเลจะส่งผลต่อชาวบ้านที่ทำประมงพื้นบ้าน เพราะไม่สามารถนำเรือขึ้นบนฝั่งได้ ซ้ำหากสร้างคอนกรีตลงไป มีโอกาสที่เรือที่จอดไว้ในอ่าวจะกระทบกับเขื่อนสร้างความเสียหาย อย่างที่เคยเกิดในขณะนี้ ที่มีการนำเอาท่อนไม้มากั้นพื้นที่ชายหาด ดังนั้น หากทางการจะสร้างแนวป้องกัน ควรสร้างบนชายฝั่ง ไม่ใช่สร้างลงไปบนชายหาด 

นายเอื้อน อยู่เย็น ชาวประมงฝั่งอ่าวน้อย กล่าวว่า ตนประกอบอาชีพเป็นชาวประมงที่หาดอ่าวน้อยมา 40 กว่าปีแล้ว ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งในช่วงมรสุมทุกปี ทำให้ชาวประมงฝั่งอ่าวน้อยต่างเรียกร้องให้มีการสร้างเขื่อนกัน ซึ่งส่วนตัวก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าว ในบริเวณฝั่งอ่าวน้อย เนื่องจากชาวบ้านคือผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ และต้องอยู่กับสภาพเช่นนี้มานาน เรือประมงก็ได้รับความเสียหายจากการกัดเซาะไปหลายลำ เพราะฉะนั้น หากว่าสร้างเขื่อนแล้วจะเกิดผลกระทบในระยะยาวนั้น ตนมองว่าไม่มีปัญหา ขอเพียงทำอย่างไรก็ได้ให้รักษาพื้นที่ไว้เป็นพอ ส่วนแนวไม้สนที่ทาง อบต. นำมากั้นไว้เพื่อป้องกันการกัดเซาะนั้น ค่อนข้างส่งผลให้นำเรือขึ้นฝั่งยากลำบากขึ้น 

นายจิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงฝั่งอ่าวคั่นกระได
ผลกระทบวิชาการชี้ชัด ท้องถิ่นว่าไง เหตุไฉนถึงยังสร้าง?

นอกจากนี้ ทีมข่าวฯ ได้ติดต่อไปยัง นายพันธุ์ศักดิ์ ใจใหญ่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย เพื่อชี้แจงในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบท้องถิ่นอ่าวน้อยว่า แม้จะมีข้อมูลทางวิชาการมาชี้ชัดถึงปัญหาและผลกระทบที่จะตามมาแล้ว เหตุไฉนถึงยังปล่อยให้โครงการนี้เกิดขึ้นอยู่ 

นายพันธุ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า สำหรับส่วนของหาดคั่นกระไดนั้น ยืนยันว่าจะมีการสร้างเขื่อนริมชายฝั่ง (Sea Wall) ขึ้น งบประมาณการสร้าง 15 ล้านบาท และงบประมาณซ่อม อยู่ที่ 5 แสนบาทต่อปี โดยรูปแบบโครงสร้างจะเป็นแบบพื้นสโลปราบลงไป 10 เมตร และมีทางขึ้นทั้งหมดสามช่อง โดยช่วงที่เป็นสโลปจะสร้างเป็นเขื่อนกั้น เพื่อให้นั่งชมวิวได้ ซึ่งตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของชาวประมง และอีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นทรายเดิมไว้ และจัดเป็นสวนหย่อมเล็กๆ เพื่อไว้เป็นพื้นที่พักผ่อนชมวิว 

“สำหรับโครงการสร้างเขื่อนชายฝั่ง (Sea Wall) นั้น หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นแล้ว ไม่ได้มองเรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่จะมองส่วนรวมทั้งเรื่องของการพัฒนาและบูรณาการพื้นที่ ทั้งเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งทำมาหากินได้ด้วย เพราะฉะนั้นหากว่าการบูรณาการพื้นที่ในครั้งนี้ อาจจะต้องกระทบและสูญเสียธรรมชาติไปบ้าง ก็ต้องมาตั้งโจทย์กันว่า จะต้องทำอย่างไร ให้เกิดผลเสียน้อยที่สุดและได้ใช้ประโยชน์ด้วย ซึ่งก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว” นายก อบต.อ่าวน้อย กล่าวทิ้งท้าย

ตัวอย่างการสร้างเขื่อนกันคลื่น เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อ่าวประจวบฯ
ลักษณะของการสร้างกำแพงริมชายฝั่ง บริเวณอ่าวประจวบฯ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตัวอย่างการกัดเซาะและพังทลายของพื้นที่ชายฝั่ง จากการสร้างสิ่งต่างๆ มาเพื่อต่อสู้และต่อต้านกับธรรมชาติให้เห็นกันชินตา จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่รู้จบ แต่ก็น่าแปลกใจยิ่งนัก ที่หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลรับผิดชอบก็คงยืนยันที่จะให้โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ดี หรือว่าในวันนี้ มรดกธรรมชาติ อย่าง ‘หาดทราย’ นับวันจะสูญสิ้นแล้ว...

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    45.5%
  • ไม่ชอบ
    27.3%
  • สนุก
    2.3%
  • ประหลาดใจ
    6.8%
  • เสียใจ
    15.9%
  • ให้กำลังใจ
    2.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement