ประวิตร! ไม่คิดวัดรอยเท้า ป๋าเปรม - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ประวิตร! ไม่คิดวัดรอยเท้า ป๋าเปรม

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2559 07:57
6,696 ครั้ง


เคารพรักที่สุด ไม่เกี่ยวพิพาท พะจุณณ์-สตช.

“ประวิตร” ออกโรงยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องบงการ ชักใยอะไรทั้งสิ้น กรณีพิพาทระหว่าง สตช.กับ “พะจุณณ์” ระบุเป็นเรื่องของการคิดคนละทางเท่านั้นเอง ชี้รู้จัก “พะจุณณ์” ดีในฐานะรุ่นน้อง ลั่นชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกับน้องนุ่ง สวดยับจ้องลากไปฟาดฟันกับ “ป๋าเปรม” มโนส่งเดชคิดวัดรอยเท้า ยืนกรานให้ความเคารพมาตลอด ด้าน สตช.ไม่กังวลกรณี “พะจุณณ์”ตั้งท่าฟ้องกลับ นายกฯยังไม่วางใจสถานการณ์ ย้ำอยากได้ ส.ว.สรรหาคุมจังหวะกลไกเปลี่ยนผ่าน ทำงานหลอมรวมร่วมกับ ส.ส. แต่ไม่เห็นด้วยให้ยกมือโหวตนายกฯ อารมณ์ดีคืนฟอร์มนักพูด เกาะโพเดียมตอบแหลกแหกกฎ 4 คำถาม กรธ.ปรับแต่งร่าง รธน.เบี่ยงอำนาจชี้ขาดมาตรา 7 จากศาลรัฐธรรมนูญไปให้บรรดาผู้นำองค์กรตาม รธน. พร้อมลดอายุ-วาระดำรงตำแหน่ง ผ่องถ่ายแรงเสียดทาน สนช.จ่อยิงคำถามพ่วงประชามติ ไขกระจ่างปมล่อแหลม

เป็นประเด็นพิพาทลุกลามมาอย่างต่อเนื่อง กรณีที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สืบเนื่องจากการส่งไลน์เปิดเผยการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ โดยมีกระแสข่าวว่าเป็นสงครามตัวแทนเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูง ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมายืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ พร้อมโจมตีว่า การโยงใยมาถึงตนเองเป็นการคาดการณ์แบบผิดๆ

“ประวิตร” ลั่นไม่มีปัญหา “พะจุณณ์”

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีมีบทความวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความขัดแย้งกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สืบเนื่องจากการที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ถูกออกหมายเรียกข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการส่งไลน์เปิดเผยการซื้อขายตำแหน่งตำรวจว่า วิจารณ์กันไปเอง ตนกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ไม่มีอะไรต่อกัน รู้จักกันอย่างดี และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตนเด็กกว่าท่าน และเคารพท่านมาโดยตลอด

มโนเลอะเทอะวัดรอยเท้า “ป๋า”

“เขียนส่งเดช มโนกันไปหมด ไปเขียนว่าวัดกับท่านอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เกิดความเสียหาย ท่านมีความเข้าใจผม เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่าง พล.ร.อ.พะจุณณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์เขียนอาจหวังดีว่ามันมีอย่างนี้ๆ ในขณะเดียวกันตำรวจเป็นองค์กรก็ต้องปกป้ององค์กรเขา เป็นการคิดคนละทาง ทุกคนหวังดีกับบ้านเมืองทั้งนั้น คนที่เขียนบทความเช่นนี้ใช้ไม่ได้ คิดกันไปเอง เขียนผิดๆถูกๆ” รองนายกฯกล่าว

ตลอดชีวิตไม่เคยทะเลาะรุ่นน้อง

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า“ ผมกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ถูกกันดี สมัยเป็น รมว.กลาโหม ก็ให้ยศ พล.ร.อ.กับเขา เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกัน เพราะไม่เกี่ยวกับผม เขาไม่ได้ว่าผม ไปเอาอะไรมาต่อกันก็ไม่รู้ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พล.ร.อ.พะจุณณ์เป็นน้องผมตั้งกี่ปี ในชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับน้อง พล.ร.อ.พะจุณณ์ก็เปรียบเป็นน้องผม ยิ่งไปเขียนถึงท่านรัฐบุรุษอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้ และผมไม่อยากไปทำกับอะไรกับคนที่เขียนคอลัมน์ ทุกคนมีสมอง รู้ว่าควรจะทำหรือเขียนอะไร ผมไม่ก้าวล้ำ ผมเพียงแต่บอกเรื่องจริงให้ฟัง คนไหนเขียนคนนั้นก็รับกรรมไปแล้วกัน เขาหาทางให้เป็นประเด็น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลย อาจหาว่ามึงใหญ่ดีนักเลยเขียน ผมไม่ใหญ่เลย ไม่เคยใช้อำนาจและไม่อยากใหญ่ด้วย พร้อมออกทุกวัน” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ตร.ไม่กลัว “พะจุณณ์” ฟ้องกลับ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ตามหมายเรียกในวันที่ 10 มี.ค. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีตำรวจมีหลักฐานพบว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์ แชตข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ กล่าวหาว่ามีนายทหารยศ พล.อ.เข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ไปร้องกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่าตำรวจไม่มีความชอบธรรมในการออกหมายเรียกนั้น กระบวนการยุติธรรมไทยเป็นระบบกล่าวหาที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถให้การหรือให้ตรวจสอบในเรื่องที่ถูกกล่าวหาได้ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่กังวลใจหากจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกลับภายหลัง ตำรวจมีพยานหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริงและจะดำเนินการตามกฎหมาย และการดำเนินคดีไม่ใช่เรื่ององค์กรแต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล

“บิ๊กตู่” ยังหวั่นใจขัดแย้งปะทุ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงการประชุมร่วม 4 ฝ่าย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในการประชุมแม่น้ำ 4 สาย ได้มีการติดตามความก้าวหน้าในการทำงานด้านกฎหมาย การปฏิรูป ที่มีความก้าวหน้าทุกด้าน สิ่งไหนยังทำไม่ได้ต้องไปอยู่ในระยะที่ 2 นอกจากนี้ได้หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้มีการทำประชามติได้ กรณีที่ กรธ.ไม่มาร่วมประชุม เพราะนายมีชัยมีงานอยู่ตนก็ไม่อยากให้มา เพราะเดี๋ยวจะทำให้มีปัญหา ซึ่งตนก็นำเรื่องที่คุยกับ กรธ.มาแล้ว เอาปัญหา กรธ.มาคุยเป็นของเรา จะได้หาทางแก้ปัญหากับท่าน ส่วนประเด็น ส.ว.มีการพูดคุยกันว่า ถ้ามาจากการสรรหาทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ถ้าผสมจะเป็นอย่างไร คัดสรรจะเป็นอย่างไร ตนยังไม่พูดตรงนี้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจอะไรอยากให้ทุกคนทบทวนดูวันเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับเรื่องอะไรมาบ้าง ความเดือดร้อน การใช้อาวุธสงคราม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้วาดภาพให้เห็นความหวาดกลัวเพื่อที่จะอยู่ต่อ แต่ต้องคำนึงว่ามันจบหรือยัง การเมืองทุกกลุ่มพร้อมที่จะร่วมมือเดินหน้าประเทศหรือยัง ถ้าตอบได้ว่าพร้อมแล้วบอกมา ใครมั่นใจจะรับรองแทนบ้าง เพราะยังตีกันอยู่ทุกวัน ขณะตนมีอำนาจยังขนาดนี้ไม่รู้ว่าวันหน้าจะแค่ไหน

ไม่เห็นด้วย ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ

“ผมถึงบอกว่าไปคิดกันมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นกรธ. สนช. ไปหาวิธีการที่ทำอย่างไรให้สถานการณ์เหล่านี้บรรเทาเบาบางลง ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการให้ยุติ ให้สงบ กลายเป็นว่าผมต้องการจะสืบทอดอำนาจ ผมสืบเพื่อใคร เพื่ออะไรหรือ สมมติว่าถ้าจะให้มี ส.ว.อะไรที่ว่ามาทั้งหมด ส.ว.เขาจะทำอะไร ผมก็ ไม่ได้เห็นด้วยกับการให้มาเลือกนายกฯ แต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่ามันน่าจะเป็นกลไกของสภามากกว่า แต่บางคนก็หวังดี แต่อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนมากไปหรือเปล่า อะไรที่ทำได้ผมก็ให้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่อันไหนที่ควรจะต้องสงวนไว้บ้าง อาจจะต้องไปใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลบ้างหรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

จี้ย้อนดูประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯเห็นด้วยที่จะให้ ส.ว.มาจากการสรรหา แต่ไม่เห็นด้วยในเรื่องมีอำนาจเลือกนายกฯใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า สื่อเห็นด้วยหรือไม่ ความเห็นของตนคือทุกคนต้องช่วยหาทางออกให้กับประเทศ ดูด้วยว่า ส.ว.เดิมที่เลือกตั้งกันมามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วจะแก้ปัญหาหรือยอมรับได้หรือไม่ว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเดิมขึ้นมาอีก ใน 2 สภา มันไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคนคือคน ต่อให้เลือกมาก็เป็นมนุษย์ หากเราสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดได้ ไม่ต้องมาคัดสรรอะไรทั้งสิ้น ตนไม่ได้มุ่งหวังจะถืออำนาจตลอดชาติ ต้องการให้อำนาจเหล่านี้มาจากประชาชนโดยตรง คือการเลือก ส.ส. ถ้าเลือก ส.ส. ส.ว.ได้ดี ถ้ามี ความพร้อมตนก็พร้อมให้ ดังนั้น ขอร้องออกมาพูดในทางที่สร้างสรรบ้าง ถ้ามาย้อนว่า ถอยหลังเข้าคลอง แล้วที่ผ่านมาแบบเดิมถอยหลังไปเท่าไหร่และความเห็นส่วนตัว ส.ว.ไม่ควรยุ่งกับการเลือกนายกฯ เดิมว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น อะไรที่ไม่ขัดแย้งมากไม่ยุ่งอยู่แล้ว

วาดภาพ ส.ส.-ส.ว.หลอมรวมกัน

“เรื่องอำนาจ ส.ว.ก็ทำหน้าที่ดูแลรัฐธรรมนูญไม่ให้มีปัญหา ไม่ให้ได้รับการแก้ไขจนเละเทะ ถ้าเห็นด้วยว่าควรแก้ก็แก้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็แสดงความเห็นกันให้เป็นมติของสองสภา ไม่ต้องเป็นสภาสูงสภาล่าง ให้ทั้งสองสภาเป็นสภาเดียวกันหมด เอาแบบนั้นไหม ถ้าเราไม่มี ส.ว.ไว้เลย ที่เลือกตั้งมาทั้งหมดถามว่า จะกลับไปเกิดแบบเดิมหรือเปล่าผมไม่รับรอง ส.ว.จะคอยดูแลเรื่องธรรมาภิบาล การบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลยุทธศาสตร์ที่เขียนไว้กว้างๆ ถ้ารัฐบาลไม่ทำหรือทำน้อยก็เปิดประชุมสองสภาคุยกัน ว่าทำไมไม่ทำแค่นั้น ไม่ใช่จะไปชี้ผิดชี้ถูกยุบรัฐบาล มันไม่ใช่ ถ้าจะยุบรัฐบาลมันต้องเข้ากลไก ศาลไปว่ามา แต่ไม่ใช่ให้ศาลมาชี้เองคงไม่ได้ มันต้องมีมูล มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ” นายกฯกล่าว

ส.ว.ต้องหลากหลายรู้พื้นปัญหา

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นหัวหน้า คสช.และนายกฯมีความคิดที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ถูกแก้ใน 3 ปี 5 ปี นายกฯตอบว่า ก็มี ส.ว.ไว้ดูแล มันไม่มีใคร จะไปใช้อำนาจอะไร จะไปเขียนอะไรที่ล็อกมากๆก็ไม่ได้ ฉะนั้น จะต้องมีกลไกที่เราน่าจะเชื่อมั่นกัน และคนเหล่านี้ก็ต้องรับรู้การแก้ปัญหามาด้วยในหลายๆส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกร ต้องมีส่วนร่วมใน ส.ว.เพื่อที่จะดูแลภาพรวมไม่ใช่ฟ้องๆ ไล่ออกๆ ยุบสภา เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงจะเขียนเพื่อล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ไม่ล็อก ล็อกไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะไปล็อก พูดกันเองทั้งนั้น

ติงโพลทำลวกๆประเมินไม่ตรง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงผลโพลที่ประเมินคะแนนผลงานของแต่ละกระทรวงว่า ได้บอกรัฐมนตรีทุกคนอย่าน้อยใจ อย่าเสียใจ เราคงต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นในการสร้างความเข้าใจในทุกมิติ บางครั้งการทำโพลก็ง่ายเกินไป จะให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พูดคุยกันอีกทีว่าจะทำอย่างไร อาจจะต้องมีรายละเอียดมากขึ้น ถึงแม้คะแนนให้ตนเองดีอย่างไรก็ตาม แต่เราต้องเข้มแข็งไปด้วยกันทั้ง ครม.และ คสช.

สั่งย่อยโครงการเร่งเบิกจ่ายงบฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุม ครม.วันนี้ได้หารือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ที่คืบหน้าไปตามลำดับ 70-80% โดยทั้งหมดจะเริ่มงานกันปี 2559-2560 แต่ก็ยังมีอยู่บางโครงการอาจจะทำไม่ได้ เช่น โครงการขนาดใหญ่ จึงตนบอกว่าภายในเดือน มี.ค.นี้ หากโครงการไหนติดขัดให้แบ่งย่อยเป็นโครงการเล็กลงมาเพื่อให้โครงการเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นประชาชนจะไม่เข้าใจอีก คนไทยมักจะรอไม่ได้ ใจร้อน ดังนั้น การใช้จ่ายงบประมาณตั้งแต่ มี.ค.นี้เป็นต้นไป ต้องทำในสิ่งที่ทำได้ ต้องไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.ได้เน้นย้ำการสร้างธรรมาภิบาลให้ได้ นโยบายของรัฐบาลจะสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรมตามหลักเกณฑ์สากลให้มีความทัดเทียมกับการลงทุนในประเทศอื่นๆ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่น เนื่องจากเราวางแผนไว้ถึง 5-20 ปี

อารมณ์ดีตอบแหลกเกิน 4 คำถาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์และตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ใช้เวลายาวนานถึง 42 นาที แม้ก่อนหน้าที่จะลงมาแถลงคณะทำงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประสานขอประเด็นคำถามตามที่ได้ตกลงไว้ 4 คำถาม แต่ปรากฏว่านายกฯตอบคำถามหลายเรื่องมากกว่าที่กำหนดไว้ ด้วยอารมณ์แจ่มใสยิ้มแย้ม ทั้งยังกระเซ้าผู้สื่อข่าวในตอนท้ายอย่างเป็นกันเอง ผิดจาก 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่จะไม่มีการพูดเล่นและให้สัมภาษณ์เพียง 4 คำถามและตัดบททันที

โยก “สีหนาท” นั่งที่ปรึกษา ปปง.

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูร-รัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ปปง. ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังมีมติอนุมัติแต่งตั้งรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 2 และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสส. รวม 7 คน แทนตำแหน่งที่ว่างลงคือ นายวีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายคำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นางสุวรรณี คำมั่น นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ นายปัญญา ไข่มุก นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์-ประพันธ์ และนายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโยกย้าย พ.ต.อ.สีหนาทครั้งนี้ เนื่องจากดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.ครบวาระ ไม่สามารถต่ออายุได้ แต่ พ.ต.อ.สีหนาทยังเหลืออายุราชการ จึงให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ปปง.

เครือข่ายสตรีขอเพิ่มสิทธิการเมือง

ก่อนหน้านั้น เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายสตรี 4 ภาคเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ เนื่องในวันสตรีสากล 8 มี.ค. พร้อมมอบเสื้อที่ทำจากผ้าพื้นเมือง และนำผ้าขาวม้าผูกเอวนายกฯให้เป็นที่ระลึก ขณะเดียวกัน ได้ยื่นข้อเสนอ 8 ข้อให้ นายกฯ อาทิ เพิ่มการคุ้มครองสตรีจากความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนหญิง กำหนดสัดส่วนระหว่างหญิงกับชายในทางการเมืองในทุกระดับให้ใกล้เคียงกันในรัฐธรรมนูญ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้จะไม่หงุดหงิดกับผู้หญิง สำหรับข้อเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนสตรีเข้ามาร่วมในสภาผู้แทนราษฎรนั้น เรามีสัดส่วนอยู่แล้ว หากต้องการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็ให้ลงสมัคร ส.ส.เยอะๆ ส่วนที่ให้ตั้งกองทุนสตรีนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงบประมาณดูแลอยู่แล้ว หากให้เพิ่มงบฯจะเอาเงินมาจากไหน เพราะภาษีที่เก็บมาได้ต้องนำมาใช้จ่ายทุกด้าน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

นายกฯขอคนไทยกล้าสปีกอิงลิช

จากนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นำคณะมูลนิธิยุวสถิรคุณเข้าพบนายกฯเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ “แอพพลิเคชั่น การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระดับพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป” โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำวิธีการใช้แอพพลิเคชั่น ECHO ENGLISH ซึ่งเป็นโปรแกรมภาษาอังกฤษเพื่อเรียนรู้ฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในไอแพดให้กับนายกฯ โดยนายกฯกล่าวว่า อยากให้คนไทยฝึกพูดภาษาอังกฤษ อย่ากลัว เพราะฝรั่งพร้อมที่จะเข้าใจเรา โรงเรียนส่วนใหญ่สอนแต่ไวยากรณ์ ให้ท่องตามบท พอนอกบทก็พูดไม่ได้ ครูมีตั้ง 5 แสนคน ความคิดก็คนละอย่าง ต้องช่วยกันพัฒนาตนเองด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ และฝึกพูดบ่อยๆ ตนยอมรับว่าไม่เก่งเรื่องภาษา แต่ก็พยายามที่จะพูด ภริยาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษก็สอนตน แต่ก็พูดได้ไม่มาก

“กลุ่มสตรีพีมูฟ” ร้องปมที่ทำกิน

เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กลุ่มสตรีในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ นำโดยนางนุชนารถ เท่นทอง รวมตัวกันเนื่องในวันสตรีสากล ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอให้ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่ทำให้คนจนสูญเสียที่ดินและถูกดำเนินคดี โดยขอให้สานต่อนโยบายโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน 2.ขอให้ทบทวนปรับปรุงนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่มีแค่ภาคธุรกิจ 3.ขอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3 และ 4/2559 เรื่องการงดเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายผังเมือง 4.ขอให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 44 ปี 2502 ที่นำมาไล่รื้อชุมชนคนจนเมืองใน กทม. และ 5.ขอให้รัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงการออกเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบและขอให้กรมบังคับคดีต้องชะลอการบังคับคดีออกไปก่อน

“ปู” หวัง รธน.ใหม่เท่าเทียมทุกเพศ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 59 ว่า เนื่องในวันสตรีสากล แนวการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติในปีนี้มีเป้าหมายสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศให้เกิดขึ้นภายในปี 2030 เชื่อว่าพลังของความเท่าเทียมจะเป็นแรงส่งต่อไปยังการพัฒนาที่ยั่งยืน และขอส่งกำลังใจถึงสตรีทุกคน สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้โอกาสผู้หญิงพอสมควรเมื่อเทียบกับนานาชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศเรา จะเคารพและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของคนทุกเพศ เพื่อให้ทุกคนเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันในการพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไป

กรธ.ปรับแต่งอำนาจชี้ขาด ม.7

ด้านความเคลื่อนไหวการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังประชุมนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.แถลงว่า ที่ประชุมมีมติแก้ไขส่วนของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นการวินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด (มาตรา 5/1) หรือมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งในร่างแรก กรธ.ได้ให้หน่วยงานที่มีปัญหาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เปลี่ยนเป็นให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด มาร่วมประชุมเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด โดยใช้เสียงข้างมาก และมติที่ได้จะมีผลผูกพันกับทุกองค์กร ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาเองได้

ยันไม่มี คปป.แปลงร่างมาหลอน

เมื่อถามว่า ตรงนี้เป็นการกลายร่างมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ใช่หรือไม่ นายอุดมตอบว่า ไม่ใช่ ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปแทรกแซงอำนาจอื่นๆ เช่น กรณีการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่มีการถกเถียงระหว่างรัฐบาลรักษาการกับ กกต.ว่าสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งยื่นเรื่องเข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ ในขณะที่ คปป.มีอำนาจมากกว่านั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็เข้ามาจัดการเองได้เลย นอกจากนี้ กรธ.ยังได้ปรับลดคุณสมบัติในเรื่องอายุของบุคคลที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 75 ปี มาเป็นไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 68 ปี ในวันที่ได้รับการคัดเลือก และยังปรับลดวาระการดำรงตำแหน่งจากเดิม 9 ปี มาเป็น 7 ปี สาเหตุที่ กรธ.ลดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป จึงต้องการลดความกดดันดังกล่าวลง

ผ่องถ่ายลดแรงกดดันศาล รธน.

นายอุดมกล่าวว่า กรธ.ยังได้ปรับเปลี่ยนเรื่องการวินิจฉัยกรณีการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 231 จากเดิม ป.ป.ช.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา ได้ปรับแก้ให้ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้ากรณีที่ ป.ป.ช.เป็นผู้ฝ่าฝืนจริยธรรมเอง ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ จากนั้นก็ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย และ กรธ.ได้ปรับเปลี่ยนการพิจาณาคดีของนักการเมืองในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่พิจารณาอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายและพยานหลักฐานใหม่ เปลี่ยนเป็นสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ในประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พร้อมปรับเปลี่ยนองค์คณะศาลฎีกาในชั้นต้นจากเดิม 9 คนเป็นไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 9 คน

สนช.เล็งตั้งคำถามพ่วงประชามติ

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวภายหลังการประชุมถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม ว่า ในวันที่ 10 มี.ค. สนช.จะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ทั้ง 3 วาระรวด โดยในวาระแรกและวาระสาม จะใช้วิธีลงมติขานชื่อเป็นรายบุคคล ส่วนวาระ 2 ใช้วิธีเสียบบัตรลงคะแนน ซึ่ง สนช.จะเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายให้ข้อคิดเห็นได้เต็มที่ไม่กำหนดเวลา คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาพอสมควร ส่วนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะใช้บัตรใบเดียว แต่แยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกจะถามว่าเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ และส่วนที่สองจะเป็นการตั้งคำถามของ สนช. ซึ่งขณะนี้ สนช.ยังไม่ได้หารือว่าจะตั้งคำถามประชามติหรือไม่ หรือถ้าตั้งจะถามว่าอย่างไร เพราะยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ของ กรธ.ที่จะออกมาในวันที่ 29 มี.ค. ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ คาดว่า กกต.จะส่งมาให้ สนช.พิจารณาหลังวันที่ 22 มี.ค.

เห็นพ้อง ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. กล่าวว่า สนช.ยังไม่ตกผลึกว่าจะตั้งคำถามประชามติหรือไม่ เท่าที่ได้คุยกับเพื่อนสมาชิก สนช.อย่างไม่เป็นทางการ มีการเสนอความเห็นคำถามประชามติที่ต่างกันไป อาทิ เห็นด้วยกับการใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงหรือไม่ เห็นด้วยกับการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือไม่ หรือเห็นด้วยกับการให้มี ส.ว.จากการแต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือไม่ ซึ่งเรื่องการตั้งคำถามประชามติคงให้เป็นอำนาจของผู้ใหญ่ใน สนช.และวิป สนช.หารือกัน คงไม่ถึงขั้นให้ สนช.ลงมติโหวตว่าจะตั้งคำถามประชามติหรือไม่ ส่วนหลักการเรื่องที่มา ส.ว.นั้น สนช.เห็นตรงกันว่า ควรมี ส.ว.สรรหาทั้งหมดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อประคับประคองสถานการณ์บ้านเมือง เพราะเห็นว่าไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง จะเกิดการไม่ยอมรับจากอีกฝ่าย จึงควรมี ส.ว.สรรหามาช่วยประคองสถานการณ์ประเทศช่วงหลังเลือกตั้ง

ใกล้คลอดร่าง พ.ร.บ.คุมประชามติ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า กกต.เป็นคนทำ เพียงแต่กฤษฎีกาส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเพื่อความรวดเร็ว โดยเนื้อหาเหมือนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 เพียงแต่กำหนดวิธีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญต่างออกไป กับเพิ่มว่าการบิดเบือน การปลุกระดมช่องทางสื่อสารใดบ้างที่เป็นการกระทำความผิด ส่วนบทลงโทษจำคุก 10 ปี ที่ถูกมองว่าแรงเกินไปนั้น เข้าใจว่าเป็นของเดิมปี 50 ส่วนจะปรับลดลงมาหรือไม่ ขอดูอีกครั้งโดยเปรียบเทียบกับกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องชัดเจนก่อนหรือหลังการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายเสร็จสิ้นนิดหน่อย แต่ขณะนี้ก็เรียกได้ว่าแทบจะเสร็จแล้ว

สมช.แจงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า เจตนาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ต้องการวางวิสัยทัศน์ให้มองไปข้างหน้าโดยมีแผนในภาพรวมไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด 20 ปี เพราะจะมีการแบ่งย่อยการดำเนินการครั้งละ 5 ปี เหมือนเป็นการเตรียมบ้านให้คนรุ่นหลังดูแลต่อ การกำหนดกรอบ 5 ปี เพื่อให้เห็นแต่ละก้าวที่จะเดินต่อไป และมองย้อนว่า 5 ปีแรกสามารถดำเนินการตามนั้นได้หรือไม่ หากทำได้ก็จะทำต่อไปอีก 5 ปี เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของหลายฝ่าย มีการพูดคุยตลอดเวลา ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต้องประสานงานและเดินไปด้วยกัน

“สุเทพ” หนุน คสช.เร่งปฏิรูปตำรวจ

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการจัดเสวนาการปฏิรูปตำรวจ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นางฟองสนาน จามรจันทร์ นักจัดรายการวิทยุและสื่อมวลชนอิสระ ร่วมเสวนา นายสุเทพกล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้รูปแบบโครงสร้างไม่เอื้อให้ตำรวจทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนมากตำรวจที่มีอยู่กว่า 3 แสนนาย มีอุดมการณ์แต่กลับมีชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน ต้องคิดหารายได้จากวิธีอื่น ประเทศเลี้ยงตำรวจให้ไปหากินเอาเอง สมัยที่ตนเป็นรองนายกฯ และประธาน กตร. ก็โทษตัวเองที่ไม่ปฏิรูปเพราะมัวรบกับคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปกติไม่สามารถปฏิรูปได้ คสช.อยู่ในฐานะที่ทำได้ ซึ่งไม่ทราบว่าจะเอาจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องปฏิรูป

แนะกระจายไปเติบโตแต่ละพื้นที่

นายสุเทพกล่าวด้วยว่า วันนี้ศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางคือ สตช. ซึ่งไม่เอื้อต่อการทำงาน จึงเกิดปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคลและงบประมาณ ทั้งนี้ แม้ พ.ร.บ.ตำรวจ ระบุชัดเจนว่าการแต่งตั้งต้องคำนึงถึงระบบอาวุโส แต่วันนี้ไม่ได้ใช้หลักนี้แล้ว ใครจะเป็นสารวัตร มีตำแหน่งมาจากใบสั่งทั้งนั้น ถ้าไม่รู้จักผู้มีอำนาจก็ไม่มีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง ตำรวจต้องไม่ยอมรับระบบนี้ นอกจากนี้ประชาชนต้องมีโอกาสประเมินการทำงานของตำรวจ ส่วนโครงสร้างถ้ากระจายอำนาจออกไป มีตำรวจของจังหวัดนั้นๆ ก็ไม่ต้องวิ่งเต้นที่ไหน เติบโตก้าวหน้าในพื้นที่

ปฏิรูป ตร.ไม่ได้ รธน.ฉบับนี้ก็ไร้ค่า

ด้านนายอุดมกล่าวว่า ใน กรธ.พูดกันว่า ถ้าปฏิรูปตำรวจไม่สำเร็จ รัฐธรรมนูญนี้จะไม่มีความหมาย สิ่งที่ กรธ.อยากทำคือการปฏิรูปการศึกษากับตำรวจ ลำพังหากเป็นรัฐบาลเลือกตั้งทำยากมาก หาก พล.อ.ประยุทธ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลง 2 เรื่องนี้ให้ได้ก่อนเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ตำรวจต้องทำระเบียบบริหารงานบุคคลให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จต้องนำระบบอาวุโสมาใช้ และที่ กรธ.ระบุต้องทำให้เสร็จใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ตำรวจต้องปรับภารกิจ เช่นส่วนที่เกินเลยกว่าภารกิจตำรวจให้กระทรวงอื่นเข้าไปดูบ้าง และเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายต้องไม่ให้อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาไม่กี่คน

ขณะที่นางฟองสนานกล่าวว่า ในทางโหราศาสตร์ ดวงเมืองเป็นยุคที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ดาวมฤตยูที่มา 6 มี.ค.59 เป็นดาวของการปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป แต่การปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นจริง หลังวันที่ 17 มิ.ย.59 ตำรวจจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน ตามดาวและดวงเมืองบอก

“สุเทพ” ขอพิสูจน์ปมเลือกตั้งโมฆะ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.มีมติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแกนนำกลุ่ม กปปส. ฐานขัดขวางการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 ว่า แกนนำกลุ่ม กปปส. และตน เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม จะเป็นการพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่สามารถที่จะทำได้ และไม่ใช่ความผิดของกลุ่ม กปปส. ส่วนกระแสข่าวว่าสาเหตุที่ กกต.เพิ่งจะคิดฟ้องร้องเนื่องจากมีปัญหาเรื่องงบประมาณในการบริหารงานนั้น ตนก็ได้ยินข่าวลือดังกล่าว แต่ดีใจที่ กกต.ระบุจะฟ้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในข้อหาเดียวกัน จะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วย

“ดอน” อ้างมีกระแสแอนตี้ “ทักษิณ”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะร่วมพูดคุยเศรษฐกิจโลกกับผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของไทยต่อประชาธิปไตย ตามคำเชิญของสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ในวันที่ 9 มี.ค.ว่า ทราบว่ามีคนไทยจำนวนมากในต่างประเทศไม่เห็นด้วย และเดินทางไปยื่นคัดค้านกับสถาบันดังกล่าวแล้ว ตอนนี้เกิดกระแสไม่เห็นด้วยกับใครก็ตามที่ทำให้ไม่เกิดเสถียรภาพในบ้านเมืองไทย เพราะมันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ปากท้อง และครอบครัวเขาที่อยู่ในประเทศไทย ตนอยากให้ใครก็ตามที่อยู่นอกประเทศคิดถึงประเทศมากๆ

“บิ๊กโด่ง” ยินดีให้สอบเพิ่มราชภักดิ์

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวถึง กรณีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า ไม่พบการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ แต่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ยังมีประเด็นสงสัยอีก 2-3 ประเด็นว่า หากสงสัยอะไรก็ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อกันไป ตนยินดี แต่จากการให้สัมภาษณ์ของนายพิศิษฐ์น่าจะชัดเจนว่าไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่ายินดีเพราะแม้จะมีคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการ แต่ประชาชนก็มีความศรัทธาอุทยานราชภักดิ์ เข้าไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก จนถึงขณะนี้มียอดสูงถึง 3 ล้านกว่าคน แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความเข้าใจ ปัญหาของประเทศมีมาก ต้องพยายามแก้ปัญหาต่างๆ เรื่องอะไรที่ไม่เป็นปัญหา ก็อย่าให้เป็นปัญหา ปัญหานี้ในความรู้สึกของตน และคิดว่าในความรู้สึกของสังคมมันแทบจะจบไปแล้ว

“บิ๊กต๊อก” แจงปมหัวคิวสอบเสร็จแล้ว

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่ง ชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบความผิดปกติการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ หลังให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเพิ่มอีก 2-3 ประเด็นว่า วันที่ 10 มี.ค.จะสอบถามความชัดเจนกับ สตง. สำหรับ 2-3 ประเด็น ที่ให้สอบเพิ่มไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล และไม่เกี่ยวกับเรื่องหัวคิว เพราะเรื่องหัวคิวถือว่าสอบเสร็จแล้ว เมื่อถามว่า ช่วงที่ยังไม่ชัดเจน ยังเปิดให้รับบริจาคได้อยู่หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ตอบว่า “แล้วมันมีปัญหาอะไร ถ้าคุณพอใจบริจาคเพื่อการกุศลก็บริจาคไปซิ มันคนละประเด็นกัน แล้วมันไม่ดีตรงไหน คนไปเที่ยวกันเยอะแยะ ตนยังไปเลย มันคนละเรื่องไปจับโยงกันทำไม”

“จ่านิว” มึนตึ้บเจอแจ้งข้อหาเพิ่ม

เย็นวันเดียวกัน ที่ สน.ปทุมวัน นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว พร้อมนายอานนท์ นำภา ทนายความส่วนตัว เข้าพบ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รอง ผกก.สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวบุคคลที่ถูกกักตัวตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 40/2557 เนื่องจากนายสิรวิชญ์ผิดเงื่อนไขที่ลงนามข้อตกลงไว้กับ คสช. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.57 ว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก โดยเมื่อวันที่ 14 ก.พ.58 นายสิรวิชญ์พร้อมพวกอีก 3 คน ถูกจับกุม ขณะรวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพ ซึ่งถือเป็นการผิดเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับ คสช. ทั้งนี้นายสิรวิชญ์กล่าวว่า ยอมรับว่างงมาก เพราะมีหลายคนเซ็นข้อตกลงดังกล่าว และมาร่วมทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 14 ก.พ.58 แต่ตนถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเพียงคนเดียว แต่ยืนยันจะเคลื่อนไหวการเมืองต่อไป

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    23.4%
  • ไม่ชอบ
    8.3%
  • สนุก
    40.4%
  • ประหลาดใจ
    0.5%
  • เสียใจ
    4.1%
  • ให้กำลังใจ
    23.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement