ระดมกวาดอิทธิพล - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ระดมกวาดอิทธิพล

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2559 07:52
3,005 ครั้ง


ประเดิมนครปฐม ยึดอาวุธปืนเพียบ

ทหาร-ตำรวจ ลุยปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อ.เมืองนครปฐม ตามนโยบาย คสช. ลุยค้นบ้านนักการเมืองท้องถิ่นคนดังกับลูกสมุนและคนใกล้ชิดรวม 8 จุด ยึดเขี้ยวเล็บอาวุธปืนหลายสิบกระบอกและของกลางอื่นๆเพียบ ผบ.ตร.นำทีมลงไปแถลงโชว์ผลงานทันที เผยการตรวจค้นจับกุมผู้มีอิทธิพลเพราะประชาชนให้ความร่วมมือช่วยแจ้งเบาะแส ยังมีอีกหลายจังหวัดจะต้องดำเนินการต่อ ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจยึดหากตรวจพบได้มาไม่ถูกต้องจะดำเนินคดีเพิ่มเติม ขณะที่ รรท.ผบช.น.เผยได้รับรายชื่อผู้มีอิทธิพล 4 คน เฉพาะในส่วนของตำรวจ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเรียกค่าคุ้มครอง ยังตรวจสอบไม่พบอยู่โรงพักไหน ด้าน “บิ๊กป้อม” แจงทหารมาเฟีย อาจมีลูกน้องเป็นเหตุ ส่วนนายกฯ “ประยุทธ์” ติงอย่ามองปราบผู้มีอิทธิพลเป็นการเมือง ยันต้องการเคลียร์บ้านเมืองให้สะอาดปลอดภัย

ทหารสนธิกำลังตำรวจลุยตรวจค้นบ้านผู้มีอิทธิพลใน จ.นครปฐม ยึดเขี้ยวเล็บอาวุธปืนและเครื่องกระสุนเพียบ เปิดเผยเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 8 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบจากศูนย์รักษาความปลอดภัย ทหารกองพลที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี ทหารกรมการสัตว์ทหารบก ค่ายทองฑีฆายุ จ.นครปฐม และทหาร มทบ.11 สนธิกำลังตำรวจภาค 7 และตำรวจภูธร จ.นครปฐม รวมกว่า 400 นาย บุกเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายใน อ.เมืิองนครปฐม รวม 8 จุด จุดที่ 1 บ้านนายพเยาว์ เนียะแก้ว อดีตนายก อบจ.นครปฐม เลขที่ 99 หมู่ 2 ต.ถนนขาด พบปืนลูกซองยาว 2 กระบอก ปืนพก 3 กระบอก เงินสด 2 ล้านบาท ทองคำแท่งน้ำหนัก 1,150 บาท รถเก๋งปอร์เช่ รุ่นคาเยน สีดำ ทะเบียน กก 8888 นครปฐม รถยนต์โตโยต้า แฮริเออร์ สีขาว ทะเบียน กจ 9911 นครปฐม รถยนต์โตโยต้า แฮริเออร์ สีขาว ทะเบียน กจ 9889 กรุงเทพมหานคร รถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน ชฐ 9000 กรุงเทพมหานคร รถเบนซ์ รุ่นเอสแอลซี 250 สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ย-2108 กรุงเทพมหานคร

จุดที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 4/117 หมู่บ้านอริยวัฒน์ ซอย 7/1 ต.สนามจันทร์ มีนายวิชาญ พรหมเอียด ฉายา “เอดำ” เป็นคนสนิทของนักการเมืองใหญ่ใน จ.นครปฐม เป็นผู้ครอบครอง พบปืนพก 14 กระบอก ปืนยาว 3 กระบอก กระสุนปืนจำนวนหนึ่ง รถเบนซ์ รุ่นอี 250 ซีจีไอสปอร์ต สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ต-0007 กรุงเทพมหานคร จุดที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 7 ต.บ่อโตนด ต.พระประโทน มีนางชนิสรา บุญมี เป็นสะใภ้ของนายปัญญาวัฒน์ บุญมี อดีต ส.ส. นครปฐม เป็นผู้ครอบครอง พบรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีขาว ทะเบียน ฌช 7272 กรุงเทพมหานคร รถเบนซ์ รุ่นเอสแอลเค 250 สีดำ ทะเบียน ช-9999 กรุงเทพมหานคร รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน ศ-3333 กรุงเทพมหานคร ยาบ้า 19 เม็ด ยาไอซ์จำนวนหนึ่ง ปืนพก 3 กระบอก จุดที่ 4 ที่สนามยิงปืนชูทติ้งกันคัพ เลขที่ 66/6หมู่ 6 ต.ถนนขาด มีนายนนทวัชร์ เถาตะกู พี่เมียของนายไมตรี เนียะแก้ว กำนัน ต.ถนนขาด เป็นผู้ครอบครอง พบปืนพก 6 กระบอก ปืนลูกซองยาว 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง

จุดที่ 5 ที่บ้านเลขที่ 72/39 หมู่บ้านอยู่สบาย โครงการ 2 ถนนยิงเป้าใต้ ต.สนามจันทร์ ของนายไมตรี เนียะแก้ว กำนัน ต.ถนนขาด ลูกชายนายพเยาว์ เนียะแก้ว อดีตนายก อบจ.นครปฐม เป็นผู้ครอบครอง พบกระสุนปืน 9 มม. 29 นัด กระสุนปืนลูกซอง 10 นัด โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง จุดที่ 6 บ้านเลขที่ 41/5หมู่4 ต.ตาก้อง มีนายจุมพล พันมี คนสนิทของนักการเมืองใน จ.นครปฐม เป็นผู้ครอบครอง พบปืนพก 1 กระบอก กระสุน 106 นัด โพยหวยและโพยบอลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด ป้ายแดง รถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ป้ายแดง รถกระบะอีซูซุ ไฮแลนด์เดอร์ ทะเบียน ถห 5996กรุงเทพมหานคร รถ จยย.ฮอนด้า ทะเบียน 1 กฉ 3155 นครปฐม รถ จยย.บีเอ็มดับบลิว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รถ จยย.ฮอนด้า คลิก ทะเบียน ขมจ 420 นครปฐม และรถ จยย.ฟอร์ซ่า ป้ายแดง

จุดที่ 7 ที่บ้านเลขที่ 4/128 หมู่บ้านอริยวัฒน์ ซอย 7/1 ต.สนามจันทร์ มี น.ส.ชนันนิดา มาลัยมาน เป็นผู้ครอบครอง พบปืนลูกซองยาว 4 กระบอก ปืนพก 1 กระบอก กระสุนลูกซอง 55 นัด กระสุนขนาด 7.65 จำนวน 27 นัด กระสุนปืน .45 จำนวน 22 นัด ซองปืนพก .38 ซองวิทยุสื่อสาร7ซอง รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ป้ายแดง 1 คัน และจุดที่ 8 ที่บ้านเลขที่ 43/1 ต.ถนนขาด มีนายไมตรี เนียะแก้ว กำนัน ต.ถนนขาด เป็นผู้ครอบครอง ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 อ.เมืองนครปฐม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผบ.พล.9 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช ผบก.ภ.จ.นครปฐม เดินทางมาแถลงข่าวการตรวจค้นบ้านผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.นครปฐม พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า การตรวจค้นทั้ง 8 จุด จับกุมผู้ต้องหาคือ 1. น.ส.ชนันนิดา มาลัยมาน ในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเครื่องมือยุทธภัณฑ์ของทางราชการไว้ในครอบครอง มีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครอง 2. นายวิชาญ พรหมเอียด ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มียุทธภัณฑ์ของทางราชการไว้ในครอบครอง มีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครอง 3. น.ส.มาลินี บุญมี ข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเครื่องยุทธภัณฑ์ของทางราชการไว้ในครอบครอง มีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครอง 4. น.ส.ชนิสรา บุญมี ข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครอง มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง 5. นายนนทวัชร์ เถาตะกู ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า การตรวจค้นจับกุมผู้มีอิทธิพลตามคำสั่ง คสช.ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ผิดพลาด ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ต้องดำเนินการ ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจยึดจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากมีหลักฐานชัดเจนก็จะมอบสิ่งของคืนกลับไป หากพบว่าได้มาไม่ถูกต้องจะดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป

ที่ บช.น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวถึงการดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศตามคำสั่ง คสช. ว่า ไม่มีหรอกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กทม. ตนสะกดคำว่าผู้มีอิทธิพลไม่เป็น ผู้มีอิทธิพลมันมีไม่ได้ ที่มีขึ้นมาได้เพราะกฎหมายหย่อนยานหรือเปล่า หรือผู้บังคับใช้กฎหมายไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ฉะนั้นใครจะมาทำผิดคิดร้ายทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่มีความปลอดภัยไม่ได้ ตำรวจเร่งรัดปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงผู้มีอิทธิพลมันมีไม่ได้หรอก

เมื่อถามว่าที่ คสช.ออกมาเปิดเผยรายชื่อผู้มีอิทธิพล 4 คน มีทั้งอดีตทหารและนักการเมืองตรงนี้มีข้อมูลตรงกับของตำรวจหรือไม่และจะเข้าไปดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า จะลงไปตรวจสอบดู ได้สั่งการไปแล้วว่า รายชื่อที่เอ่ยมาอยู่ในพื้นที่ใด สน.พื้นที่นั้นต้องไปทำความเข้าใจว่าคุณทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถ้าทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมก็ให้มาร่วมมือกัน แต่ถ้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวขอให้ยุติ ไม่อย่างนั้นจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการ

“หากใครตกเป็นเหยื่อหรือถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลให้เข้าร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจในท้องที่ หาก สน. ยังละเลยให้เข้าร้องที่กองบังคับการ ให้เป็นไปตาม ช่องทาง แต่ถ้ากองบังคับการไม่ได้เรื่องให้มา บช.น. เลย มาพบผมก็ได้ อยากให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนเองก่อน ผกก.ซีอีโอ ถ้าเป็นซีอีโอแล้วแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ ให้มาอยู่ฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับการก็เหมือนกัน ไม่ขับเคลื่อน ไม่ลงไปดูแลกำกับ เห็นชอบมอบรองสั่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงไปขับเคลื่อน ผมถึงต้องลงไปกำกับเองในบางเรื่อง” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว

เมื่อถามว่าในส่วนของพื้นที่ กทม.มีรายชื่อมากน้อยแค่ไหน พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ได้รับชื่อมาในวันก่อนแค่ 4 คน เฉพาะในส่วนของตำรวจ โดยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2 คน เกี่ยวกับเรียกค่าคุ้มครอง 2 คน กำลังเร่งรัดดำเนินการอยู่ แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ารับราชการอยู่โรงพักไหน

ที่ บก.ทบ. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. แถลงภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ที่มี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. เป็นประธานว่า จากนโยบายของรัฐบาลและ คสช. ที่ต้องการจะปราบปรามและแก้ปัญหาในเรื่องของ กลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ล่าสุดในพื้นที่ จ.นครปฐม มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเชื่อว่าในพื้นที่อื่นๆ คงจะเริ่มเห็นผลตามมาต่อเนื่อง เพื่อจะเสริมให้การแก้ปัญหาตามนโยบายเกิดผลดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อถามถึงรายละเอียดกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการในพื้นที่ จ.นครปฐม พ.อ.วินธัยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ คสช.มีนโยบาย โดยรวบรวมข้อมูลทางด้านการข่าวเป็นหลัก รวมถึงการได้รับเบาะแสมาจากประชาชน จากนั้นได้ไปตรวจสอบ ทางการข่าวเบื้องต้น และพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆที่มีความน่าเชื่อถือ หากมีความชัดเจนแล้วทางเจ้าหน้าที่จึงเข้าดำเนินการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป รวมทั้งพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นความผิดของกฎหมายใด เช่น ความผิดยาเสพติด หรือมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่มี 4 รายชื่อบุคคลที่ระบุว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ในส่วนของทีมโฆษก คสช. ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจง แต่เข้าใจว่าการทำงานของแต่ละหน่วยในพื้นที่เริ่มต้นจากข้อมูลพื้นฐานด้านการข่าวและมีประชาชนให้เบาะแส เจ้าหน้าที่จะนำเข้าสู่กระบวนการเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อน เพราะบางครั้งอาจจะเป็นข้อมูลเก่า หรือเป็นข้อมูลใหม่ หรือเป็นข้อมูลที่บิดเบือน จากนั้นจะพิจารณาเพื่อนำไปสู่การดำเนินการขั้นตอนต่อไป

เมื่อถามว่า ในส่วนข้อมูลด้านการข่าวมีข้อมูลหรือไม่ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเอง พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการมีอยู่แล้ว เพราะในสังคมเรามีการพูดตลอดว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนรู้เห็นอาจจะทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ที่กระบวนการพิสูจน์ทราบและนำไปสู่การปฏิบัติ แม้ว่าจะเป็นข้าราชการก็จะต้องถูกดำเนินการอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก ซึ่ง ผบ.ทบ.ได้เน้นย้ำที่ประชุมทุกครั้งในเรื่องของความประพฤติกำลังพล และในช่วงนี้เป็นช่วงการดำเนินงานตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล หากมีกำลังพลที่เข้าไปเกี่ยวข้องจริงจะต้องถูกดำเนินการเช่นเดียวกัน

ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบสังคมและดูแลให้สุจริตชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติ ไม่ถูกเอาเปรียบหรือถูกบังคับจากผู้ที่กระทำตนเป็นผู้ที่มีอิทธิพลหรือผู้ที่กระทำผิดกฎหมายนั้น เลขาธิการ คสช.ได้สั่งการให้ กกล.รส. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดย เฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าดำเนินการต่อผู้มีอิทธิพลในทุกพื้นที่ ขณะนี้กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน ให้ตรวจสอบว่ามีข้าราชการในสังกัดหรือไม่ ที่มีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพล โดยให้หน่วยงานนั้นดำเนินการตามกฎหมายทันที

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีรายชื่อผู้มีอิทธิพลตามมาตรการปราบปราม ว่า ผู้มีอิทธิพลมีแทบทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ได้ส่งรายชื่อไปแล้ว แต่ละพื้นที่ก็จะดำเนินการ ยืนยันเจ้าหน้าที่จะดำเนินการหมดไม่ว่าจะเป็นสีไหน อันไหนที่เป็นข้าราชการฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ก็ว่ากันไป ใครทำให้ประชาชนเดือดร้อน เข้าข่าย 16 ฐานความผิดสำหรับผู้มีอิทธิพลหมด เมื่อถามว่า กรณีที่ปรากฏรายชื่อ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือเสธ.ไอซ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทหารนอกราชการ เป็นผู้มีอิทธิพล

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำเรื่องอะไร เมื่อไหร่ บางทีอาจจะไม่ผิด หรือว่าผิดนิดหน่อย บางทีตัวเขาอาจจะไม่ได้ทำ อาจจะเกี่ยวพันกับลูกน้องเขา เดี๋ยวคงมีการออกมาชี้แจงเอง ที่สำคัญคือการมีอาวุธที่ไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง เพราะทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ส่วนมาตรการในการลงพื้นที่ คงทำตามขั้นตอนให้เรียบร้อยที่สุด ไม่ถึงกับไปไล่ยิงกัน เจ้าหน้าที่ทุกคนเขารู้อยู่แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลว่า ขอร้องว่าอย่าไปมองในทุกๆอย่างเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด การปราบปรามผู้มีอิทธิพลเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล จะอยู่การเมือง ทหาร หรือตำรวจ จะอยู่กับใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ ทุกคนถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ตนไม่สนใจแต่อาจจะเป็นคนของนักการเมืองบ้าง ตนจะไปทำร้ายเขาข้างเดียวได้อย่างไร เรื่องนี้ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ดำเนินการอยู่แล้วกับทุกๆกลุ่ม ต้องดำเนินการทั้งหมด ไม่อยากให้ไปฟังความข้างเดียว ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยกฎหมาย ถ้าตรวจแล้วไม่พบการกระทำผิดก็ออกนอกบัญชีไปก็จบ ไม่ติดคุก ไม่มีความผิด แต่ถ้ามีหลักฐานก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ทำไมไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้หรือ ต้องการให้อยู่แบบเดิมหรือ ทำให้เกิดปัญหากันไปเรื่อยๆ วันข้างหน้าก็จะมีบุคคลเหล่านี้ไปสนับสนุนการเมืองบ้าง อะไรๆบ้าง ทำผิดกฎหมายแล้วใช้อาวุธยุทโธปกรณ์กับประชาชน มันไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องช่วยกันเคลียร์บ้านเมืองให้สะอาด ปลอดภัย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ มีรายงานว่ามีการไปดำเนินการในพื้นที่นครปฐม จับปืนได้ 30-40 กระบอก ส่วนที่เหลือก็มีการดำเนินการไม่เฉพาะเรื่องอิทธิพลอย่างเดียว มีทั้งการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ละเมิดลิขสิทธิ์ ได้รับรายงานผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ ได้สั่งการให้คนลงไปดูแล ถ้าการเรียกร้องผลประโยชน์มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการสอบทั้งหมด

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    88.6%
  • ไม่ชอบ
    4.5%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    2.3%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    4.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement